| 8 |
เรื่องราวบางเรื่องในอดีต บทเรียนบางบทเรียนในอดีต มีอิทธิพลต่อชีวิตของคนๆ นั้น ผมเองก็เป็นคนๆหนึ่งที่จดจำบทเรียนในอดีตบางบทบางตอนได้ และบทเรียนบทนั้นๆ มีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของผม บทเรียนในเรื่องลูกกบ ฝังใจผมมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกที่ผมเริ่มอ่าน เมื่ออายุได้7ขวบ ผมชอบมากเพราะคำทุกคำมันทำให้ผมมองเห็นภาพ อ่านเรื่องลูกกบแล้ว ตอนโรงเรียนเลิก ผมต้องหลบไปหาแอ่งน้ำที่ริมป่า เพื่อซึมซับกับภาพที่ปรากฏในบทเรียนที่ว่า
“มีสระแห่งหนึ่งไม่สู้จะกว้างใหญ่นัก
เวลาลมพัดน้ำในสระเป็นระลอกคลื่นน้อยๆ
ทยอยเข้ากระทบฝั่ง ต้นหญ้าที่ขอบสระ
โอนเอนไปมาจนใบเสียดสีกัน
ในสระนี้มีไข่เม็ดเล็กสีดำๆ ลอยอยู่
แพหนึ่ง คือ ไข่กบ...”
เวลาครูสอนให้เราออกเสียงพร้อมๆกัน ครูจะเน้นเสียง เว้นจังหวะ ทิ้งช่วง ฟังดูแล้วเหมือนลูกคลื่นน้อยๆค่อยๆ ทยอยเข้ากระทบฝั่ง อ่านไปหัวใจก็ลอยไปในบทเรียนนั้นๆเสมือนหนึ่งว่า เรากำลังเดินอยู่ขอบสระ เรากำลังช้อนไข่เม็ดเล็กๆ อยู่ เรารู้สึกมีส่วนร่วมในบทเรียนบทนั้นด้วย
พอเรามาอ่านหนังสืออีกเล่มหนึ่ง “แม่ไก่ดื้อ” ตอนจบของเรื่อง เราอ่านไปพลาง น้ำตาก็ไหลออกมาเพราะเราสงสารนันทา แม่ไก่ดื้อตัวนั้นที่บทกลอนเขียนไว้ว่า
แสนเสียดายนันทาที่น่ารัก
ชะล่านักเลี่ยงออกนอกถนน
มัวแต่เพลินปลาบปลื้มจนลืมตน
ถูกรถยนต์แล่นทับดับชีวา
นิจจาเอ๋ยเคยเห็นทุกเย็นเช้า
กลับเหลือแต่กรงเปล่าไม่เห็นหน้า
เคยวิ่งเล่นด้วยกันทุกวันมา
ช่างทิ้งข้าเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจเอย
พอโตขึ้นมานิดหนึ่งได้เลื่อนขั้นมาอยู่ป.2 ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งชื่อ “นกกางเขน” ยังจำตอนขึ้นต้นเรื่องได้
“เช้าวันหนึ่ง นกกางเขนตัวผู้ตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งมะม่วงในสวน นกน้อยตัวนี้เริ่มส่งเสียงร้องไพเราะจับใจ มันร้องพลาง กระโดดพลางไปตามกิ่งไม้ กิ่งโน้นบ้าง กิ่งนี้บ้าง มันร้องอยู่ไม่นานก็มีนกกางเขนตัวเมียซึ่งเกาะที่กิ่งล่าง ส่งเสียงร้องประสานรับออกมา นกกางเขนตัวผู้มองไปทางนางนก พลางนึกในใจว่า “ฉันอยากจะพูดกับนางนกตัวนี้จริงๆ” นึกแล้วจึงพูดว่า “สวัสดีวันนี้อากาศดีมากนะจ๊ะ” นางนกตอบว่า “จ้ะอากาศอย่างนี้ทำให้ฉันรู้สึกเบิกบานใจขึ้น”…
นานนับเกือบ 60 ปีแล้วที่ผมนั่งเรียนหนังสือทั้ง3 เล่ม แต่วันนี้ผมยังจำข้อความเหล่านั้นได้เพราะบทเรียนเหล่านี้คือ บทเรียนชีวิต ชีวิตของผมมีความสัมพันธ์กับลูกกบ นกกางเขน และแม่ไก่ ผมเป็นลูกคนบ้านนอกที่บ้านเลี้ยงไก่ไว้กินไข่กินเนื้อ บ้านอยู่ริมน้ำ มีนกกางเขนมาร้องเรียกคู่อยู่ที่กิ่งไม้ข้างบ้านและบ้านนอกที่ผมอยู่มีทั้งลูกกบลูกปลากัด แมลงปอ หิ่งห้อย ผีเสื้อ นกเขา นี่คือสภาพแวดล้อมที่ผมพบรู้ ผมอ่านหนังสือทั้ง 3 เล่มด้วยความสนุก ตื่นเต้น และเข้าถึงใจ พอโตขึ้นผมอ่านหนังสือเหล่านี้อีกผมก็ยิ่งรับรู้รสวรรณกรรมที่เข้มข้น นอกเหนือจากความสนุกตื่นเต้นตามเนื้อหาแล้ว ผมยังเคลิ้มเคลิ้มต่อภาษาที่ผู้เขียนรังสรรค์ขึ้นมาให้อ่าน เรียกได้ว่าผมติดในรสภาษา ผมเสพย์รสภาษาอย่างดื่มด่ำจนจำข้อเขียนเหล่านั้นได้
มาวันนี้ผมย้อนคิดถึงเรื่องราวการเรียนรู้ในวันนั้น เมื่อนานมาแล้ว ครูมักจะเรียกการอ่านที่สอนพวกเราว่า
อ่านออกเสียง
อ่านเอาเรื่อง
และต่อมาก็เพิ่มการอ่านจับใจความเข้ามาอีก
แต่วันนี้โลกแปรเปลี่ยนไป สังคมข่าวสารมีมากยิ่งขึ้น การเอาเปรียบในการช่วงชิงพื้นที่ข่าวมีมากยิ่งขึ้นพร้อมๆกับการขายข่าว ข่าวกลายเป็นสิ่งเสพย์ติดและธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ข้อมูลข่าวสารและวรรณกรรมต่างๆ ที่ผู้อ่านจะรู้เท่ากัน และพร้อมที่จะรู้ทันเท่าสิ่งเหล่านั้น นั่นหมายถึงว่า พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนจะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย จะให้ผู้เรียนอ่านแล้วมาบอกว่า รู้เรื่องอะไรบ้าง ในเรื่องที่มีตัวละครใดบ้าง บทความของตัวละครแต่ละตัวเป็นอย่างไรบ้างนั้นไม่เพียงพอแล้ว ผู้เรียนวันนี้ต้องอ่านเรื่องราวต่างๆแบบคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ แล้วนำมานั่งวิพากษ์วิจารณ์หาบทสรุป แปลความ ตีความกันให้มากๆ ให้เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ต้องเรียนรู้และปฏิบัติได้จริงๆ เพื่อผู้เรียนจะสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมโลกได้อย่างสงบสุข
แม่ของปองภพเตรียมการสอนเรื่อง ลูกกบ โดยการเตรียมคำถามไว้คอยถามปองภพ เช่น
1. ชีวิตในสระสัตว์เหล่านั้นมีความเป็นอยู่กันอย่างไร
2. ทำไมสัตว์เหล่านั้นจึงมีความเป็นอยู่อย่างนั้น ข้อความใดยืนยันคำตอบนี้
3. ความเป็นอยู่ของสัตว์ในเรื่องนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งใด อย่างไรบ้าง
4. มีข้อความใดที่บ่งบอกว่าเกิดประโยชน์ต่อสิ่งนั้น
5. ถ้าผู้อ่าน (ปองภพ) อยู่ในเรื่องนี้ด้วยจะอยู่อย่างไร ทำไมต้องอยู่อย่างนั้น
6. เรื่องราวในเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น สภาพแวดล้อมจะต้องเป็นอย่างไร และอะไรจะทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้
7. อ่านเรื่องนี้แล้วมีความรู้สึกอย่างไร
จะเห็นว่าคำถามนี้ยากเพราะผู้ตอบต้องคิด การสอนคิดผู้สอนจะต้องสอนบ่อยๆสอนทุกครั้งที่มีโอกาสกระตุ้นให้คิด สอนทีละนิดๆ เพื่อกระตุ้นสมองผู้เรียนให้ตื่นรู้ พอเขาคุ้นชินกับการคิด เขาจะคิดเป็นระบบได้เอง อย่ากลัวว่ายากแล้วไม่สอน จงกลัวผู้เรียนจะคิดไม่เป็นจะดีกว่า
คำถามเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถามจนครบทุกข้อ ถามข้อหนึ่งข้อใดก่อนก็ได้ ซักถามด้วยคำถามเหล่านี้แล้วถ้าผู้เรียนตอบไม่ได้ คิดไม่ออก ผู้ถามหรือสอนจะต้องมีคำถามซอยย่อยมาถามเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมองภาพแคบลง ชัดขึ้น เช่น
1. สัตว์แต่ละชนิดมีความเป็นอยู่อย่างไร
2. เมื่อมีปัญหาสัตว์เหล่านี้ทำอย่างไร
3. วงจรชีวิตการเจริญเติบโตของลูกกบเป็นอย่างไร
4. สภาพภาพในสระ รอบบริเวณเป็นแบบใด
5. ประโยคใดบ้างที่บรรยายให้เห็นสภาพแวดล้อมของที่ตรงนั้น
ครูผู้สอนสร้างคำถามหลักไว้ก่อนแล้วค่อยสร้างคำถามซอยย่อย โดยเฉพาะคำถามซอยย่อยที่ผู้สร้างภาพในขณะที่ผู้เรียนคิดหาคำตอบไม่ได้ แต่ผู้สอนคิดคำถามซอยย่อยได้ช่วงนั้น ผู้สอนจะต้องบันทึกคำถามไว้ เพราะนั่นเหละคือคำถามที่ดีที่จะช่วยคิดสะกิดผู้ตอบให้คิดได้
การอ่านหนังสือทีละวรรคตอนแล้วมานั่งสนทนา โดยกระตุ้นให้ผู้อ่านคิดวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์แล้วร่วมกันสรุปแต่ละตอนมาร้อยเรียงเชื่อมโยงให้เป็นเรื่องเดียวกัน ตกแต่งภาษาให้สละสลวย ขัดเกลาเรื่องราวให้เข้ารูปรอย จะเป็นการฝึกการเขียนที่ดี อย่ากลัวเสียเวลา เพราะนี่คือการสอนวิธีการอ่านและสอนวิธีการเรียนเขียนเรื่องจากการอ่าน เด็กไทยขาดประสบการณ์เหล่านี้มาก จริงๆ แล้วการอ่านวรรณกรรมแล้วนำมาตีความจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวยุคสมัยที่ผู้เขียนเขียนแบบซ่อนเงื่อนงำให้ผู้อ่านคิด เพราะยุคนั้นสมัยนั้นเป็นยุคที่ปิดกั้นทางความคิด กวีหรือนักเขียนไม่สามารถเขียนบอกเล่าเรื่องราวต่างๆได้อย่างตรงไปตรงมาก็ต้องใช้วิธีเน้นคำที่จะบอกใบ้ให้ผู้อ่านที่ตีความได้เข้าใจเรื่องราวเหล่านั้น
ในปัจจุบันนี้ แม้ว่าข่าวสารต่างๆ มีอิสรภาพมากขึ้นแต่นั่นแหละ ในอิสระเหล่านั้นยังซ่อนเงื่อนงำแห่งความจริงแท้อยู่อีกมาก ข่าวต่างๆ ที่นำเสนอมักจะนำเสนอครึ่งเดียว ครึ่งเดียวของข่าวที่ฝ่ายผู้ให้ข่าวและคนทำข่าว คนทำเสนอข่าวได้ผลประโยชน์ร่วมตรงนี้แหละ การวิพากษ์วิจารณ์ การแปลความ ตีความต้องนำมาใช้ โลกปัจจุบันนี้มีสิ่งซ่อนเร้นอยู่มากมาย มีการแข่งขันที่สูงมาก การเอารัดเอาเปรียบมีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะความไม่พอในหัวใจของผู้คน การศึกษาจึงจำเป็นที่จะต้องให้ผู้เรียนรู้เรื่องราวของโลก รู้เท่าทันโลกภายนอกและโลกภายในตัวเอง เรียนรู้ชีวิตที่จะสามารถอยู่ได้อย่างสงบสุข
จบตอนที่ 1 ครับ
อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...
อ่านแบบเป็นเล่มได้ที่นี่ครับ https://sites.google.com/site/chatreesamran/--doc-2