วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 เราเริ่มกันด้วยคำถาม 4 ข้อ คือ
- อุปนิสัยพอเพียงคืออะไร
- จัดการเรียนรู้อย่างไรให้เกิดอุปนิสัยการเรียนรู้
- จะรู้ได้อย่างไรว่า อุปนิสัยพอเพียงที่ต้องการเกิดขึ้นหรือไม่
- ถ้ายังไม่เกิดจะทำอย่างไร ต่อไป
ข้อแรกให้ทุกคนเขียนใส่ “บัตรความคิด” ข้อที่สอง ให้เขียนเป็นเรื่องเล่า ข้อที่สาม น่าจะได้คำตอบจากวิทยากรที่เชิญมาบรรยาย ส่วนข้อสุดท้าย คงได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
<p>ผมพบว่าคำถาม “อุปนิสัยพอเพียงคืออะไร” เป็นคำถามที่ทั้งดีและไม่ดี ที่ว่าดีคือ สามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ตอบมีความรู้ความเข้าใจใน “หลักความพอเพียงหรือไม่” ที่ว่าไม่ดี คือ ผู้ตอบมักไปยึดติดกับคำว่า “อุปนิสัย” แล้วเอาความรู้ความเข้าใจในหลักความพอเพียง มาบวกเข้ากับความหมายของคำว่า “อุปนิสัย” จึงได้คำตอบเหมือนทฤษฏีสามห่วงสองเงื่อนไขสี่มิติ ไม่ได้ลักษณะหรือวิธีการสังเกตว่านักเรียนมีอุปนิสัยพอเพียงหรือไม่ </p><p>สิ่งที่ผมประทับใจคือ คำตอบของคนเกือบ 80 คล้ายกันมากๆ ว่า
</p><p>……อุปนิสัยพอเพียง คือ คุณลักษณะนิสัยที่เมื่อจะทำอะไร จะคิดพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ว่าพอดีเหมาะสมพอประมาณ ถูกต้องตามตามหลักวิชาการ และสำนึกในคุณธรรมความดี ไม่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น เมื่อลงมือทำ ก็ทำอย่างมีสติระวังและรอบคอบ มีการเรียนรู้ตรวจสอบประเมินผลเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น สู่ความสมดุลและยั่งยืน…..</p><p>ผมเองสรุปเป็นคำให้จำง่ายๆ ว่า
</p><p>….คิดก่อนทำ ทำอย่างระวังและรอบคอบ ตรวจสอบประเมินตน ฝึกฝนเรียนรู้และพัฒนา…. โดยทั้งหมดนี้ให้อยู่ภายใต้ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มิติ
</p><hr>ข้อที่สอง เราแจกกระดาษ ขนาด A4 มีบรรทัด ให้ทุกคนเขียนเรื่องเล่าใช้เวลาเพียง 15 นาที เกี่ยวกับ วิธีการจัดการเรียนการสอนของตน เพื่อให้เกิดอุปนิสัยพอเพียง …..
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเรื่องเล่าของครู ณ วันนี้ที่เราขับเคลื่อนมาแล้ว 1 ปี
<hr>นางศุภมิต ศิริโสภณภิวัฒน์ ร.ร.เชียงขวัญพิทยาคม
<p></p>
"เรียนรู้เหตุผล รู้ตนรู้จิต รู้พอประมาณในชีวิต บนหลักคิด ชีวิตเปี่ยมคุณธรรม"
...ตลอดระยะเวลา 36 ปี ของชีวิตที่ลองผิดลองถูก สู่ 3 ปีแห่งการเรียนรู้คำว่า “ความพอเพียง” อย่างแท้จริง ทำให้ดิฉันรู้จักหลักคิด ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแก่พสกนิกร หากใช้ใจสัมผัสใช้เหตุผลพิจารณา นำมาปฏิบัติด้วยตัวเอง จะสามารถรับรู้ถึงคุณค่าของคำว่าพอเพียงได้อย่างชัดเจน
การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอพียงมาเป็นหลักคิดในการปฏิบัติในบทบาทในการเป็นครู โดยการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ จากการสะท้อนตน ของดิฉัน คือ มีความชอบ สนใจและมีความสามารถ ในการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านโครงงาน จึงได้วิเคราะห์เนื้อหา เชื่อมโยงสู่กิจกรรม กระตุ้นความคิดแก่ผู้เรียนให้สามารถตั้งวัตถุประสงค์ในการทำโครงงานต่างดำเนินการโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรม อีกทั้งครูยังเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้คำแนะนำ มากล้ำความรู้สู่ความกระจ่างแก่ผู้เรียนได้ ความเป็นลำดับ ขั้นตอนการทำโครงงานจะนำพาให้ผู้เรียนสนุก และมีความสุขกับความสำเร็จในแต่ละชิ้นในส่วนที่สำคัญ คือ ดิฉันต้องมีความอดทน จริงใจ และรับผิดชอบในการสอน ทั้งต่อตนเองและนักเรียน ใช้ความพอประมาณในการสอน โดยการระบุเนื้อหาให้เหมาะสมกับระดับชั้น จัดกลุ่มเหมาะสมกับจำนวน นักเรียน กิจกรรม อุปกรณ์ สไตล์การเรียน และปัจจัยสัมพันธ์ ที่เอื้อต่อความสำเร็จในการทำโครงงานของนักเรียน โดยการสอนด้วยกิจกรรมโครงงานนั้นได้สอดแทรกคุณธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน คือ กระตุ้นความใฝ่รู้ โดยใช้คำถามกระตุ้นความคิด เทคนิคเร้าความสนใจ กระตุ้นความอดทน โดยให้งานที่เหมาะสมกับความสามารถ สู่เงื่อนไขความสำเร็จ กระตุ้นความเอื้อเฟื้อ โดยการเสริมแรงทางสังคม กระตุ้นความรับผิดชอบ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม การติดตาม ในการสะท้อนผลการดำเนินงานกลุ่มด้วยรูปแบบการระดมความคิด หาจุดติดขัด ปัญหาอุปสรรค แนวทางสู่เป้าหมายและการพัฒนา
จากการดำเนินงานการสอนแบบโครงงาน โดยใช้หลักพอเพียง ดิฉันมีความมุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะความพอเพียงทั้งทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา สามารถวัด สังเกตผลที่เกิดผู้เรียนได้ทั้งการถอดบทเรียน การสังเกตพฤติกรรม การสอบถาม สัมภาษณ์ ทั้งนี้ การดำเนินตามขั้นตอน ภูมิรู้ ภูมิธรรม พอประมาณ,ด้วยเหตุผล ส่งถึงการมีภูมิคุ้มกันในตัวเองของครูมีความมั่นใจ เชื่อมั่น ดำเนินกิจกรรมอย่างราบรื่นและมีความสุขในการทำงาน สามารถพัฒนาศักยภาพของตนไปพร้อมกันนักเรียน เพราะคำว่า พอเพียง อยู่ในใจของทุกคนจะเกิดผลอย่างไร อยู่ที่เราจะเลือกใช้หรือไม่ เลือกใช้อย่างไร เพื่อให้สามารถอยู่อย่างพอเพียงและมีความสุขบนพื้นฐานความพอเพียงอย่างแท้จริง...
เนื่องจากผมรู้จัก ท่านอาจารย์มาก่อนตอนที่ได้ไปเรียนรู้ที่เชียงขวัญ จึงไม่สงสัย เพราะมั่นใจในการระเบิดจากภายในของท่าน แต่ลองอ่านข้อสะท้อน (Reflection) ต่อไปนี้ เท่าที่ผมเห็น แต่ไม่จำเป็นต้องเชื่อนะครับ
-
เรื่องเล่านี้เห็นแนวคิดหรือเห็นกระบวนทัศน์ ในการจัดการเรียนรู้ของท่าน ชัดครับ
- แต่ยังไม่เห็น แนวปฏิบัติ หรือกระบวนการ ทำให้คนอ่านยังไม่น่าจะทราบว่า แต่ละ "คำ" จะทำอย่างไร เช่น "กระตุ้นความใฝ่รู้ โดยใช้คำถามกระตุ้นความคิด เทคนิคเร้าความสนใจ กระตุ้นความอดทน โดยให้งานที่เหมาะสมกับความสามารถ สู่เงื่อนไขความสำเร็จ กระตุ้นความเอื้อเฟื้อ โดยการเสริมแรงทางสังคม กระตุ้นความรับผิดชอบ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม"
- ผมคิดว่า เรื่องเล่านี้ยังไม่ "เร้าพลัง" อาจจะเป็นเพราะ ในขณะอ่าน ยังไม่เกิดภาพจริง จินตนาการภาพตามยาก....ความจริงที่คนชอบดูหนัง เพราะมันมี "เรื่องราว" "เห็นภาพ" และเน้นการกระตุ้นอารมณ์ นั่นเอง
<hr>นางละออ ผาน้อย ร.ร.สนามบิน สพป.ขอนแก่น 1
…ข้าพเจ้าสอนวิชาการงานอาชีพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สอนเรื่องการพับดอกไม้จากใบเตย ในชั่วโมงนี้ การที่จะเกิดอุปนิสัยพอเพียงได้นั้นมิใช่ จะสอนชั่วโมงเดียวแล้วเกิดเป็นอุปนิสัย การที่จะเกิดเป็นอุปนิสัยพอเพียงได้นั้นต้องเริ่มจาก
1. การสอนที่ถูกต้อง เช่น อุปนิสัยในการเรียน การทำงานฯ ซึ่งจะต้องให้นักเรียนมีความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับ อุปนิสัยหรือพฤติกรรมที่ครูจะสอน ซึ่งนักเรียนจะต้องมีการประพฤติปฏิบัติตนที่ดีในการเรียน ต้องมีอุปกรณ์การเรียน มีความตั้งใจ มีความสนใจ โดยวิชาการงานอาชีพ มีการใช้เครื่องมือเครื่องใช้ พฤติกรรมหลังการทำงานต้องเก็บรักษาเครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ และสถานที่ให้เรียบร้อย คือ
<blockquote>1.1 การใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ ที่ถูกต้องประหยัดและปลอดภัยในการทำงาน ในชั่วโมงนี้ ต้องทำอย่างไร
</blockquote><blockquote>1.2 การใช้คำถามของครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิด ด้วยเหตุด้วยผล โดยใช้คำถามที่เชื่อมโยงสาระเดียวกัน คือ อะไร ทำอย่างไร เกิดผลอย่างไร ถ้าไม่ทำ-ถ้าทำจะส่งผลกระทบต่อตนเอง ต่อสังคม ต่อประเทศชาติอย่างไร
</blockquote><blockquote>1.3 พฤติกรรมการสอนของครู ต้องดึงความเก่งของนักเรียนออกมาให้ปรากฏ จากการใช้คำถามในระดับพฤติกรรม การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ถึงสร้างสรรค์ เพราะถ้าครูใช้คำถามเก่งๆจะเป็นการดึงสมรรถนะของผู้เรียนออกมาได้ ตามศักยภาพของนักเรียน เนื่องจาก ความพอประมาณของนักเรียนแต่ละคนจะต่างกัน
</blockquote> 2. ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกลุ่ม ในห้องเรียนได้ฝึกการวางแผนการทำงานร่วมกับการปฏิบัติงาน การตรวจสอนงาน การวิจารณ์ข้อดี-ข้อเสียของงาน การบอกข้อเสนอแนะปรับปรุงแก้ไขงาน ของตนเองและผู้อื่น โดยมีข้อมูลเพื่อเป็นเหตุเป็นผล เกี่ยวกับการทำงานอุปนิสัยในการทำงาน เมื่อฝึกแล้ว ให้ปฏิบัติทุกวันจนเกิดเป็นอุปนิสัย
3. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปองค์รวมของการปฏิบัติงาน โดยเน้นย้ำถึง อุปนิสัยพอเพียง ในการเรียนในชั่วโมงนี้ ควรมีลักษณะอย่างไร
<blockquote>3.1 การใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุอุปกรณ์ การใช้อย่างพอเพียงทำอย่างไร
</blockquote><blockquote>3.2 การปฏิบัติงาน ทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับเวลาขั้นตอนการทำงาน
</blockquote><blockquote>3.3 การตรวจสอบผลงาน การวิจารณ์ผลงานของตนเองและผู้อื่น
</blockquote> 4. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปการทำงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
<blockquote>4.1 ทำไมต้องใช้เครื่องมือ เครื่องใช้วัสดุอุปกรณ์ให้พอเหมาะ พอดี ถูกวิธีไม่ฟุ่มเฟือย/สอดคล้องกับหลักการใด
</blockquote><blockquote>4.2 ถ้าทำงานไม่พอดีกับเวลา และไม่เป็นตามลำดับขั้นตอนจะเกิดผลอย่างไร/สอดคล้องกับหลักการใด
</blockquote><blockquote>4.3 ถ้าไม่ตรวจสอบผลงาน ไม่มีการวิจารณ์ผลงาน จะเป็นอย่างไร/สอดคล้องกับหลักการใด
</blockquote>คุณครูละออ ผาน้อย เป็นครูพอเพียงที่ ระเบิดจากข้างใน ผมเองคงต้องเรียนรู้จากท่านอีก หาคนที่โชคดีที่มีโอกาสพบกัลยาณมิตรมากอย่างผมไม่ง่าย โดยเฉพาะโลกที่กำลังถูกทำลายในปัจจุบัน
ผมมีข้อคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องเล่านี้ ดังนี้ครับ
<ol>
</ol><p>แต่โปรดอย่าเชื่อผมนะครับ … ผมใช้ฐานคิดเป็นหลัก…..</p><hr>ครูนาตยา โยธาศิริ โรงเรียนโพนทองวิทยายน
<p>
…จากผลคะแนนสอบเรื่องยีนและโครโมโซม ปรากฏว่าผลคะแนนได้น้อยจนน่าตกใจโดยเฉพาะเมื่อให้นักเรียนเขียนบรรยาย เกี่ยวกับโครงสร้างของ DNAนักเรียนเขียนอธิบายได้ไม่ชัดเจนบางคนเขียนสับสน จากจุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำวิจัยในชั้นเรียนเรื่องความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของคำว่า ยีน โครโมโซมและ DNA เมื่อทำวิจัยและทราบว่านักเรียนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของคำว่า ยีน โครโมโซม และ DNA จึงได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะ(5E)ให้นักเรียนช่วยกันออกแบบโครงสร้างของ DNA และใช้โครงสร้างของ DNA ที่นักเรียนออกแบบมาเป็นสื่อการเรียนการสอนในเนื้อหาด้วย โดยครูมีกรอบแนวคิดว่าก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังทำ นักเรียนวางแผนอย่างไร โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและนักเรียนมีความรู้สึกอย่างไรเมื่องานสำเร็จ ที่สำคัญในการทำงานเมื่อมีปัญหา อุปสรรค นักเรียนแก้ปัญหานั้นอย่างไรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อนักเรียนออกแบบโครงสร้างของ DNA เสร็จแล้วนักเรียนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และครูเชื่อมโยงสื่อที่นักเรียนทำ(โครงสร้างของDNA) เข้ากับเนื้อหา/สาระการเรียนรู้ที่เรียน
จากการสังเกตพฤติกรรม/สอบถามนักเรียน/การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และผลงานนักเรียน ปรากฏว่า นักเรียนมีความสุขกับการเรียน(สังเกต/อ่านจากอนุทินของนักเรียน) นักเรียนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามัคคี แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ มีการสืบค้นข้อมูลแหล่งต่างๆมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ ผลงานถูกต้องตามหลักวิชาการ ฯลฯ ที่สำคัญนักเรียนได้ฝึกกระบวนการคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ผลจากการเรียน เรื่อง ยีนและโครโมโซม ของนักเรียนดีขึ้นนักเรียนมีความรู้ที่คงทนและเรียนรู้อย่างมีความหมายสามารถเชื่อมโยงความรู้เรื่องยีนและโครโมโซมกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้และสมารถนำไปปรับใช้กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ นอกจากนี้ครูก็มีความสุขกับการจัดการเรียนการสอน การออกแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอน
</p><p>ผมมั่นใจว่า ครูอ้อ นาตยา โยธาศิริ เป็นครูพอเพียง ที่เหมาะจะเป็นไม่เฉพาะ “ครูแกนนำขับเคลื่อน” แต่เหมาะจะออกมาเป็น “นักขับเคลื่อนฯ” “นักวิชาการ” และ “นักวิจารณ์” ซึ่งเป็นบทบาทที่ผมกำลังฝึกฝนตนเองอยู่ในขณะนี้ ….. สำหรับเรื่องเล่าที่ครูอ้อเขียนนั้น ผมมีความเห็นดังนี้ครับ
</p><p>เป็นเรื่องเล่า เกือบจะ “เร้าพลัง” เพราะมีเรื่องที่เป็น “เหตุ หรือปัญหา หรือที่มา” และมีมิติของ “ผล หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น” ว่า สามารถแก้ปัญหานั้นสำเร็จได้ ….. แต่ที่ขาดไปคือ เรื่องราว how to ฯลฯ…. ผมสงสัยว่า นิสิตที่เราจ้างถอดพิมพ์ ทำเอกสารหายไปหรือเปล่า…ฮา</p><p>
</p><p>สรุป ตามที่ผมรู้สึก เรื่องเล่าที่ดี จะต้องมีสิ่งต่อไปนี้ครับ
</p><ol>
</ol>ผมว่า…ผมฟุ้งมากไปแล้ว….ฮา พอแค่นี้ก่อนครับ
<hr><hr>