บำบัดโรคด้วยเหล็กในผึ้ง
หากเอ่ยชื่อแมลงมีปีกตัวสีเหลืองคาดดำ ตัวน้อยต่อยเจ็บที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในชื่อของ ผ.ผึ้งจอมขยัน มีพิษสงร้ายอย่าง "ผึ้ง" หลายคนคงขยาดกับกิตติศัพท์เหล็กในอันทรงอานุภาพของมัน แต่ในความร้ายกาจก็ยังมีประโยชน์ซ่อนอยู่อีกด้านหนึ่ง นั่นคือ การช่วยรักษาทางการแพทย์ เมื่อถูกผึ้งต่อยหลายคนคงรีบไปโรงพยาบาล แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า มีคนมายืนเรียงคิวรอให้ผึ้งต่อย
ผึ้งเป็นแมลงที่มีความใกล้ชิดกับคนไทยมาแต่บรรพบุรุษ การนำผึ้งมาเพื่อบำบัดหรือรักษาโรค ถือเป็นการเปิดช่องทางให้คนไทยใช้ประโยชน์จากผึ้งได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้เองและเผยแพร่ได้ง่าย อีกทั้งยังใช้ต้นทุนต่ำในการบำบัดหรือบรรเทาอาการของโรค การบำบัดรักษาอาการด้วยพิษผึ้ง และนำผลิตภัณฑ์ผึ้งมารับประทาน เป็นที่เผยแพร่รู้จักในระดับสากล และยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูงทั้งยังก่อประโยชน์อีกมากมาย นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการบำบัดหรือรักษาอาการเฉพาะได้เป็นอย่างดี
การบำบัดโรคด้วยพิษผึ้ง หรือที่เรียกว่า "อาพิเธอราพี" (Apitherapy) คือ การรักษาโดยใช้พิษต้านพิษ ซึ่งเป็นศาสตร์การรักษาโดยใช้ผึ้งที่มีมายาวนานในประเทศจีน โดยการนำพิษผึ้งมาใช้เพื่อบำบัดโรคต่างๆ การรักษาโรคโดยใช้ผึ้งบำบัดเป็นที่ยอมรับในระดับสากลวิธีการแนวใหม่ที่เรียกว่า ผึ้งบำบัดนี้ ในศาสตร์การรักษาของแพทย์แผนจีนที่มีอายุเก่าแก่ร่วม 3,000 ปี ปัจจุบันมีหลายประเทศได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องให้ใช้รักษาคนไข้ได้ วิธีการนี้ใช้หลักการเดียวกับการฝังเข็ม แต่ต่างตรงที่พิษผึ้งที่ถือกันว่าเป็นยาธรรมชาติขนานเอก สำหรับคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล การรักษาด้วยวิธีนี้นับได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนไข้อีกทาง
นิยามของอพิเธอราพี (Apitherapy)
Apitherapy หมายถึง การบำบัด บรรเทา รักษาโรคและอาการโดยใช้ผลิตภัณฑ์ผึ้ง อันได้แก่ น้ำผึ้ง เกสรผึ้ง นมผึ้ง พรอพอริส ไขผึ้ง และพิษผึ้ง การรักษาโดยใช้ผึ้งมียาวนาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล วิธีการที่เรียกว่า “ผึ้งบำบัด” หรือแม้กระทั่งเป็นการบำบัดหรือรักษาโรคโดยการใช้พิษผึ้งโดยวิธีการใช้พิษต้านพิษหรือ เรียกว่าHomeopathy
ผึ้งบำบัด (Apitherapy) มีแนวคิดหรือปรัชญาพื้นฐานในการใช้วิถีทางธรรมชาติในการบำบัดโรค ที่เรียกว่าอาหารเป็นยาก่อให้เกิดพลังต้านโรค เป็นการรักษาแบบองค์รวม ไม่ได้มองแค่จุดที่เจ็บป่วยเพียงจุดเดียว แต่มองว่าร่างกายทุกส่วนมีความสัมพันธ์และเกี่ยวโยงกันหมด ฉะนั้นการรักษาก็ต้องรักษาทั้งระบบ นำมาซึ่งความสมดุลในการบำบัดและทำให้ร่างกายทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการและทฤษฎีของการบำบัดโรค
ผึ้งบำบัด (Apitherapy) มีหลักการและทฤษฎีพื้นฐานเกี่ยวกับการฝังเข็มด้วยเหล็กในผึ้งควบคู่ไปกับการใช้ผลิตภัณฑ์ผึ้งเพื่อบำบัดหรือบรรเทาอาการของโรค ซึ่งจะประกอบด้วย 2 หลักการ ดังนี้
1. ฝังเข็มด้วยเหล็กในผึ้ง หลักการและทฤษฎีในการฝังเข็มด้วยเหล็กในผึ้ง ก่อนการรักษาจะหาตำแหน่งหรือจุดบริเวณที่จะต่อย จากนั้นจับผึ้งด้วยคีมหนีบ แล้วนำผึ้งไปต่อยตำแหน่งข้างต้นของผู้ป่วยทีละตัว ผึ้งก็จะต่อย และหลั่งน้ำพิษออกมาปล่อยไว้ 3-5 นาที จึงค่อยถอนเหล็กในออกน้ำพิษที่อยู่ในตัวผู้ป่วยจะช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกายได้ ผึ้งที่นำมาต่อยเป็นผึ้งพันธุ์ (Apis mellifera L.) เนื่องจากเหล็กในของผึ้งจะยาว และมีปริมาณน้ำพิษที่เหมาะสำหรับการรักษา
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ผึ้ง ได้แก่ น้ำผึ้ง เกสรผึ้ง นมผึ้ง และพรอพอริส ควบคู่กับการบำบัด เพื่อส่งผลให้การรักษาโรคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ข้อพึงปฏิบัติสำหรับการรักษาด้วยเหล็กในผึ้ง
เริ่มต้นต้องทำการวินิจฉัยโรคและซักถามประวัติ บันทึกลงในสมุดประวัติผู้ป่วยทุกครั้ง สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการรักษาด้วยวิธีฝังเข็มเหล็กในผึ้ง ต้องได้รับการทดสอบการแพ้พิษก่อน ถ้าร่างกายไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านก็สามารถฝังเข็มเหล็กในผึ้งต่อไป ผู้ทำการรักษาจะกำหนดว่าคนไข้แต่ละรายสมควรจะถูกผึ้งต่อยสักกี่ตัว และควรปล่อยให้พิษและเหล็กในอยู่ในร่างกายนานเท่าไหร่ บางคนถูกต่อยแค่ครั้งเดียวอาการก็ดีขึ้น แต่บางคนต้องต่อย 4-5 ครั้งขึ้นไป อาการป่วยถึงจะทุเลา หรือหายขาดไปเลย
ก่อนการรักษาจะกดหาจุดบริเวณที่จะต่อย จากนั้นจับผึ้งเป็น ๆ ทีละตัวด้วยคีมหนีบ แล้วนำไปจ่อให้ผึ้งต่อยบริเวณผิวหนังของผู้ป่วยทีละตัว ผึ้งก็จะต่อย และหลั่งน้ำพิษออกมา ปล่อยไว้ 3-5 นาที จึงค่อยถอนเหล็กในออก ตัวผึ้งเองจะตายเหล็กในและน้ำพิษที่อยู่ในตัวคนไข้ จะช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกายลงได้
“ก่อนการรักษาต้องทำการทดสอบการแพ้พิษผึ้งเสมอ เพื่อลดอัตราความเสี่ยงของผลกระทบจากการแพ้พิษผึ้ง”
โรคที่เหมาะในการรักษาด้วยการฝังเข็มด้วยเหล็กใน
1. อาการปวด ได้แก่ ปวดเอว ปวดขา ปวดคอ เอวเคล็ด คอเคล็ด ปวดกล้ามเนื้อ ไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดกระเพาะ ปวดแสบปวดร้อนตามแนวเส้นประสาทหลังจากที่งูสวัดหายแล้ว
2. อาการไขข้อ ได้แก่ ไขข้ออักเสบรูมาตอยต์ โรคเกาต์ โรคข้อเข่าเสื่อม นิ้วล็อค โรคเอ็นอักเสบ อาการปวดสะโพก
3. โรค และอาการอื่นๆ เช่น ริดสีดวง เล็บงอผิดปกติ ตะคิวที่น่อง กระดูกงอ แผลที่นูนออกมาผิดปกติ แขนและขาชา ไอเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดตีบ อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เป็นต้น และโรคที่เป็นปัญหามากในขณะนี้ก็คือ การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศซึ่งมีผู้ที่ป่วยจำนวนมากต้องการรักษา