ในช่วงนี้ ชาว สคส. มีกิจกรรมมากมายที่ดำเนินการ  ทั้งงานมหกรรมจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 1-2 ธันวาคม 2549 ที่ไบเทคบางนา ซึ่งเราถือว่าเป็นความภาคภูมิใจที่จะนำเสนอให้คนทั่วไปรู้ว่าขณะนี้มีการขับเคลื่อน KM ไปในทุกภาคส่วนของประเทศไทย.......และกิจกรรมภายในที่เราปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำทุกสัปดาห์ ....คือ การประชุมประจำสัปดาห์  ซึ่งวาระที่เราให้ความสำคัญหนึ่งคือ การตีความหนังสือ How to Think Like Leonardo da Vinci เขียนโดย Michael J. Gelb  และเล่มนี้เป็นเล่มที่ 2 แล้ว  แต่ละคนจะคัดเลือกบทที่ตนสนใจเพื่อนำไปตีความและนำเสนอในการประชุมประจำสัปดาห์  เรามุ่งหวังว่า ทั้งการตีความของผู้นำเสนอและการช่วยกันแสดงความคิดเห็น มุมมองต่างๆ  จะทำให้เปิดโลกทัศน์ของทุกคน เพราะแต่ละคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป    ซึ่งจากข้อคิดเห็นดังกล่าว   อาจช่วยเสริมให้การทำงานของ สคส. มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

เกริ่นกันมานานขอเข้าเรื่องหน่อยแล้วกัน....จากหนังสือ How to Think Like Leonardo da Vinci  เราได้ตีความมาจนถึงส่วนที่  2 บทที่ 2 - Dimostrazione แล้ว   

         ซึ่งหนังสือเล่มนี้มี 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นประวัติของลีโอนาโด ดาวิน ชี  ส่วนที่ 2 กล่าวถึงเนื้อหาหลักของหนังสือ คือ หลักในการคิด 7 ประการ ที่ Michael Gelb ได้รวบรวมข้อมูลจากบันทึกของดาวินชีและจากแหล่งต่างๆ โดย เขาได้ตั้งชื่อแนวทางต่างๆ เป็นภาษาอิตาเลียน เพื่อเป็นเกียรติแก่ดาวินชี และเรียกแนวทางทั้งเจ็ดว่า Seven Da Vincian Principles  คือ 1. Curiosita การใฝ่รู้ ช่างสงสัย และการค้นคว้าที่ไม่สิ้นสุด

2. Dimostrazione การมุ่งมั่นใช้ความรู้ในสิ่งต่างๆ และเต็มใจเรียนรู้จากความผิดพลาด
3. 
Sensazione เปิดประสาทรับรู้ทั้ง 5 โดยเฉพาะสายตา
4. 
Sfumato ยินดีเปิดรับความขัดแย้งและความไม่แน่นอน
5. 
Arte/Scienza ปรับระดับความคิดที่ผสมระหว่างศาสตร์ และศิลป์ ตรรกศาสตร์และจินตนาการ
6. 
Corporalita เก็บเกี่ยวความสามารถหลากหลายด้าน ความพอดี และสติสัมปชัญญะ
7. 
Connessione จดจำและรับรู้ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วคิดอย่างเป็นระบบ

         

ส่วนที่ 3 เป็นบทสรุปและการฝึกปฏิบัติในการวาดภาพของดาวินชี

ซึ่งขณะนี้ ชาว สคส. ได้ตีความถึงหลักที่ 3 แล้ว และในพุธนี้ (4 ตุลาคม 2549) แบบหลักที่ 4  Sfumato ซึ่งคุณอุไรวรรณ์เป็นผู้ตีความและนำเสนอ   ..สำหรับจ๊ะจ๋าได้คัดเลือกหลักที่ 7 ในการตีความ เมื่อได้อ่านแล้ว พบว่า หลักที่ 7 Connessione  เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเป็นเรื่องของการให้ควาสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ   การเชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกันเป็นองค์รวม "สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์เกี่ยวพันกันทั้งหมด"  หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ Syetems Thinking  ผู้เขียนบรรยายถึงดาวินชีว่า เป็นผู้ที่ปฏิบัติตามแนวคิดนี้มาตลอด งานหลายๆ ชิ้นของดาวินชีแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาในการคิดเชิงองค์กรรวม หรือความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ

รูปภาพหลายรูปของดาวินชีก็เป็นผลจากความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน  ได้แก่ whirlpool, Hair, The star of Bethlehem  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปของสัตว์ในเทพนิยาย  รวมทั้งการฝึกฝนตนด้วยการใช้  Mindmap ผสมผสานด้วยศิลปะ  และรูปภาพใน Mindmap จะเป็นการฝึกหัดให้เราใช้ทั้งสมองข้างซ้ายและข้างขวาไปพร้อมๆ กัน  ซึ่งแนวคิดนี้ของดาวินชีสอดคล้องกับหนึ่งในแนวคิด ในเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของการฝึกตนในการใช้สมาธิเพื่อกำหนดเป้าหมาย ด้วยการนั่งสมาธิ ลองหลับตาและพุ่งเป้าไปที่งานๆ หนึ่ง ในความเป็นจริงแล้วเราได้มีหลักการด้านนี้มานานแล้ว เพียงแต่เราละเลยที่จะปฏิบัติไป   และมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้จ๊ะจ๋าสนใจนั่นคือ เรื่องของ Butterfly effect จริงๆ แล้ว ผู้เขียนไม่ได้กล่าวโดยตรง แต่เนื้อหาที่ลีโอนาโดกล่าวในยุคนั้น คือ โลกเคลื่อนที่จากตำแหน่งของมันด้วยน้ำหนักของนกน้อยที่เกาะอยู่บนโลก   มีความหมายในปัจจุบันก็คือ Butterfly Effect”   ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถที่จะทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง หรือเราอาจจะเรียกว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"

จากการได้ฟังชาว สคส. ตีความจนถึงส่วนที่ 2 หลักที่ 3 ประกอบกับจ๊ะจ๋าได้อ่านหลักที่ 7 แล้ว พบว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้สื่อให้เราย้อนกลับไปมองว่า เราจะสามารถพบเห็นอยู่เป็นประจำไม่ว่าตามหลักด้านการจัดการ หลักพระพุทธศาสนา หลักจิตวิทยา หลักการดูแลสุขภาพ เพียงแต่ในกรณีของดาวินชีนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า เขาเป็นผู้นำหลักทั้ง 7 ประการไปใช้ปฏิบัติจนเห็นผลสำเร็จ และเราก็นำเคล็ดลับความสำเร็จของลีโอนาโด ดาวินชี ไปปฏิบัติ แต่คงจะไม่สามารถทำได้ง่ายๆ นัก แต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นแนวทางสำหรับผู้อ่านในการพัฒนาตนเองบ้าง นั่นก็คือ การทำ KM (Knowledge Management) อย่างหนึ่ง การนำเคล็ดลับความสำเร็จของผู้ที่ประสบผลสำเร็จไปปรับใช้ในบริบทของตนเอง ทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน  ก็คงจะดีไม่น้อยนะคะ