เภสัชกรเชิดเกียรติ  แกล้วกสิกิจ  หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก  กรมควบคุมโรค  เปิดเผยว่า  ฤดูฝนก่อให้เกิดความชื้นแฉะทั่วไปทำให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญได้ดี  โรคติดต่อที่ส่วนใหญ่มักจะระบาดมากในช่วงหน้าฝนของทุกปีและช่วงที่เกิดน้ำท่วม  คือโรคตาแดง  โรคนี้พบได้ทุกเพศ ทุกวัย  เพศชายและหญิงพบได้เท่าๆกัน เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่โดยมากจะพบในเด็กเพราะมีภูมิคุ้มกันน้อย ร่วมกับการดูแลตนเองหรือการป้องกันการติดเชื้อไม่ดีพอ  และมักเกิดในโรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำงาน สถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก โรคนี้มีสาเหตุมาจากเยื่อบุตาขาวที่คลุมหนังตาบนและล่างรวมเยื่อบุตาที่คลุมตาขาวอักเสบ  เนื่องจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย  ภูมิแพ้ หรือสัมผัสสารที่เป็นพิษต่อดวงตา

           การติดต่อของโรคตาแดง เกิดจาการสัมผัสใกล้ชิดขี้ตาหรือน้ำตาของผู้ป่วยโดยตรง การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันกับผู้ป่วยที่เป็นพาหะนำโรค หรือแม้กระทั่งการไอ จาม หายใจรดกัน  นอกจากนั้นอาจเกิดตาอักเสบเนื่องจากการใช้น้ำที่ไม่สะอาดล้างหน้า อาบน้ำ หรือถูกน้ำสกปรกที่มีเชื้อโรคกระเด็นเข้าตา หรือเกิดจากการใช้มือ แขน หรือเสื้อผ้าที่สกปรกขยี้ตา หรือเช็ดตา  อาการของโรคตาแดงนั้น ผู้ป่วยมักมีอาการไม่รุนแรง หลังจากได้รับเชื้อแล้วภายใน 2-14 วัน จะเกิดอาการเคืองตา คันตา  มีอาการตาแดง  น้ำตาไหล ขี้ตามาก เปลือกตา หรือหนังตาอาจบวมเล็กน้อย ต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโต เยื่อตาจะค่อยๆ แดงขึ้นเรื่อยๆ จนแดงก่ำ หรือตาขาวเป็นปื้นแดง คล้ายเส้นเลือดฝอยแตก  บางรายอาจพบการบวมของเยื่อตาเป็นลักษณะบวมน้ำใส ๆ หากพลิกดูบริเวณเปลือกตาด้านในจะพบลักษณะเป็นเม็ดใสๆ กระจายอยู่ทั่วไป มักเริ่มจากตาข้างหนึ่งก่อน  แล้วลามไปยังตาอีกข้างหนึ่งภายใน 2-3 วัน บางรายอาจมีการอักเสบของกระจกตาร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อไวรัสลามไปที่กระจกตา หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาและสายตามัวลงได้

            โรคตาแดงเป็นโรคที่หายเองได้ ส่วนใหญ่อาการจะหายไปภายใน 1-3 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ หากอาการไม่รุนแรง อาจใช้เพียงการประคบเย็น ร่วมกับหยอดน้ำตาเทียมช่วยหล่อลื่นในตา  หากตาแดงมาก หรือมีการอักเสบที่กระจกตาจากเชื้อไวรัส แพทย์อาจแนะนำให้ยาหยอดยาเฉพาะตาข้างที่เป็น เพื่อลดอาการระคายเคืองตาและช่วยให้อาการเยื่อตาอักเสบหายเร็วขึ้น ในรายที่มีอาการเจ็บตา เคืองตา แพทย์อาจให้รับประทานยาแก้ปวดร่วมด้วย  มีเพียงประมาณร้อยละ 20 - 50 ของผู้ป่วยที่เกิดจุดขาวๆ ที่กระจกตานานเป็นเดือน ซึ่งอาจทำให้สายตามัวลง หรือเห็นแสงรบกวน และมีน้อยรายที่โรคอาจรุนแรงจนเกิดเป็นพังผืดดึงรั้งที่เยื่อตาได้ 

             เภสัชกรเชิดเกียรติ  กล่าวต่อว่า เนื่องจากโรคตาแดงติดต่อกันได้ง่ายมาก การป้องกันโรคตาแดงไม่ให้ระบาดในคนหมู่มาก ควรปฏิบัติดังนี้  1) ถ้ามีฝุ่นละออง หรือน้ำสกปรกเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที  2) หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ ห้ามใช้มือขยี้ตา  3)  รักษาความสะอาดเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด  4) เมื่อเป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรคตาแดง ควรไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่แรก  5) ถ้าต้องออกไปนอกบ้าน ควรใส่แว่นตาเพื่อป้องกันลม และฝุ่นละออง  6) ผู้ป่วยควรนอนแยกจากสมาชิกในครอบครัว และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว แว่นตา และเครื่องนอนร่วมกันผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค  7) ผู้ป่วยโรคตาแดง ควรหยุดงาน หรือหยุดเรียน พักรักษาตัวที่บ้าน เพื่อป้องกันมิให้โรคลุกลามหรือติดต่อสู่ชุมชน  8) ถ้ามีอาการปวดตารุนแรง ตาพร่า แขนขาเป็นอัมพาต หรืออาการตาแดงไม่ทุเลาภายใน 7 วัน รีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านเพื่อรับการรักษา

              สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่เป็นโรคตาแดง คือ การป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายระยะการติดต่อจากตนเองไปสู่ผู้อื่น โดยให้หยุดพักเรียนหรือพักงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ไม่อยู่ในที่ชุมชน ใช้กระดาษนุ่มซับน้ำตาหรือใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดขี้ตาและบริเวณเปลือกตาแล้วทิ้งในถังขยะที่มิดชิด ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดหน้า เนื่องจากจะเก็บสะสมเชื้อไว้และติดต่อไปยังผู้อื่นได้ ใส่แว่นกันแดดเพื่อลดการระคายเคืองแสง ไม่ควรใช้ผ้าปิดตาเพราะจะยิ่งทำให้เกิดการติดเชื้อมากขึ้น งดใส่คอนแทกต์เลนส์จนกว่าตาจะหายอักเสบ พักผ่อนให้เต็มที่และพักการใช้สายตา สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ หมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จับบริเวณใบหน้าและตา เนื่องจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการสัมผัสมากที่สุด การล้างมือจะช่วยตัดการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างดี

 ข้อความหลัก " ไม่ขยี้ตา ล้างมือให้สะอาด ไม่ใช้สอยสิ่งของร่วมกัน  ป้องกันโรคตาแดง

กรมควบคุมโรค  ห่วงใย  อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี

ที่มา  http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/print/2554_09_01_eye.html