เย็นวันศุกร์ (7 ต.ค.48) เวลาบ่าย 3 โมง กับภาระกิจที่เร่งรีบ และฝนกำลังจะตก ผมโทรหาท่านอาจารย์วิชัย ฤกษ์ภูริทัต (ตำแหน่งวิชาการคือรองศาสตราจารย์)  ซึ่งนัดกันจะไปโรงพิมพ์ รัตนสุวรรณการพิมพ์ตอนบ่ายสาม ว่าสักครู่จะไปพบขอไปทานข้าวก่อน........

    พอ 3 โมงครึ่งเราไปโรงพิมพ์กันเพื่อตรวจดูวารสาร วสท เล่ม 2 ฉบับ ก.ค.-ธ.ค.48 ที่ผมบังเอิญเขียนบทความไปลงด้วย (จากน้ำต้อย..สู่รวงรัง..เป็นน้ำผึ้งที่ถือในมือคุณ)  ระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน อาจารย์ได้กรุณาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมามอบให้ ชือว่า "อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ของ สกส หรือสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ความจริงหนังสือเล่มนี้ก็คืองานวิจัย ของอาจารย์วิชัยนั่นเองครับ ซึ่งผมขอถ่ายทอดส่วนสำคัญที่ผมได้อ่านมาให้ทราบกันนะครับ..

   คำว่า "อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ในที่นี้หมายถึง แหล่งการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา อุทยานวิทยาศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ รวมทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ มี 19 แห่ง ดังนี้

  1. ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (สังกัด สำนักในบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันมี 14 แห่ง คือ 

      1.1 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดลำปาง              

      1.2 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดนครสวรรค์        

      1.3 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี      

      1.4 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดขอนแก่น      

      1.5 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดนครราชสีมา       

      1.6 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดรังสิต จังหวัดปทุมธานี       

      1.7 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

      1.8 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร

      1.9 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี

      1.10 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดสระแก้ว

      1.11 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดตรัง

      1.12 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช

      1.13 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดยะลา

      1.14 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพมหานคร)

   2. อุทยานวิทยาศาสตร์ มี 3 แห่ง

       2.1 อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (กระทรวงศึกษาฯ)

       2.2 อุทยานวิทยาศาสตร์หอดูดาวเกิดแก้ว จังหวัดกาญจนบุรี (ของเอกชน)

       2.3 อุทยานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (สวทช.)

   3. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มี 2 แห่ง

       3.1 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

       3.2 สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา

       ปัญหาที่พบในภาพรวม ของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือ ขาดบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ ทำให้ไม่สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์หรืออุปกรณ์การเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง การได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่มีกฎระเบียบว่าด้วยการหารายได้เพื่อพึ่งพาตนเอง ทำให้เกิดความล่าช้าในการซ่อมบำรุงอุปกรณ์นิทรรศการ รวมทั้งไม่สามารถหาบุคลากรเสริมส่วนที่ขาดและจำเป็น อยู่ในความรับผิดชอบของ 2 กระทรวง คือ กระทรวงศึกษา และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทำงานไม่สัมพันธ์กัน ไม่มีหลักสูตรการเรียนรู้ มีแต่โปรแกรมการเรียนรู้ ไม่มีการเรียนรุ้อย่างจริงจัง กลุ่มผุ้เรียนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนในระบบโรงเรียน ส่วนผู้สอน ส่วนมากไม่จบมาทางด้านวิทยาศาสตร์

      แนวทางแก้ไข เชิงนโยบาย คือ สนับสนุนการสร้างอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กระจายไปทั่วภูมิภาค รวมทั้งยกระดับฐานะของหน่วยงานที่มีอยู่เดิม สนับสนุนและบ่มเพาะนักวิจัยและผู้ประกอบการทางด้านวิทยาศาสตร์ สนับสนุนให้มีการบริหารนอกระบบราชการ มีการบริหารแบบบูรณาการภายใต้คณะกรรมการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย........

     นอกจากนี้ยังได้เสนอแนะเกณฑ์มาตรฐานการจัดการเรียนรู้อีกด้วยครับ.....ใครสนใจอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ติดต่อที่ สกส. อาจารย์วิชัย หรือผมก็ได้ครับ...