ในที่นี้จะว่าด้วยถึงความหมายของปัตตานี และทำไมปัตตานีจึงมีความสำเร็จในด้านการค้าและปัจจุบันมีความสำคัญอย่างไร

  เมืองปัตตานี ที่ปรากฏในบันทึก หรือตำนาน หรือปกรณัม ของต่างชาติ มีการกล่าวถึงด้วยนามต่าง ๆ กัน ตามแต่สำเนียงการออกเสียงของผู้ที่เป็นเจ้าของผลงานนั้น ๆ เช่น

1. ชาวมลายูออกเสียงเป็น “ปตานี”
2. ชาวอาหรับออกเสียง “Fathoni” (ฟาฏอนี)
3. ชาวสยามออกเสียง “ปัตตานี” หรือ “ตานี”
4. ชาวอินเดียออกเสียง “Patanam” หรือ “Patane”
ส่วนบันทึกของชาวตะวันตกเขียนเป็น “Patani”, “Patania”, “Patana”, “Patanij”, “Patany”,“Pattania”, “Pathanani”, “Pathane” และอื่น ๆ 

 สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของภาษามลายูถิ่นปัตตานีจะออกเสียงเหมือนกันทุกคนว่า “ปตานิง” “(Ptaning)” ทั้งหมดนี้แปลว่านักปราชญ์ หรือผู้ทรงความรู้ หรือผู้ก่อความหายนะและผู้ประทุษร้าย โดยมีหลักฐานทางโบราณคดี ดังนี้

  1. เอกสารมลายูพงศาวดารปตานีเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในปัจจุบันนี้ชื่อ ตาริค ฟาฏานี = ประวัติศาสตร์ปตานี และคาดว่าเป็นเอกสารที่เขียนตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ระบุว่า เมื่ พ.ศ. 1293 “มีราชาองค์หนึ่งชื่อ สัง ฌายา บังสา จากเมืองปาเล็มบัง (อยู่บนเกาะสุมาตรา) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยขณะนั้น ได้เข้ายึดครองอาณาจักรลังกาสุกะ จากราฌา มาหาบังสา จากนั้นกล่าวต่อไปอีกว่า สัง ฌายา บังสา ได้เลือกหมู่บ้านซึ่งมีทำเลดีสำหรับสร้างเมืองใหม่และตั้งชื่อเมืองนั้นตามชื่อพ่อเฒ่าที่ทำการเกษตรที่นั่น คือ โตะ ตานี  เนื่องจากชาวบ้านเรียกท่านว่า เปาะ ตานี จึงทำให้การออกเสียงชื่อนี้กลายเสียงเป็น “ปตานี” (Patani) ในระยะต่อ ๆ มา”
  2. นักวิชาการอิสลามในพื้นที่ เช่น บาบอดิง ตั้งข้อสังเกตว่า คำ “ปตานี” ใกล้เคียงกับคำ “Fathoni” ในภาษาอาหรับที่แปลว่า นักปราชญ์ หรือผู้ทรงความรู้ คำนี้มักปรากฏท้ายชื่อปราชญ์ มุสลิมผู้มีชื่อเสียงของปัตตานีหลายท่าน และยังสอดคล้องกับท่านบาบอ ฌีฮาดว่า “ปัตตานี” ถ้าสะกดด้วยอักษรยาวีเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า ประทุษร้าย หรือผู้ก่อความหายนะ ถ้าเป็นเช่นนี้ความหมายที่สอดคล้องกว่าน่าจะเป็นนักปราชญ์ เพราะคำว่า “ปราชญ์” สอดคล้องกับสมญานามที่กล่าวว่า “ปตานีดารุสสะลาม” (ปัตตานีเมืองแห่งสันติภาพ) ซึ่งเมืองใหญ่ที่ได้รับสมญานาม “ดารุสสะลาม” นอกจากปัตตานียังมีเมืองอาเจ็ฮ หรือเขตจังหวัดพิเศษ อาเจ็ฮ ในสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน และบรูไนฯ
  3. ประการสุดท้าย “ฟาฏอนี” เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความหมายและยืนยันความเป็นราชอาณาจักรอิสลามได้อย่างเหมาะสมที่สุด ทำนองเดียวกับวัฒนธรรมในการใช้ชื่อ ตำแหน่ง และชื่อผู้คนที่เป็นมุสลิมของปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรนี้ที่เปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาอิสลาม เช่น พญาตูนาฆปา เปลี่ยนจากชื่อตำแหน่ง “พญาตู” หรือ “พญาท้าว” หรือ “ราฌา” (ราชา) เป็น “สุลต่าน” (Sultan) และเปลี่ยนพระนามเป็น “อิสมาอิล” (Ismail) คือสุลต่านอิสมาอิล (Sultan Ismail) และมีพระนามเต็มว่า “สุลต่าน อิสมาอิล ซิลลุลลอฮฺ ฟิล อาลัม” (Sultan Ismail Zillullah fil Alam – พ.ศ. ๒๐๔๓ – ๒๐๗๓) ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระองค์ทรงเข้านับถือศาสนาอิสลามตามคำเชิญชวนของ เชคฺ ซัยยิด สาอิด (โตะ ปาสัย)

    ปัจจุบันจังหวัดปัตตานี เป็นจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดสงขลาทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กับจังหวัดนราธิวาสทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ และกับจังหวัดยะลาซึ่งอยู่ในพื้นแผ่นดินภาคใต้ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ที่ราบลุ่มต่ำระหว่างหุบเขา สลับกันไปกับทิวเขาใหญ่น้อยซึ่งกั้นเขตแดนปัตตานีออกจากสงขลา ไทรบุรี และนราธิวาส เปรียบเทียบบริเวณอื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้ดังนี้
   1. ตรงชายฝั่งทะเลมีอ่าวปัตตานี และมีลำธารหลายสายมาออกทะเล ได้แก่ ลำน้ำปัตตานี ลำคลองท่าเรือ ลำน้ำยะหริ่ง และแม่น้ำสายบุรี สภาพเหล่านี้ทำให้ปัตตานีเหมาะแก่การเป็นที่จอดเรือ
  2. ลำน้ำปัตตานี เป็นลำน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาตอนกลางของพื้นแผ่นดินใหญ่ ตอนที่จะไปติดต่อดินแดนเขตรัฐไทรบุรีของประเทศมาเลเซียทางใต้ ไหลผ่านที่ราบลุ่มตามหุบเขามายังที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ก่อให้เกิดบริเวณที่จะทำการเพาะปลูกและเป็นแหล่งที่ตั้งชุมชนได้
  3. บริเวณอำเภอเมืองปัตตานี อำเภอยะหริ่ง และอำเภอยะรัง เป็นที่ราบลุ่มซึ่งเกิดจากการตื้นเขินของทะเล ทำให้เกิดเนินทรายและสันทรายมากมาย เหมาะแก่การที่จะตั้งแหล่งชุมชนอาศัยที่มีขนาดเป็นบ้านเมืองใหญ่โต
   เมืองสำคัญคือ เมืองปัตตานี ตั้งอยู่บริเวณสันทรายในเขตบ้านบานา (แปลว่าในเมือง) มีศาสนสถานสำคัญสร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ มัสยิดกรือเซะ พบเศษเครื่องปั้นดินเผาหลายยุคหลายสมัยกระจายกันอยู่มากกว่าที่อื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง เมืองรอง ๆ ลงมา เช่น เมืองยะหริ่งและเมืองสายบุรี ก็ตั้งอยู่ในเขตสันทรายที่อยู่ต่อเนื่องไปทางตะวันออกและทางใต้
  หนังสืออ้างอิง

กฤตยา อาชวนิจกุล, กุลภา วจนสาระ,และหทัยรัตน์ เสียงดัง. ความรุนแรงและความตายภายใต้นโยบายรัฐ : กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. http://www.ipsr.mahidol.ac.th/IPSR/AnnualConference/ConferenceII/Article/Article12.htm เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556

วศินสุข.ข้องใจในประวัติศาสตร์ปัตตานี.

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/12/K4950974/K4950974.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556.

อ. อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์(อับดุลสุโก ดินอะ). ยุทธศาสตร์การเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาชุมชนมุสลิมจังชายแดนภาคใต้. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=84138 เข้าถึงเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2556.