(หมายเหตุ..บทความนี้ผมเพียงแต่รวบรวมเรื่องก่อนๆ เกี่ยวกับสุขภาพฟันมาบูกัน)


วิธีแปรงฟันแบบใหม่ให้สะอาดลึกถึงใต้เหงือก..การใช้เชือกดึงฟัน..การบ้วนปาก..การเคี้ยวอาหารเพื่อสุขภาพฟัน


ผมได้คิดค้น และเอาตัวเองเป็นหนูลองแปรงฟันด้วยวิธีใหม่ที่ผมคิดเองเป็นเวลา ๑๔ เดือนแล้ว ปรากฎผลดีมาก สุขภาพเหงือกและฟันผมไม่เคยดีเช่นนี้มาก่อนในชีวิต   ทั้งที่ ๑๔ เดือนมานี้ผมยังไม่ได้ไปหาหมอฟันเลย   แต่เหงือกยังสวยงาม เรียบ สีชมพูปลั่งเหมือนเดิม   เลือดก็ไม่ออกเมื่อแปรงฟัน    ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ที่ยังใช้วิธีที่หมอฟันแนะนำ  เพียง ๓ เดือนหลังหาหมอ เหงือกผมจะเริ่มคล้ำออกไปทางสีม่วง ขอบเหงือกเริ่มมีขอบนูน (อาการเหงือกบวม)   และเลือดก็เริ่มออกหลังแปรงฟัน

วิธีการแปรงฟันที่ผมคิดค้นคือ  เน้นการแปรงเหงือกมากกว่าแปรงฟัน  โดยเอาแปรงกดขยี้ลงไปบนเหงือกบริเวณริมๆโคนฟัน กดหน้าแปรงตรง ๆ ไม่ต้องเอียงทำมุมใดๆ   พอขยี้สักสี่ห้าครั้งก็ปัดแปรงออกด้านปลายฟัน พร้อมกับทำการปัดฟันไปด้วย  ทำเหมือนกันทั้งด้านนอกด้านใน  พอเสร็จแล้วค่อยมา “แปรงฟัน” อีกที ซึ่งจะใช้วิธีอะไรก็สุดแล้วแต่  เพียงแต่อย่าไปรบกวนเหงือกด้วยวิธีแปรงฟันอีกก็แล้วกัน 

เหตุผลที่วิธีนี้มันดีนั้น  ผมคะเนว่า   แปรงมันไปบีบกดพร้อมสั่นเหงือกไปมา ทำให้เศษอาหาร  ขี้ฟัน ใต้เหงือก มันหลวม พร้อมถูกแปรงกดบีบเค้นออกมานอกเหงือก  จึงทำให้รากฟันสะอาดกว่าวิธีอื่นนั่นเอง  อีกทั้งมันยังเป็นการนวดเงือก ซึ่งอาจมีส่วนช่วย

สำหรับขนแปรงนั้น ผมยังไม่กล้าฟันธงว่าแปรงแข็งหรือนิ่มดี   มีความเป็นไปได้ว่าแปรงแข็งอาจดีกว่า เพราะมันกดและโยกเหงือกได้ดีกว่าแปรงนิ่ม  (แต่ผมเองวันนี้ก็ใช้แปรงนิ่มครับ  อาจเป็นเพราะมันหาซื้อแปรงแข็งไม่ค่อยได้ในวันนี้)

ส่วนผลดีและเสียระยะยาวของวิธีนี้นั้น ผมยังไม่ทราบ ผมจะลองวิธีนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตาย แล้วจะรายงานผลให้ทราบเป็นระยะครับ   ท่านอื่นลองแล้วได้ผลดีร้ายอย่างไรก็ช่วยบอกกันต่อนะครับ  เพื่อเป็นวิทยาทานแก่โลก

สมัยก่อนผมก็แปรงแบบขยี้ๆ และตวัดแปรงออก  เน้นไปที่ร่องซี่ฟันและหน้าฟันเป็นส่วนใหญ่  แต่เมื่อ ๑๔ เดือนก่อนขณะนั่งรอหมอฟันที่คลินิก  ผมก็อ่านโปสเตอร์วิธีแปรงฟันไปพลาง   ซึ่งโปสเตอร์นี้สนับสนุนโดยบริษัทขายแปรงและยาสีฟันฝรั่งยี่ห้อดัง  เขาบอกว่า ให้เอาขนแปรงแยงเป็นมุมเอียงๆ เข้าไปที่รอยต่อเหงือกและฟัน ...เขาไม่บอกเหตุผล แต่ผมเดาว่าเขาคงเห็นว่าขนแปรงมันจะแซะชอนตัวเข้าไปแงะงัดเอาเศษอาหารและขี้ฟันออกมากระมัง  

ผมไม่เชื่อวิธีการนี้เป็นอันขาด  (ท่านใดลองแล้วได้ผลหรือไม่อย่างไรครับ)  เพราะผมว่า ๑. เหงือกจะร่น เจ็บ อักเสบ  ๒. เศษอาหารจะยิ่งถูกดันลึกเข้าไป  โดยเฉพาะเศษอาหารชั้นลึกๆ   ผมเลยมาคิดค้นวิธีการจะเอาเศษอาหารออกจากใต้เหงือกได้อย่างไร  ก็เลยได้วิธีที่เอามาบอกกันนี่แหละครับ 

อีกอย่างที่ผมแนะนำคือ ควรเลิกใช้เชือกดึงฟัน (dental floss)  และ แปรงซอกฟันเสียเถอะ ผมเห็นว่ายิ่งใช้จะยิ่งแย่  สิ่งที่เราเห็นว่ามันช่วยทำความสะอาดฟันนั้นเป็นเพียงซีกเดียวแห่งความจริงเท่านั้น แต่ที่เรามองไม่เห็นคือ สันขอบของเชือกจะไปดันเศษอาหาร ขี้ฟัน ให้เข้าไปอัดลึกใต้เหงือกมากขึ้น  ซึ่งขี้ฟันส่วนนี้จริงอยู่มันอาจจะเพียง ๑ ปซ. ส่วนอีก ๙๙ ปซ. ถูกเชือกปาดออกมาให้เราชื่นชม   แต่อย่าลืมว่าไอ้ ๑ ปซ. นี้มันสะสมเพิ่มพูนทุกครั้งที่เราดึงเชือก  นานไปก็จะเป็นโรคเหงือกแน่นอน  ฟันธง

สมมติว่าเราไม่ทำอะไรเลย  อย่างเลวร้ายที่สุดขี้ฟันมันก็พอกอยู่ใต้ชั้นเหงือกตื้นๆ ไม่ถูกดันเข้าไปในชั้นลึกๆ ก็ไม่ “เลวน้อยกว่า” หรอกหรือ  แถมไม่ต้องไปรังควานเหงือกด้วยเชือก ซึ่งบ่อยครั้งก็พลาด เลือดออกโชก  และผลระยะยาวจากการนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นไรแน่  เพราะทำการวิจัยทดลองเปรียบเทียบได้ยากมาก ดูเหมือนว่าเรายิ่งแปรงฟัน ใช้เชือกดึงฟันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นโรคฟันกันมากเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้คลินิกหมอฟันเต็มไปหมด 

การเคี้ยวอาหารให้แหลก ก็เช่นเดียวกัน เราถูกสอนกันมานมนานว่าเป็นสิ่งดี  วันนี้ผมมาฉุกใจคิดขวางโลกว่า เคี้ยวให้แหลกไปทำไม  มันจะไม่ทำให้อาหารย่อยเร็วเกินไปหรอกหรือ  ซึ่งอาจมีผลร้ายตามมามากมาย เพราะระบบดูดซึมอาหารของร่างกายอาจดูดซึมได้ไม่ทัน ระบบหัวใจก็ต้องทำงานหนักในเวลาอันรวดเร็วเพื่อสูบฉีดเลือดไปดูดซับสารอาหารให้ทันเวลาที่มันย่อยเร็ว  ....นั่นก็เรื่องหนึ่ง

แต่อีกเรื่องคือ การเคี้ยวอาหารให้แหลกจะยิ่งทำให้เศษอาหารหลุดเข้าไปซุกอยู่ใต้เหงือกได้มากขึ้นเพราะ ๑. มีเวลาอยู่ในปากนานขึ้น    ๒. เศษอาหารป่นมากขึ้น 

ผมจึงขอเรียกร้องไปยังนักสุขภาพ หมอ หมอฟัน ทั้งหลายโปรดช่วยกันคิดวิจัยว่า เคี้ยวอาหารหยาบๆ ดีกว่าไหม มันจะได้ย่อยช้าลง ซึ่งน่าเป็นผลดีต่อสุขภาพ หัวใจ เครื่องในทั้งหลาย รวมไปถึงเหงือกและฟันด้วย

ผมชอบไปแหกปากหมาและแมวดู พบว่าหมาแมวที่เลี้ยงแบบปล่อยทิ้งขว้าง แบบบ้านนอกไทยนั้น สุขภาพฟันมันดีมาก เหงือกชมพู เรียบ ฟันขาว วาว  แล้วคนเราบำรุงรักษาแทบตายด้วยวิทยาการแนวหน้า ทำไมเหงือกฟันแย่กันไปหมด  หรือว่าเรากำลังโง่กว่าแมวหมา

แต่สังเกตสิครับว่าแมวหมาที่เลี้ยงในบ้านแบบฝรั่ง เดี๋ยวนี้ก็เป็นหินปูนกันระนาว ก็เพราะมันกินอาหารถุงที่ไม่ธรรมชาติไง  อาหารธรรมชาตินั้นมันเป็นอาหารสมดุล กรด ด่าง กันเองและน้ำลาย ฟันเรา ก็วิวัฒนาการตามมานาน แต่พอมนุษย์หันมากินอาหารแบบไม่ธรรมชาติเช่นวันนี้   แล้วไปเน้นกันที่ ๒๐๐๐ แคล กับ  ๕ หมู่  ตามฝรั่ง   ฟันมันก็พังไวกว่าหมาแมวบ้านนอกไทยสิครับ 

อีกประเด็นคือแมวหมามันกินอาหารธรรมชาติ เช่น หนู จิ้งจก นั้น มันกัดกลืนเป็นก้อนๆ  มันไม่ค่อยเคี้ยวละเอียดนัก ก็เห็นว่าพวกมันแข็งแรงกันดีนะ

อ้อ...แถมให้อีกเรื่อง คือ ก่อนแปรงฟัน ต้องเน้นเรื่องกุ๊กปากด้วย   สำหรับผมตอนนี้กุ๊กสามสี่น้ำ ถ้าเราไม่กุ๊กเลย หรือกุ๊กเบาๆครั้งเดียว จะยังมีเศษอาหารอยู่ในปาก การแปรงฟันอาจยิ่งไปช่วยดันเศษอาหารเข้าใต้เหงือกด้วยซ้ำไป  เพราะแปรงไปขยี้ให้เศษอาหารแตกละเอียด แล้วก็มีโอกาสจะถูกดันเข้าไปใต้เหงือก  โดยเฉพาะถ้าแปรงผิดๆ ตามที่เชื่อกันมา

กากกุ๊กวิธีผมคือ น้ำแรกใช้น้ำพอประมาณ แต่น้ำสอง สาม สี่  ใช้น้ำน้อยๆ  นี่ไม่ใช่การประหยัดน้ำนะครับ แต่ผมพบว่าการใช้น้ำน้อยๆจะทำให้เรากุ๊กได้แรงกว่า  (ตามกฎกลศาสตร์ข้อที่สองของนิวตัน  (ซึ่งของดรายละเอียด)  ) ฟันก็สะอาดมากกว่า   หลังอาหารบางมื้อไม่สามารแปรงฟันได้ ก็ให้กุ๊กแรงๆ สามน้ำแบบนี้ก็จะดีครับ 

ตอนนี้ผมกำลังทดลองเรื่องการกุ๊กปากที่หลากหลายมาก เช่น กุ๊กข้างแก้มเดียว โดยอีกข้างแก้มเอามือกดปิดไว้ และกุ๊กเฉพาะฟันหน้า โดยเอาสองมือบีบแก้มทั้งสองไว้  ผมเชื่อว่าน้ำมันจะกระฉอกปากได้แรงกว่า แต่ยังไม่ฟันธงครับ

อีกอย่างเพิ่งทดลองวันนี้คือ เอาน้ำอมไว้ที่แก้มด้านหนึ่งให้ป่องเลย เอามือข้างหนึ่งปิดปาก  มืออีกข้างกำทำเป็นค้อน แล้วไปทุบแก้มที่ป่อง   มองเห็นศักยภาพมากว่า น้ำมันถูกทุบมันก็ฉีดแรงๆ ผ่านซี่ฟันเพื่อไปทำความสะอาด น่าจะแรงกว่าการกุ๊กปากหลายเท่า    ทำดีๆ เผลอๆ ต่อไปอาจไม่ต้องแปรงฟันให้โง่ไปกว่าแมวหมาก็เป็นได้นะ

...คนถางทาง (๑๘ มีนาคม ๒๕๕๖)