ไปดูโรงพยาบาลอาชีวเวชศาสตร์ที่กวางเจา

หายไปนาน จะบอกไปก็อายเขา คือจำ Password ตัวเองไม่ได้ คิดว่าความจำตัวเองดี เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่สามารถจำ password หลายๆอย่างได้ ลองทำเองก็ไม่สามารถ log in ได้ ต้องให้ web manager ช่วยจัดการให้จึงได้ password มา อนิจจา memory

ช่วงนี้มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจหลายอย่าง ที่น่าจดจำมากคือการที่ต้องออกเดินทางตลอดในช่วง สองเดือน มานี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่สวิสเซอร์แลนด์ มาจนถึงล่าสุดคือกวางเจา และอาทิตย์ หน้า จะเป็นส่วนตัวไปฮ่องกง กับครอบครัวใหญ่ และอาทิตย์สุดท้ายไปอังกฤษและเยอรมัน โอ้โฮ อะไร มันจะเดินทางมากขนาดนี้ ก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เป็นราชการเสียทั้งหมดเสียด้วย (ยังไม่เกษียณหรือ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลยนะ) การไปต่างประเทศทำให้รู้ว่าภาษาอังกฤษ เป็นเรื่อง สำคัญ แต่ภาษาอื่นๆก็สำคัญด้วย เช่นภาษาฝรั่งเศสหรือเยอรมัน เวลาไปยุโรป ภาษาจีน หรือญี่ปุ่นเวลาไปเอเซีย เราจะเป็น Asean Community กันแล้วนะ คงต้องไปฝึกฝนเพิ่มเติมอีกเสีย หน่อยแล้ว โดยเฉพาะภาษาจีน และมีประสบการณ์ที่จีนที่น่าประทับใจมานำเสนอด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ไปดูงาน โรงพยาบาลโรคจากการทำงานที่กวางเจามา โรงพยาบาลนี้มีชื่อว่า Guangdong Provicial Hospital for Occupational Disease Prevention and Treatment มีชื่อย่อว่า GPHODPT ตรงไปตรงมาไม่ต้องดัดจริต หาคำมาสะกดให้ได้เป็นคำเท่ห์ๆ แต่ยาวชะมัดจำยากเหมือนกันตอนแรกๆ ชื่อภาษาไทยคงเป็น โรงพยาบาลป้องกันและรักษาโรคจากการ ประกอบอาชีพประจำจังหวัดกวางตุ้ง โปรดอย่าสับสน และฟังอีกครั้ง กวางตุ้งเป็นชี่อจังหวัด กวางเจาเป็นชื่อเมืองหลวง แรกๆก็งงเหมือนกันนะ (สารภาพ) บินด้วยการบินไทย บริการดี บินเครื่อง airbus ใหม่ มีจอโทรทัศน์อยู่ด้านหลังเบาะ เลยนั่งสบายดูหนัง เพลิน สองชั่วโมงค่อน แผลบเดียวถึงท่าอากาศยานไป่หยุนแล้ว ออกมาตอนแรกเหมือนมาบ้านนอกยังไง ก็ไม่รู้ ดูข้างๆทางมีแต่ทุ่งนา ไม่เห็นตึกรามบ้านช่อง เลยลืมไปว่าไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่สร้างสนามบินแล้ว ตามมาสร้างบ้านจัดสรรข้างๆอย่างเอิกเกริกเหมือนประเทศไทย ออกมาในงวง ก็ดูเก่าๆ เข้ามาในสนาม บินยิ่งดูเก่าไปอีก พรมดำปี๋เลย เดินไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง โอ้โฮคิวยาวมากจนต้องหักข้อศอกเนื่อง จากที่รอไม่พอ ต้องเปลี่ยนแถวหลายครั้งเพราะเขาเข้าแถวของใครของมัน ถ้าแถวไหนทำช้าก็เรื่องของ มันรอตรงนี้หนึ่งชั่วโมงกว่า พอเข้าไปเอากระเป๋า เป็นสายพานเดียวทุกสายการบิน ไม่ต้องหาให้เมื่อย สายตา กระเป๋ามาแล้วไม่รู้วนกี่รอบต่อกี่รอบเนอะ ออกไปด้านนอก เจอเลยครับทีมจีน มากันสี่ห้าคน มี ช่อดอกไม้มาให้ด้วย รู้สึกเขินจัง ดูเขากระตือรือร้นมาก ห้าคนนี่เป็นหมอหมดเลยนะครับ บ้านเรานะ หรือยากนะครับที่จะให้มารับได้แบบนี้ เขารอนานแต่เขาก็บอกว่าคงเป็นเพราะเครื่องเรา delay แหม นิสัยดีเชียว ไม่มี negative word เลย ผม email ติดต่อกับหมอชื่อ cathy (ชื่อจีนว่าอะไรก็ไม่รู้พอดีเขียนที่ โคราช ไม่ได้เอานามบัตรมา อยู่ที่กรุงเทพ) มาตลอด ขึ้นต้นก็ dear cathy เขาก็ dear dr. Adul แต่มาเจอ หน้ากันก็ไม่รู้จะพูดอะไรกันดี แหม มันเขินนี่นา สนามบินใหญ่โตมาก ดูภายนอกเหมือนหมวกญี่ปุ่น แบบสุวรรณภูมิเราเหมือนกัน รถติดมาก เขาเอารถตู้ขนาดเล็กมารับ จากสนามบินเข้าไปในเมืองกวางเจา ประมาณ 70 กิโลเมตร ใกลมากพอๆกับกรุงเทพ-บางแสน แต่มีตึกรามบ้านช่องให้ดูตลอดทาง พอเข้า เมืองวิ่งบนทางด่วนตลอดเลย เสียค่าด่านประมาณสามครั้ง ไม่ได้ดูเสียด้วยว่าเท่าไร บ้านเมืองเขามีทั้ง ส่วนที่เก่า และใหม่ สลับกัน เที่ยวนี้พักที่โรงแรม Canvas ซึ่งใกลจากที่ดูงานประมาณ 20 นาที โรงแรม ใช้ได้ ผมเป็นคนจองให้กับคณะเอง ลืมบอกไปคณะมีท่านอธิบดีกรมการแพทย์ แพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ เป็นผู้นำ และมี นายแพทย์อุทัย ตัณศลารักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และทีมงานจากโรงพยาบาลอีก 6 คน โดยในวันที่ไปนี้ท่านอธิบดีติดภารกิจ และจะตามมาวันรุ่งขึ้น  ดังนั้นคณะเราจึงมี 7 คน โรงแรมที่จองก็พอใช้ไม่ประหยัดจนน่าเกลียด และไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ผมเองไม่มีคำว่าไปดูงานทั้งวัน โรงแรมเอาแค่กลับมานอนก็พอ อยู่แล้ว ผมมีคติว่าไม่ว่าจะไปทำอะไร ที่ไหนก็ตามกลับมาขอให้ได้พักผ่อนอย่างสบายตา หู และอารมณ์ ก็พอ มาถึงโรงแรมก็ check in แพทย์จีนก็มาช่วยเหลืออย่างดี พรรคพวกเราเสียอีก นั่งคอยสบายเลย ลืมบอกอีกแล้ว เที่ยวนี้มีผมและ คุณวรรณาเป็น tour leader ที่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไรเสียด้วย พอเอาของเข้าโรงแรม ก็ออกไปกินข้าว มื้อแรก ก็ประทับใจมากเลย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลของเขา (เขาเรียก President) Dr. Huang Han Lin มารอรับพร้อมทีมงานที่ภัตราคาร อย่างดี เข้าไปในห้อง เบ้อเริ่มเลย โต็ะจีนใหญ่มาก มีชื่อพวกเราวางไว้ สลับกับทีมงานทางจีน ตอนแรกคิดว่าเขาจะให้คุยกัน แต่ขอโทษนะครับ ไม่ใช่ เขาคอยบริการเราอีกต่าง หาก คือเวลาอาหารเวียนมา เขาจะตักอาหารให้กับพวกเราคนที่เขารับผิดชอบ (ธรรมเนียมเหมือนญี่ปุ่น ถ้าไม่มีใครตักให้ก็ไม่ได้กิน - แต่สำหรับคนไทยคงยาก เราตักเองเก่งอยู่แล้ว) อาหารน่าตื่นตา ตื่นใจ ไปหมด ขนาดผมว่ากินยากแล้ว ยังกินได้ทุกจานที่วางเลย มีการกันเปยด้วยเหมาไถกันพอหอมปากหอม คอ สังเกตุว่าแรกๆไม่ค่อยคุยแต่พอเหมาไถมาแล้วคำพูดก็ออกไปด้วย กินกันอยู่สักพัก เนื่องจาก welcome dinner จะต้องรอท่านอธิบดีมาก่อน ก็เลิกราเพราะอิ่มและได้เวลาพอสมควร (สามทุ่มกว่า) เขาก็พาไปล่องแม่น้ำไข่มุก หรือจูเจี้ยง ตอน สามทุ่มครึ่ง เหมือนล่องแม่น้ำเจ้าพระยา เพียงแต่นั่งไปเฉยๆ ไม่มีโชว์ให้ดูเหมือนเรือล่องแม่น้ำของเรา รอบๆด้านมีสีสรรประดับประดาตามตึก สะพาน มีหอคอย กวางเจาสูงร้อยกว่าชั้น มีรูปร่างและสีสรรสวยงาม สีแบบนี้ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นเมืองจีน ไม่มีที่ไหนในโลกที่ ใช้สีสรรตื่นตาตื่นใจและไม่เข้ากันแต่สวยงามได้แบบนี้อีกแล้ว กลับถึงโรงแรมหกทุ่มกวางเจาพอดี (เร็ว กว่าที่ไทยหนึ่งชั่วโมง) กลับมายังมีภารกิจ LINE กันต่อเนื่องจากโรงแรมมี Wifi ให้เฉพาะที่ lobby แต่ใน ห้องเป็นสายแลน

  ตื่นเช้าวันที่สองก็ลงมากินข้าวเช้าฟรี โอ้โฮอีกแล้ว ห้องอาหารใหญ่มากและอาหารก็มีให้เลือก พอๆ กับบัญชีโรคจากการทำงานเลย (เจ็ดสิบกว่าโรค) เลยเข้าไปรักษาโรคกันยกใหญ่ แหมเห็นของ แปลกๆ ก็ต้องลองซิครับ เขามารับเก้าโมงเช้า นั่งรถไปโรงพยาบาล GPHODPT ระหว่างทางรถก็ติด เหมือนกัน เขาขับรถชิดขวาไม่เหมือนบ้านเรา แต่ที่เหมือนกันคือไม่ค่อยเคารพกฏจราจร มีจักรยานต์ ติดเครื่องยนต์มากกว่ามอเตอร์ไซด์ รถไปถึงโรงพยาบาล คราวนี้ทีมใหญ่มาต้อนรับ เหมือนมากันทั้ง โรงพยาบาลเชียว ทราบว่าเป็นหมอทั้งหมด เลยตกใจ พาขึ้นห้องประชุมชั้นหก แต่ข้างล่างเงียบเชียบมาก ถ้าเป็นรัฐบาลก็ไม่เหมือนเท่าไร ถ้าเป็นเอกชนคงเจ๊งไปแล้วเหมือนกัน ประมาณนั้น ทีมงานมาต้อนรับ เพียบ ก็ผลัดกัน Present ของดีของตัวเอง ของเขามีแพทย์ 200 กว่าคน มีเตียง 112 เตียง และ ICU อีก 8-14 เตียง ทุกเตียง รับคนไข้โรคจากการทำงานเท่านั้น มีห้องตรวจทุกอย่างเท่าที่จะนึกได้ และมีนักวิจัย จำนวนมาก มีคนไข้โรคจากการทำงานมากมาย น่าตื่นหู เพราะฟังเขา present ด้วย powerpoint  ผมก็นำ เสนอโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีของผมบ้าง เขาคงตื่นใจเหมือนกันว่าโรงพยาบาลอะไรมันทำมาก ขนาดนี้เช่นกัน รู้สึกเขาสนใจมาก (อาจเป็นเพราะผม present ดีก็ได้นะ ฮะแฮ่ม) สัก สิบโมงครึ่ง ก็ไปดู โรงพยาบาล รู้สึกเป็นคนสำคัญจัง ไปไหนเขาก็มารับเราพรึ่บพรับ เป็นโรงพยาบาลอาชีวฯ จริงๆ ครับ มี เตียงรับผู้ป่วยโรคจากการทำงาน มีคนไข้นอนอยู่เกือบเต็มเหมือนกัน แต่เห็นพยาบาลน้อยมาก ถามเขาดู บอกว่ามีพยาบาล 50 คน ทำไมน้อยจัง เขามีห้องปฏิบัติการทั้งตึก มีตั้งแต่ biochem, chem ตรวจหาสาร เคมี ตรวจ DNA ตรวจโครโมโซม แม้แต่ห้องแล็บสัตว์ทดลองยังมีเลย (เนื่องจากสารเคมีใหม่ๆ ที่โรงงานจะใช้ต้องตรวจที่นี่ก่อน) ห้องแล็บเคมีถูกควบคุมโดยแพทย์พิษวิทยา มี 16 คน (อะไรมันจะมาก ขนาดนั้น- เกือบสองเท่าของแพทย์พิษวิทยาประเทศไทย)  ดูไปมาก็คิดว่าโรงพยาบาลนี้แบ่งเป็นสามส่วน คือส่วนห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นเหมือนสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทย แต่ขอบเขตกว้างขวางกว่ามาก (เนื่องจากสำนักโรคทำแต่ตรวจหาสารเคมี) อันนี้โรงพยาบาลใดๆในประ เทศไทย คงเปรียบเทียบไม่ได้ ส่วนที่สองเป็นเรื่องการควบคุม มีการตรวจสอบเครื่องมือ และออกไป ตรวจสิ่งแวดล้อมให้กับโรงงานต่างๆ ส่วนที่สามคือทำเรื่องการรักษาโรค และรับส่งต่อ ซึ่งเป็นส่วนที่ โรงพยาบาลสามารถลอกเลียนแบบได้ และมีหลายส่วนที่อยากนำมาปรับปรุงในโรงพยาบาลนพรัตนราช ธานีด้วย  มีส่วนหนึ่งที่ประทับใจ เขาบอกว่า มีตรวจร่างกายด้วย เลยถามว่าทำไมโรงงานจึงมาตรวจที่เขา ทั้งๆที่มีสถานที่ตรวจรอบๆ กว่าร้อยแห่ง เขาบอกว่าที่นี่เป็นที่เดียวที่สามารถตรวจได้ทุกอย่าง ตอนกลางวัน เขาพาไปกินข้าวกลางวันที่ภัตราคารจีนอีกแล้วครับ ยิ่งใหญ่อลังการเหมือนเดิม แล้วพากลับมาโรงแรม และจะรับกลับไปโรงพยาบาลอีกภายใน 30 นาที เขาพากลับมาโรงแรมเพราะเขา มีความเชื่อว่าต้องพักผ่อนกลางวัน (เขาจะพัก 1200-1430 โดยจะนอนหลังกินข้าวเที่ยง ทุกห้องจะมีเตียง summerbed ของแต่ละคนไว้นอนครับ) กลับมาบ่ายก็มาฟัง case presentation เขา present case หก case โดยมีโรคนำขบวนคือโรคพิษสารเคมีทั้งสิ้น แต่มาด้วยอาการต่างๆ เท่าที่สังเกตุ หลักการของเขาคือ ถ้ามาถึงโรงพยาบาล GPHODPT ทุกโรคให้สงสัยเป็นโรคจากการทำงานไว้ก่อน แล้วค่อย differentiate โรคอื่นๆ ออกไป ต่างจากหลักการทั่วไปคือต้อง differentiate โรคต่างๆ ถ้าไม่พบอะไรก็ต้องนึกถึงโรค จากการทำงานไว้ด้วย พอเสร็จ ก็พาไปกินข้าวเย็นเลย โต๊ะจีนอีกแล้ว และจัดเต็มเหมือนเดิม อาหารแปลกๆ (รูปประกอบมีใน facebook ผมแล้ว) กินอร่อย ครั้งนี้กินได้ไม่นาน เนื่องจากต้องไปรับ ท่านอธิบดีที่สนามบิน เขาใจเย็นมากเลย เหลือเวลาอีก 40 นาทีเครื่องลงจึงค่อยไป ปรากฏว่ารถติดครับ เขาบอกว่าปกติเวลานี้ไม่เคยติด พอไปถึงสนามบิน ท่านอธิบดีออกมาก่อนแล้ว กำลังจะมาเล่นงาน ข้าพเจ้าอยู่ทีเดียว ปรากฏว่าจีนเขาเอาช่อดอกไม้ใหญ่สวยงานมาให้ อารมณ์เลยเย็นลง ท่านพูดจีนเก่งมาก แต่ไม่อยากพูดเพราะต้องกลับมาแปลให้พวกเราฟังอีก กลับเข้าเมืองพามาภัตราคารเดิมอีกแล้ว คนเยอะ มาก เป็นภัตราคารเปิด 24 ชั่วโมง กินอาหารเต็มสูบอีกแล้ว เหลือเยอะเลยเที่ยวนี้ ทางร้านมีกล่อง พลาสติกมาแจกให้เก็บกลับบ้าน กลับมาโรงแรม 2300 น ท่านผู้อำนวยการและคณะอยู่รอรับท่าน ตาปรือกันทุกคน  กว่าจะเข้าห้องกันก็เกือบ 2400 น

  วันรุ่งขึ้นเหตุการณ์เหมือนเดิม กินข้าวเช้าห้องเดิม และกินเยอะเหมือนเดิม วันนี้จะแยกเป็นสอง คณะ คณะผู้บริหารพบกันและคุยกัน ส่วนคณะรองก็แยกไป discuss เรื่อง cases กัน วันนี้คุยได้ใจความดี มากมีข้อตกลงกันหลายอย่าง  และพาท่านอธิบดีไปดูโรงพยาบาล ท่านก็ชอบใจมาก คุยภาษาจีนกับผอ Huang กันสองคนสนุกถูกคอกันดีทีเดียว ท่านชอบใจที่มีการใช้สมุนไพร และการฝังเข็มรักษาด้วย ตอนเที่ยงก็มาที่ภัตราคารอีกแล้ว ทำให้คณะกลัวการทานอาหารมาก  ตอนบ่ายคุยกันเรื่องความร่วมมือ และสรุป โดยท่านให้ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีกล่าวว่าจะร่วมมืออะไรบ้าง ผอ ก็ให้ผมเป็นคนพูด ซึ่งก็ไม่ได้เตรียมอะไรกันมากมากก่อนหน้านี้เนื่องจากเวลาไม่มีเลย แต่ก็ผ่านพ้นด้วยดี พร้อมการตกปาก รับคำกันระหว่างฝ่ายโรงพยาบาล และกระทรวงสาธารณสุขซึ่งส่งผู้แทนมาฟังด้วย  ตอนเย็นเป็น welcome dinner ร้านหรูริมแม่น้ำไข่มุก อาหารก็เยี่ยมกว่าเดิมอีก มีการเจรจาด้วยเหมาไถ กันสนุกสนาน ผอ Huang ถึงกลับร่ายรำคำกวีเสมือน หลีไป๋กลับชาติมาเกิด ตกลงว่านพรัตนราชธานีหมั้นกับ GPHODPT ไปแล้ว งานนี้ต้องขอขอบคุณท่านอธิบดี และ ท่านผอ เป็นอย่างมากครับ สำเร็จด้วยดี

  วันสุดท้ายก็มาถึง ไม่มีงานเลี้ยงใด ที่ไม่มีวันเลิกลา ตั้งแต่มายังไม่ได้ใช้เงินหยวนเลยครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มาหลายวันแล้วยังไม่ได้ใช้เงิน วันนี้ก็ยังกินข้าวอย่างดีอีกด้วย  ใครไปสนามบินไป่หยุน ต้องระวังนะครับ ตอนขาออกก็เหมือนขาเข้าไม่มีผิด เผื่อเวลาไว้ อย่างน้อย สองชั่วโมง มีตรวจสองชั้น ชั้นแรก เข้าแถวยาวเพื่อรอตรวจผ่านแม่เหล็ก แล้วครั้งที่สองเข้าแถวยาว เพื่อรอตรวจ passport

  ได้ประสบการณ์ดีครับ ได้อะไรใหม่ๆ มาก กลับมามีแนวคิดที่จะปรับปรุงงาน แต่ถ้ามองมุมกลับ มีหลายอย่างที่เราทำแล้ว และทำได้ดีกว่าเขามากเหมือนกัน เขาจึงอยากแลกเปลี่ยน กับเรา ขอบคุณกรมการแพทย์ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานีมากครับ