บทบรรณาธิการเรื่องInvesting in Distant RewardsในวารสารScience ฉบับวันที่ ๘ ก.พ. ๕๖ บอกว่าผลประโยชน์ระยะยาวในการลงทุนส่วนบุุคคล แตกต่างจากการลงทุนด้านการวิจัยพื้นฐาน
เพราะมนุษย์เราจะไม่อยากลงทุนเพื่อผลประโยชน์ระยะยาวมากๆ เช่น ๑๐๐ ปี เพราะตนเองจะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน (เพราะตายเสียก่อน) ในสภาพทรัพยากรจำกัด คนเราจะลงทุนกับเรื่องที่มีผลประโยชน์จับต้องได้ระยะสั้นมากกว่า โดยหลักวิชาคำนวณผลประโยชน์แบบนี้เรียกว่า social discount rate
แต่การลงทุนด้านการวิจัยพื้นฐานนั้น ผู้เขียนบทความบอกว่าคิดตามแนวข้างบนไม่ได้ ต้องคิดแบบheavy-tailed probability distribution ซึ่งบอกว่าโอกาสค้นพบสิ่งยิ่งใหญ่ที่มีคุณค่ามากนั้น แม้จะมีน้อยแต่เมื่อเกิดแล้วผลกระทบเชิงคุณค่า (และมูลค่า) จะมหาศาล ที่เรียกว่าเป็นpower law คือคน (หรือสิ่งของ) ส่วนน้อยก่อผล หรือคุณค่าส่วนใหญ่ ที่มักเรียกกันว่ากฎ 20 – 80 คือคน/สิ่งของร้อยละ ๒๐ ก่อผลร้อยละ ๘๐ ของทั้งหมด
บันทึก “มายาของNormal Distribution” ของผมบันทึกนี้ อธิบายแบบเดียวกัน
บทความใน Science นี้ อธิบายเหตุผลอิงข้อมูลว่า สาธารณชนในสหรัฐอเมริกาให้คุณค่าต่อการลงทุนด้านการวิจัยพื้นฐาน โดยสรุปว่าเป็นการให้คุณค่าจากความเข้าใจโดยสัญชาตญาณ ไม่ใช่จากความเข้าใจheavy-tailed probability distribution
เขาบอกว่านี่คือ wisdom of crowd ที่หากนักการเมืองใช้ข้อมูลหลักฐานนี้ในการจับความต้องการของสาธารณชน ก็จะเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จ
แต่ผมเถียงท่านผู้เขียนบทความ ว่าเมื่อผลประโยชน์จากการลงทุนวิจัยพื้นฐานมีการกระจายแบบ “หางหนัก” ระบบจัดการการลงทุนวิจัยพื้นฐานของประเทศ ก็ต้องมีขีดความสามารถประเมินว่าหัวข้อหรือโจทย์วิจัยแบบไหนเรื่องอะไรที่มีโอกาสตกลงที่ส่วน“หางหนัก”มากหน่อย ไม่ใช่ลงทุนวิจัยเปะปะ
ในบทความบอกว่า การลงทุนนั้นหากลงทุนต่อเนื่องยาวนานโอกาสได้รับผลตอบแทนจะยิ่งสูงขึ้น ผมจึงนำมาคิดต่อว่า นอกจากรู้จักลงทุนในหัวข้อสำคัญแล้วต้องมีกลไกให้ลงทุนต่อเนื่องด้วย ไม่ใช่คิดเป็นรายปี หรือสองสามปี
ลงท้ายอยู่ที่คิดการณ์ไกล รู้จักเลือก“หางหนัก” แล้วลงทุนต่อเนื่อง
เมื่อไรสังคมไทยจะเคลื่อนไปถึงสภาพนี้
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๕๖
อยากคิดไกลๆ ให้ออกค่ะ คิดเอาไว้หลายอย่างมากค่ะ หลาย scenario และลองทำการบ้านในแต่ละฉากที่คิดออก แต่ในทุกฉากที่คิด ก็จะจนมุมที่ปัญหาทัศนคติของมนุษย์ที่อยู่ในสังคมไทย และมนุษย์ที่ร่วมงานและร่วมเส้นทางชีวิตกับเรา