วันพฤหัสบดีที่
22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
วันนี้เป็นอีกวันที่ครูให้โอกาสเผชิญ แบบลากหนูให้เผชิญหน้ากับราคะของตนเอง พาค้นหาสาเหตุ จุดเริ่มต้นที่ทำให้หนูเป๋ ละเลยต่อข้อปฏิบัติของตนเองแบบศีลข้อ 4 ขาดทะลุ ศีลข้อ 3 บกพร่อง ศีลข้อ 1 ขาดเพราะเบียดเบียนตนเอง อืมแต่นี่มันยังเป็นการทำไปแล้วค่อยมาทบทวนนี่ มันไม่ทัน อีกเสียงหนึ่งย้ำมากับตนเองเจ้าค่ะ
เพราะหนูไม่ยอมพิจารณา ปัญญา ความเข้าใจในพฤติกรรมของตนเองไม่เกิดขึ้น ไม่ยอมรับ พอครูเมตตาชี้ให้แก้ไข ไอ้ความโง่ของหนูก็พาแถพาอ้อม โชคดีที่ครูเมตตาอดทนให้โอกาส ก่อนจะวางสายไปครูให้โทรไปสารภาพ เป็นการเผชิญหน้าแก้ไขกับตนเอง
หนูตั้งสติแล้วก็ไปวัด ออกมาเข้าที่ทำงาน ทำงานไปเรื่อย ๆ จนได้เวลา ตั้งสติกับตนเองโทรไปขอโอกาสพระอาจารย์สารภาพความชั่ว ก่อนโทร แค่หนูคิดว่า
“เอาหล่ะจะโทรละ เหงื่อไม่รู้มาจากไหน ทั้ง ๆที่อยู่ในห้องแอร์ที่รันเครื่องมือพิเศษแบบเย็นเฉียบ แขนขาอ่อนแรง หนูย้ำกับตนเองเป็นอาการของกิเลส เลิกสร้างภาพหลอกตัวเอง ความดัดจริต แก้ไม่ได้ถ้ายังไม่ยอมรับแล้ววิ่งหนี
พอกดโทรออก ครูค่ะ ตัวชั่วหนูลุ้นให้ท่านไม่รับสาย
พอท่านรับสายกราบนมัสการและขอโอกาสสารภาพ ถึงจิตที่เกิดความพอใจ
ทำให้ที่ผ่านมาละเลยข้อปฏิบัติ เป็นการทำผิดแล้วมีแต่อยากหนี
จึงขอโอกาสสารภาพและกราบขอขมา
เพื่อแก้ไขกับตนเองต่อไป
พอพูดจบหนูเห็นตนเองถอนหายใจเฮือกใหญ่เจ้าค่ะ
ท่านเมตตาตอบว่า
“รู้ว่าผิดก็แก้ไข”
รู้สึกโล่งใจกับตนเอง
วางสายหนูนั่งลงกำหนดลมหายใจกับตนเอง หายใจแล้วก็พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อเอ็นกระดูก ของตนเอง บางแว๊บก็ระลึกถึงศพที่เน่าตรงกลางสลับกันไป อันไหนมันน่าพอใจ หนูจึงหลง
บางแว๊บก็มีภาพครูในบันทึกเมื่อคืน ที่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครูจนเป็นภาพปัจจุบัน
จนรู้สึกเป็นความสว่างโล่งอยู่ตรงหน้าผากส่วนหน้าเจ้าค่ะ

สักพักจึงลืมตาขึ้นมา เตรียมตัวไปงานศพของพ่อพี่ที่ทำงาน ที่ชุมแพ
ส่งข้อความกราบเรียนครู
ตลอดงานศพเป็นงานที่เรียบง่าย ไม่โศกเศร้าเจ้าค่ะ การจัดการศพก็มิดชิด
ในความโง่ของหนูตอนนั้นไม่ได้พิจารณาถึงความตายเลย
จิตมีแต่ส่ายแส่หาว่า พี่เขาเป็นยังไงบ้าง สามีพี่เขาคนไหน ด้วยความที่ไม่รู้จัก ไม่เคยเจอ
ด้วยจิตที่ไปจุ่นจ้านเรื่องพี่เขา ทำให้หนูไม่ค่อยรักษาสติเจ้าค่ะ
พอวางดอกไม้จันท์เสร็จเดินลงมาของชำร่วยเป็นกระเป๋า พอเขาหว่านกัลปพฤกษ์เด็ก ๆ ก็วิ่งเก็บ ก่อนเดินไปขึ้นรถ หนูเห็นเด็ก ๆนั่งแกะเงินใส่กระเป๋าสองสามคนเจ้าค่ะ มีน้องชายคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นมาหาหนู หนูจึงยิ้มแล้วถามว่า
“เอากระเป๋าอีกใบไหม”
จากท่านั่งยองยอง แล้วกระตือรือร้นลุกขึ้นมาไหว้รับกระเป๋าจากมือหนูของน้องทำให้หนูทึ่งมากเจ้าค่ะครู
น้องดูดีใจมาก ๆ และก็ไหว้รับอย่างสวยงาม แบบข้างในหนูมีเสียงว่า น้องถูกสอนมาดีมาก ไหว้จากข้างใน ไม่มีเสแสร้ง
ใจที่ชอบตอแหลของหนูสั่นสะเทือนว่า “นี่ไง ความจริงใจ”
พี่จั่นที่เดินมาด้วยเอ่ยซ้ำย้ำความคิดข้างในหนูว่า “น้องเขาดูดีใจมากเลยเหนาะ”
แท้ที่จริงหนูไม่ได้เป็นคนให้น้องเลยค่ะครู น้องต่างหากที่สอนหนูว่า
“ความจริงใจเป็นแบบนี้”
กลับมาถึงที่ทำงาน ด้วยรถตู้ด้านหลังมีเบาะ 3 ที่ แต่นั่งกัน4 คน ก้นจึงอยู่ในท่าเอียงตลอดหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆในรถ ผนวกกับโช๊ค ที่สปริงดี เหมือนมีสปริงติดล้อหลังค่ะ จนแซวกันว่าอาหารที่ทานก่อนขึ้นรถ ถ้าไม่ย่อยจนยุบหมด ต้องมีพุ่งออกมาแน่ ๆมีอาการปวดที่เอว
กลับถึงที่ทำงาน หนูนั่งพักรอเวลา ช่วงนี้ที่ทำงานคุมการเข้า-ออกเข้มมาก วันหนึ่ง ออกไปทำธุระได้ 2 ชั่วโมง เดือนหนึ่งไม่เกิน 2 ครั้ง ทานข้าวเที่ยงต้องเข้าก่อนบ่ายโมงครึ่ง เพราะการเดินเข้าออกตึกต้องสแกนนิ้วมือ
หนูระลึกถึงครู ไม่ว่าทำอะไรก็ต้องมีอุปสรรคพิสูจน์ใจเป็นธรรมดา
ให้ใช้ปัญญาว่า
“ทำยังไงจึงจะทำภารกิจสำเร็จบนข้อจำกัด”
พอได้เวลาก็ออกไปซื้อของที่ร้านตะวันทอง โทรสอบถามน้องภัสว่า “ที่ครัวขาดอะไร”
ทุกครั้งที่โทรคุยกับน้องก็จะคุยว่า เป็นไงบ้าง แล้วเราก็จะแลกเปลี่ยนกันว่า ครูสอนอะไร หนูแม่อ้อสอนอะไรค่ะ
บางทีก็มีโอดครวญให้กันฟังบ้าง ให้กำลังใจกันบ้างตามอัตภาพเจ้าค่ะ
แล้วพอซื้อของเสร็จหนูเข้าบ้าน ล้างผ้าที่ฟอกไว้ แล้วก็ไปวิ่ง อาบเหงื่อแล้วรู้สึกสบายขึ้นเจ้าค่ะ ขึ้นไปทำวัตรเย็นแล้วก็นั่งภาวนาต่อนิดหน่อยแล้วก็ลงมาเขียนบันทึกแล้วก็เปิดวิทยุหลวงตา คืนนี้ตั้งใจว่า ฟังไปด้วยทำงานถวายครูไปด้วยเจ้าค่ะ
หนูชอบคำที่ครูเมตตาบอกว่า
“ทำไมไม่เปลี่ยนบอกต่อตนเองว่า
"หนูจะต้องตั้งใจและเพียรมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า แม้จะเหนื่อยมากกว่าเดิมหนูก็ยอม"...
เฝ้าบอกตนเองเช่นนี้จะไม่ดีกว่าเหรอ...
สามบรรทัดนี้ใจหนูบอกว่า “ใช่เลย”
จึงเอาคำของครูมาตกแต่งแล้วก็ทำขึ้นเป็นภาพหน้าจอไว้เตือนตนเองเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
