บทความเรื่อง How to Use Your Ears to Influence Peopleโดย  Tori Rodriguez ใน Scientific American  อ้างถึงผลงานวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร J of Research in Personality  และสรุปว่า นักฟังมีอิทธิพลต่อความคิดของคนอื่นมากกว่านักพูด   เพราะการฟังที่ดี ช่วยให้ได้สาระ และได้ใจหรือได้ความไว้เนื้อเชื่อใจ  ทั้งสองปัจจัยนี้ นำไปสู่การมีอิทธิพลต่อผู้อื่น  ยิ่งทั้งฟังเก่งและพูดเก่ง ย่อมยิ่งมีอิทธิพลสูงยิ่งขึ้น 

          เขาแนะนำวิธีฟังที่ดีดังนี้  อย่าเบนเรื่อง หรือขัดจังหวะ  เปิดใจต่อความเห็นที่แตกต่าง  กล่าวซ้ำรายละเอียดบางประการที่ผู้พูดได้กล่าวไปแล้ว และที่สำคัญที่สุด แสดงความสนใจ

          เมื่อราวๆ ปี ๒๕๔๕ คณะของ สกว. ไปเข้าพบนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น  คือ ดร. ทักษิณ ชินวัตร  ผมตกใจมากที่ท่านฟังเราหน่อยเดียว ท่านกลับเป็นผู้พูดทั้งหมด  ท่านแสดงให้เราเห็นว่า ท่านรู้เรื่องวิธีจัดการงานวิจัยดีกว่าพวกเรามาก  เมื่อกลับออกมา ท่านประธานคณะกรรมการนโยบาย สกว. (ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา) กล่าวว่า “คนคนนี้แปลกมาก  มีแต่ปาก ไม่มีหู” 

          ผมเองมีความเชื่อในพลังของ active listening  ว่าเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งสื่อความเคารพต่อผู้พูดสื่อว่าเราเห็นความสำคัญหรือคุณค่าของสิ่งที่เขากำลังพูดผมมองว่านี่คือ “การให้” (จาคะ) อย่างหนึ่งผู้ให้ย่อมได้รับผลบุญ

          มองจากมุมของการจัดการความรู้ (KM) ผมมองว่าการฟังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ผมมักพูดบ่อยๆว่าในวง Knowledge Sharing ที่มีพลัง  เราจะสามารถ “ได้ยิน” สิ่งที่เพื่อนร่วมวงลปรร.ไม่ได้พูดเพราะเขาสื่อสารออกมาระหว่างคำพูด (ระหว่างบรรทัด) หรือสื่อออกมาทางการสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูดเราอาจบอกว่านี่คือการสื่อสารแบบ “ใจถึงใจ” 

          การวิจัยตามที่เอ่ยถึงข้างบน สนใจการมีอิทธิพลเหนือ (influence) คนอื่น  แต่ผมสนใจชีวิตที่ดีมากกว่า  ผมเชื่อว่า การฟังมีพลังเพราะมันแสดงความเอื้อเฟื้อ ความเคารพให้เกียรติ ให้ความสำคัญ  ในทางจิตวิทยา นี่คือปัจจัยของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 

          ผมเชื่อตามบทความที่เอ่ยถึงข้างบน ว่าคนที่จะฟังได้ดีต้องฝึกเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง  ผมเข้าใจว่าคนส่วนมาก เมื่อได้ยินความคิดเห็นที่แตกต่างจากที่ตนยึดถือ ก็จะ “ปิดหู”  ทำให้ขาดโอกาสเรียนรู้จากการมองต่างมุมและขาดโอกาสได้ไมตรีจากคนที่มองต่าง


วิจารณ์ พานิช

๖ ธ.ค. ๕๕