วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
เช้านี้เป็นรุ่งเช้าที่รู้สึกว่าได้ทำเต็มที่ในการเย็บผ้าถวายครู หนูเริ่มตัดเย็บเสื้อแม่ชีตั้งแต่ทุ่มกว่า ๆ ด้วยความรู้สึกที่ยอมรับว่า ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหมเจ้าค่ะครู หนูตั้งใจจะตัดเย็บเองตั้งแต่ครูบวช แต่ก็ยังไม่ได้ทำด้วยตัวของตัวเองทั้งหมดสักที เพราะยังไม่ค่อยคล่อง หนูเข้าไปเรียนกับแม่ชีที่วัดที่พี่ชายบวชถึงสองครั้ง แม่กุลเมตตาตัดนำร่องอีกหนึ่งครั้ง สำเร็จจริงจังกับมือตนเองแค่ 1 ตัว เสื้อที่เป็นเสื้อแม่ชีที่บ้านก็ไม่มีสักตัว แต่ก็มีบางชิ้นส่วนที่ตัดไว้ หนูจึงเอาทั้งเสื้อชีพราหมณ์ มาเทียบขนาด แล้วก็ค่อย ๆ ทำไปแบบทำไปพิจารณาไป ส่วนเกินก็ค่อย ๆทยอยตัดออก ลองใส่กับตัวเองบ้าง เพราะครูกับหนูใส่เสื้อขนาดไล่เลี่ยกัน หนูเลือกใช้ผ้าชิ้นที่ดีที่สุดที่มี เป็นผ้าฝ้ายที่ทำจากฝ้ายเข็น แม้จะต้องเพิ่มงานฟอกเพิ่มขึ้นหนูก็ยอมเพราะคิดว่าเสื้อตัวนี้ใส่หน้าหนาวจะอุ่น ตอนเช้าหนูนั่งเข้าแต๊บ วูบจะหลับลงสองสามทีเจ้าค่ะครู
พอเช้าครูเมตตาโทรมามีธุระจะให้ทำ พอได้โอกาสรายงานครู เหมือนได้กำลังเพิ่มขึ้นและได้กราบขอขมาครูจากข้างใน เหมือนหนูได้รางวัลสองเด้ง ได้รางวัลที่ค้นพบวิธีตัดเย็บเสื้อแม่ชีที่เหมาะกับตนเอง ค้นพบการทำงานแบบขอขมาครู แท้ที่จริงครูไม่เคยบีบคั้นหนูที่ผ่านมาครูเพียงแค่ชี้ว่าจุดไหนควรแก้ไข แต่กิเลสในใจหนูเอง ที่เบียดเบียนตนเองด้วยความบีบคั้นต่าง ๆจนเป็นทุกข์ ผิดศีลข้อ 1 ที่เบียดเบียนตนเอง ผิดซ้ำหนักเข้าคือ เบียดเบียนครูซึ่งเป็นกรรมหนัก ที่มากขึ้นคือ พอกิเลสบีบคั้น หนูก็จะละเลยข้อวัตรที่ต้องปฏิบัติของตนเอง
วันนี้เป็นอีกวันที่มีประชุมเช้า บ่าย เป็นงานประชุมเข้มทีเดียวค่ะ เพราะไม่มีงานประชุมศูนย์มานาน ก่อนเข้าประชุมครูเมตตาให้โอกาสหนูได้นำส่งเอกสารสำคัญให้พี่หนิง แม้จะสะดุดนิดหน่อยในช่วงแรก แต่ก็ปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ พอเข้าประชุมมาทีหลังเลยได้นั่งใกล้ประตูทางออกซึ่งก็เป็นข้างหน้าค่ะครู ต้องลากเก้าอี้ไปเอง ตั้งใจนั่งภาวนากับตนเอง แบบที่ครูเมตตาบอกว่า
“เราไม่ได้ต้องการนอนมากหรอก นั่งเหมือนนั่งทำงานปกติ ไม่ใช่ฟุบหลับนะ หลับตา ตามลมหายใจเหมือนนั่งสมาธิ เข้าสมาธิก็หายง่วง”
พอลองทำตอนแรกก็ง่วง นั่งประชุมสัปหงกไปหลายที นั่งแบบหลบมุมผู้อำนวยการเลยเจ้าค่ะ ขนาดตอนพักเบรกรู้สึกต้องเซฟพลังงานนั่งหายใจ พอเข้ามาอีกทีครานี้ยาวถึงบ่ายโมงค่ะ กว่าจะได้พัก หนูกับพี่ ๆเลือกขึ้นไปทานข้าวกล่องที่ห้อง ทานเสร็จรู้สึกไม่ไหวกับตนเองจริงๆ เอาเบาะรองนั่งวางบนเก้าอี้ อีกอันวางตรงที่พิง นั่งขัดสมาธิหลับตาลงหายใจผ่อนคลายไปเรื่อย ๆ จากเดิมที่ก็ได้ยินเสียงพี่ ๆคุยกันเจ้าค่ะครู แล้วก็เหมือนหนูหลับไปในท่านั้นเอง ลืมตาขึ้นมาอีกที บ่ายสองครึ่งแสดงว่าหนูหลับไปชั่วโมงหนึ่งพอดี ข้างในรู้สึกงัวเงียบ้างอยู่ค่ะ แต่ข้างไม่รู้สึกชาหรือเมื่อย แต่ไม่มีอาการง่วงหรือสัปหงกอีกแล้วค่ะครู แต่เสียงแหบแห้งมากค่ะครู แต่หนูก็ไม่ค่อยพูดฟังไปเรื่อย ๆ แต่พอถึงจังหวะที่ต้องแจ้งที่ประชุมถึงกิจกรรมไปภาวนาที่วัด เสียงหนูแทบไม่มี ออกมาแบบแหบแห้ง จนพี่ ๆ แซวว่า
“แจ้งความยัง”
หนูยกคิ้วสูงแบบสงสัยไม่ทันมุก ท่านเอ่ยต่อว่า
“ก็เสียงหายไง แจ้งความยัง” หนูยิ้ม
การประชุมผ่านไปได้ด้วยดี ตกเย็นเข้าบ้าน หนูทานอาหารเย็นแวะตลาด เหมือนครานี้นอนชดเชยเลยค่ะครูหลับจนเช้า ทั้ง ๆที่ไม่ใช่ง่วงจากการนอนน้อย แต่ง่วงเพราะอิ่มมากกว่าเจ้าค่ะ