ถ้าท่าน”ข้าพเจ้า”กลิ้งดูคำว่า “อารมณ์พระโสดาบัน”  จะพบคำอธิบายว่า พระโสดา (ซึ่งเป็นอริยบุคคลขั้นแรกจากสี่ขั้นของชาวพุทธเถรวาท) นั้นมีสมบัติสามประการคือ ฝ่าด่านอรหันต์ได้สามด่านแรกแล้วคือ ละสามดังนี้

1)      สักกายทิฐิ  (ความคิดเรื่องการมีตัวตน)

2)      วิจิกิจฉา  (ความลังเลสงสัยในพระธรรม)

3)      สีลพตปรามาส (การยึดติดในศีลพรต) 

 

สองข้อแรกไม่ค่อยมีปัญหา  แต่ข้อหลังนี้ผมว่ามีการอธิบายที่ผิดเพี้ยนไปแบบหน้ามือหลังมือ  กล่าวคือ บางท่านไปอธิบายว่า คือ  การยึดมั่นในศีลธรรม ไปเลย   (เช่น ศีลห้า)

 

คำว่า สีลพตปรามาส นี้ประดาผู้รู้ เช่น พระไตรปิฎกฉบับประชาชน (นายสุชีพ)  พจนานุกรมพุทธศาสน์ (ป.อ. ปยุตโต)   คู่มือมนุษย์ (พุทธทาสภิกขุ)  ต่างอธิบายตรงกันว่า หมายถึง การละการยึดติดในรูปแบบของศีลพรต ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ    เช่น เชื่อว่าการกินเจเท่านั้นจะทำให้บรรลุธรรม  การสวดวิงวอน  การไว้หนวดเคราอยู่ป่าแบบฤาษีจึงจะขลัง  การปิดทองพระพุทธรูป  รวมไปถึงการกราบไหว้พระพุทธรูปก็ยังได้ (ถ้ากราบด้วยเจตนาแห่งสีลพตปรามาส แต่ถ้ากราบด้วยปัญญาก็โออยู่)

 

 

 

 

พระโสดาบันในคห.ผม ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรมากนักหรอก  เพียงละ “ความคิด” ด้านตัวตนได้อย่างถึงระดับที่ไม่ง่อนแง่นแล้ว  (แต่ละในทางปฏิบัติยังไม่ได้นะครับ ถ้าละได้ก็อรหันต์แล้ว)   และไม่ลังเลสงสัยในคำสอน (ซึ่งต้องไม่ลังเลด้วยปัญญานะ ไม่ใช่ไม่ลังเลแบบเชื่อตามคนอื่นเขาไปงั้นๆ)   สุดท้ายก็สีลพตปรามาส 

 

 

ผมได้เคยเขียนไว้แล้วว่า ผมเชื่อว่า ในเมืองไทยเรานี้มีพระโสดาบันอยู่มาก ไม่น่าต่ำกว่า 1 หมื่นคน  ส่วนใหญ่ไม่ได้บวชเป็นพระ และยังครองเรือนอยู่ด้วย   บางคนกินเหล้าทุกวันด้วยซ้ำ (ประมาณว่าแก้วหนึ่งนงนุช แก้วสองพุทธวาจา นั่นแล) 

 

พระโสดาบันนั้นถือกันว่าเป็นผู้เข้ากระแสแห่งนิพพานแล้ว จะไหลไปสู่ทะเลนิพพานได้ในที่สุดแน่นอนไม่เร็วก็ช้า ท่านเอาสักกายทิฐิไว้เป็นด่านอรหันต์ด่านแรกเลย   เพราะเรื่อง อัตตา ตัวตน นี้เป็นหัวใจพุทธศาสน์ ดังที่ผมได้เขียนเรื่อง “อนัตตา ทางสายกลาง” ไว้แล้ว 

 

 

อีกทั้งท่านใช้คำว่า ทิฐิ  นั่นหมายความว่าท่านเน้นไปที่ ปัญญาความคิด มากกว่าการปฏิบัติเสียอีก   น่าสังเกตว่ามรรค ๘ ก็เริ่มที่ สัมมาทิฐิ  เน้นแรกสุดไปที่ทิฐิ  สัมมาทิฐิ กับการละสักกายทิฐิ ก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ   เพียงแต่สัมมาทิฐิคลุมกว้างกว่า

 

...คนถางทาง (๒๐ กันยายน ๒๕๕๕)