พันธมิตรทางกลยุทธ์ 2

Fareeda
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
  เหนื่อยๆจากการทำงาน ไม่รู้จะหาทางออกที่สามารถผ่อรคลายได้มากน้อยเพียงได้ เลยหยิบโน๊ตบุ๊คมาเปิดดูสิ่งที่ทำให้คลายเหนื่อยลงบ้าง จึงมาเจอ เนื้อหาของหลักธรรมของนักบริหาร อ่านแล้วมันทำให้ปลงได้จริงนะเนี๊ยะคะ
  หลักธรรม  หรือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น  ถึงแม้ว่าจะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล  นับถึงปัจจุบัน
  เป็นเวลา  2540  กว่าปีแล้ว  แต่ทุกหลักธรรมยังคงทันสมัยอยู่เสมอ  สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น
  เครื่องดำเนินชีวิตและแนวทางในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลักธรรมดังกล่าว
  เป็นความจริงที่  สามารถพิสูจน์ได้ที่เรียกว่า  “สัจธรรม” ปฏิบัติได้เห็นผลได้อย่างแท้จริงอยู่ที่เราจะนำ
  หลักธรรมข้อใดมาใช้ให้เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด สำหรับนักบริหารก็มีหลักธรรมสำหรับยึดถือ
  และปฏิบัติอย่างมากมาย  ซึ่งได้นำเสนอไว้บ้าง  เรื่องที่สำคัญดังต่อไปนี้
   พรหมวิหาร  4
           เป็นหลักธรรมของผู้ใหญ่(ผู้บังคับบัญชา)  ที่ควรถือปฏิบัติเป็นนิตย์ มี 4 ประการ คือ
           1.  เมตตา      ความรักใคร่  ปราถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุข
          2.  กรุณา      ความสงสาร  คิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์
           3.  มุทิตา      ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข
          4.  อุเบกขา   วางตนเป็นกลาง  ไม่ดีใจ  ไม่เสียใจ  เมื่อผู้อื่นถึงวิบัติ  มีทุกข์
   อคติ 4
           อคติ  หมายความว่า  การกระทำอันทำให้เสียความเที่ยงธรรม  มี 4 ประการ
  1.  ฉันทาคติ    ลำเอียงเพราะรักใคร่
  2.  โทสาคติ     ลำเอียงเพราะโกรธ
  3.  โมหาคติ     ลำเอียงเพราะเขลา
  4.  ภยาคติ       ลำเอียงเพราะกลัว
           อคติ 4 นี้ ผู้บริหาร/ผู้ใหญ่  ไม่ควรประพฤติเพราะเป็นทางแห่งความเสื่อม
  สังคหวัตถุ 4 
         เป็นหลักธรรมอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกันเห็นเหตุให้ตนเอง  และหมู่คณะก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง
         1.ทาน                  ให้ปันสิ่งของแก่คนที่ควรให้
         2.ปิยวาจา          เจรจาด้วยถ้อยคำไพเราะอ่อนหวาน
         3.อัตถจริยา        ประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์
         4.สมานนัตตตา   วางตนให้เหมาะสมกับฐานะของตน
  อิทธิบาท 4
         เป็นหลักธรรมถือให้เกิดความสำเร็จ
         1.ฉันทะ     ความพึงพอใจในงาน
         2.วิริยะ      ความขยันมั่นเพียร
         3.จิตตะ     ความมีใจฝักใฝ่เอาใจใส่ในงาน
         4.วิมังสา   ไตร่ตรองหาเหตุผล
  ทศพิธราชธรรม  10  ประการ
         เป็นหลักธรรมสำหรับพระมหากษัตริย์จะพึงถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาลแด่นักบริหาร  เช่น
  สรรพสามิตจังหวัด  สรรพสามิตอำเภอ  ก็น่าจะนำไปอนุโลมถือปฏิบัติได้
           หลักทศพิธราชธรรม  10  ประการ  มีอยู่ดังนี้
         1.  ทาน      คือ การให้ปัน  ซึ่งอาจเป็นการให้เพื่อบูชาคุณหรือให้เพื่อเป็นการอนุเคราะห์
         2.  ศีล        ได้แก่การสำรวม  กาย  วาจา ใจ ให้เรียบร้อยสะอาดดีงาม
         3.  บริจาค  ได้แก่  การให้ทรัพย์สิ่งของเพื่อเป็นการช่วยเหลือหรือความทุกข์ยากเดือดร้อน
           ของผู้อื่นหรือเป็นการเสียสละเพื่อหวังให้ผู้รับได้รับความสุข
         4.  อาชวะ   ได้แก่  ความมีอัธยาศัยซื่อตรงมั่นในความสุจริตธรรม
         5.  มัทวะ     ได้แก่  ความมีอัธยาศัยดีงาม  ละมุนละไม  อ่อนโยน สุภาพ
         6.  ตบะ       ได้แก่  การบำเพ็ญเพียรเพื่อขจัดหรือทำลายอกุศลกรรมให้สิ้นสูญ
         7.  อโกรธะ  ได้แก่  ความสามารถระงับหรือขจัดเสียได้ซึ่งความโกรธ
         8.  อวิหิงสา ได้แก่  การไม่เบียดเบียนคนอื่น
         9.  ขันติ      ได้แก่  ความอดกลั้นไม่ปล่อยกาย  วาจา  ใจ  ตามอารมณ์หรือกิเลสที่เกิดมีขึ้นนั้น
        10.  อวิโรธนะได้แก่  การธำรงค์รักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม
  บารมี 6
         เป็นหลักธรรมอันสำคัญที่จะนิยมมาซึ่งความรักใคร่นับถือ  นับว่าเป็นหลักธรรมที่เหมาะมาก
  สำหรับนักบริหารจะพึงยึดถือปฎิบัติ  มีอยู่  6  ประการคือทาน 
         1.  ทาน         การให้เป็นสิ่งที่ควรให้
         2.  ศีล          การประพฤติในทางที่ชอบ
         3.  ขันติ        ความอดทนอดกลั้น
         4.  วิริยะ       ความขยันหมั่นเพียร
         5.  ฌาน       การเพ่งพิจารณาให้เห็นของจริง
         6.   ปรัชญา   ความมีปัญญารอบรู้
   ขันติโสรัจจะ
           เป็นหลักธรรมอันทำให้บุคคลเป็นผู้งาม  (ธรรมทำให้งาม)
           1.  ขันติ  คือ  ความอดทน  มีลักษณะ 3  ประการ
                1.1   อดใจทนได้ต่อกำลังแห่งความโกรธแค้นไม่แสดงอาการ กาย  วาจา  ที่ไม่น่ารักออกมาให้เป็นที่ปรากฏแก่ผู้อื่น
                1.2   อดใจทนได้ต่อความลำบากตรากตรำหรือความเหน็ดเหนื่อย
   2.  โสรัจจะ  ความสงบเสงี่ยม  ทำจิตใจให้แช่มชื่นไม่ขุนหมอง
  ธรรมโลกบาล
           เป็นหลักธรรมที่ช่วยคุ้มครองโลก  หรือมวลมนุษย์ให้อยู่ความร่มเย็นเป็นสุข  มี  2  ประการคือ
           1.  หิริ  ความละอายในตนเอง
           2. โอตัปปะ  ความเกรงกลัวต่อทุกข์  และความเสื่อมแล้วไม่กระทำความชั่ว
   อธิฐานธรรม  4
             เป็นหลักธรรมที่ควรตั้งไว้ในจิตใจเป็นนิตย์   เพื่อเป็นเครื่องนิยมนำจิตใจให้เกิดความรอบรู้ความจริง
  รู้จักเสียสละ  และบังเกิดความสงบ  มี  4  ประการ
          1. ปัญญา      ความรู้ในสิ่งที่ควรรู้  รู้ในวิชา
          2.  สัจจะ         ความจริง คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริงไม่ทำอะไรจับจด
          3. จาคะ          สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแห่งความจริงใจ คือ สละความเกียจคร้าน  หรือความหวาดกลัว
  ต่อความยุ่งยาก  ลำบาก
         4.  อุปสมะ  สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความสงบ  คือ  ยับยั้งใจมิให้ปั่นป่วนต่อความพอใจ
  รักใคร่  และความขัดเคืองเป็นต้น
   คหบดีธรรม 4
          เป็นหลักธรรมของผู้ครองเรือนพึงยึดถือปฏิบัติ  มี 4 ประการ คือ
          1.  ความหมั่น
          2.  ความโอบอ้อมอารี
          3.  ความไม่ตื่นเต้นมัวเมาในสมบัติ
          4.  ความไม่เศร้าโศกเสียใจเมื่อเกิดภัยวิบัติ
   
  ราชสังคหวัตถุ 4
         เป็นหลักธรรมอันเป็นเครื่องช่วยในการวางนโยบายบริหารบ้านเมืองให้ดำเนินไปด้วยดี
  มี 4  ประการ คือ
         1.  ลัสเมธัง         ความเป็นผู้ฉลาดปรีชาในการพิจารณาถึงผลิตผลอันเกิดขึ้นในแผ่นดิน  แล้วพิจารณาผ่อนผันจัดเก็บเอาแต่บางส่วนแห่งสิ่งนั้น
          2.  ปุริสเมธัง     ความเป็นผู้ฉลาดในการดูคนสามารถเลือกแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในความถูกต้องและเหมาะสม
          3.  สัมมาปาลัง   การบริหารงานให้ต้องใจประชาชน
   4.  วาจาเปยยัง  ความเป็นบุคคลมีวาจาไพเราะรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวตามเหตุการณ์ 
  ตามฐานะและตามความเป็นธรรม
   สติสัมปชัญญะ
         เป็นหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์แก่ผู้ประพฤติเป็นอันมาก
          1.สติ  คือ  ความระลึกได้ก่อนทำ  ก่อนบูชา  ก่อนคัด  คนมีสติจะไม่เลินเล่อ  เผลอตน
          2.สัมปชัญญะ  คือ  ความรู้ตัวในเวลากำลังทำ  กำลังพูด  กำลังคิด
   
  อกุศลมูล 3
         อกุศลมูล     คือ  รากเหง้าของความชั่ว  มี 3 ประการคือ
         1.  โลภะ        ความอยากได้
           2.  โทสะ       ความคิดประทุษร้ายเขา
           3.  โมหะ       ความหลงไม่รู้จริง
   นิวรณ์ 5
        นิวรณ์  แปลว่า  ธรรมอันกลั้นจิตใจไม่ให้บรรลุความดี  มี  5  ประการ
           1.   กามฉันท์    พอใจรักใคร่ในอารมณ์  มีพอใจในรูป เป็นต้น
           2.  พยาบาท     ปองร้ายผู้อื่น
           3.  ถีนมิทธะ     ความที่จิตใจหดหู่และเคลิบเคลิ้ม
          4.  อุธัจจะกุกกุจจะ  ความฟุ้งซ่านและรำคาญ
           5.  วิจิกิจฉา     ความลังเลไม่ตกลงใจได้
   ผู้กำจัดหรือบรรเทานิวรณ์ได้  ย่อมได้นิสงส์  5  ประการคือ
       1.  ไม่ข้องติดอยู่ในกายตนหรือผู้อื่นจนเกินไป
       2.  มีจิตประกอบด้วยเมตตา
       3.  มีจิตอาจหาญในการประพฤติความดี
       4.  มีความพินิจและความอดทน
       5.  ตัดสินใจในทางดีได้แน่นอนและถูกต้อง
  เวสารัชชกรณะ 5
           เวสารัชชกรณะ  แปลว่า  ธรรมที่ยังความกล้าหาญให้เกิดขึ้นมี  5  ประการ  คือ
         1.  ศรัทธา   เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
         2.  ศีล          ประพฤติการวาจาเรียบร้อย
         3.  พาหุสัจจะ   ความเป็นผู้ศึกษามาก
         4.  วิริยารัมภะ   ตั้งใจทำความพากเพียร
         5.  ปัญญา         รอบรู้สิ่งที่ควรรู้
   อริยทรัพย์ 7
         1.  ศรัทธา    เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
        2.  ศีล          ประพฤติการวาจาเรียบร้อย
        3.  หิริ           ความละอายต่อบาปทุจริต
        4.   โอตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาปทุจริต
        5.  พาหุสัจจะ ความเป็นคนได้ยินได้ฟังมามาก
        6.  จาคะ การให้ปันสิ่งของแก่คนที่ควรให้
        7.      ปัญญา  ความรอบรู้ทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นไท
  สัปปุริสธรรม 7
          เป็นหลักธรรมอันเป็นของคนดี  (ผู้ประพฤติชอบ)  มี  7  ประการ
        1.  ธัมมัญญุตา    ความเป็นผู้รู้ว่าเป็นเหตุ
        2.  อัตถัญญุตา    ความเป็นผู้รู้จักผล
        3.  อัตตัญญุตา    ความเป็นผู้รู้จักตน
        4.  มัตตัญญุตา    ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
        5.  กาลัญญุตา     ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันเหมาะสม
        6.  ปุริสัญญุตา     ความเป็นผู้รู้จักสังคม
   7.  บุคคลโรปรัชญญุตา  ความเป็นผู้รู้จักคบคน
  คุณธรรมของผู้บริหาร 6
          ผู้บริหาร  นอกจากจะมีคุณวุฒิในทางวิชาการต่าง ๆ แล้วยังจำเป็นต้องมีคุณธรรมอีก 6 ประการ
        1.  ขมา         มีความอดทนเก่ง
        2.  ชาตริยะ     ระวังระไว
        3.  อุฎฐานะ    หมั่นขยัน
        4.  สังวิภาคะ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
        5.  ทยา       เอ็นดู  กรุณา
        6.  อิกขนา  หมั่นเอาใจใส่ตรวจตราหรือติดตาม
   ยุติธรรม 5
         นักบริหารหรือผู้นำมักจะประสบปัญหาหรือร้องเรียนขอความเป็นธรรมอยู่เป็นประจำ
  หลักตัดสินความเพื่อให้เกิดความ “ยุติธรรม”  มี  5  ประการ คือ
        1.  สัจจวา     แนะนำด้วยความจริงใจ
        2.  บัณฑิตะ   ฉลาดและแนะนำความจริงและความเสื่อม
        3.  อสาหะเสนะ   ตัดสินด้วยปัญญาไม่ตัดสินด้วยอารมณ์ผลุนผลัน
        4.   เมธาวี   นึกถึงธรรม  (ยุติธรรม) เป็นใหญ่ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง
        5.  ธัมมัฎฐะ   ไม่ริษยาอาฆาต ไม่ต่อเวร
   ธรรมเครื่องให้ก้าวหน้า 7
           นักบริหารในตำแหน่งต่าง ๆ ย่อมหวังความเจริญก้าวหน้าได้รับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นพระพุทธองค์ทรงตรัสธรรมเครื่องเจริญยศ (ความก้าวหน้า)  ไว้ 7 ประการ คือ
         1.   อุฎฐานะ    หมั่นขยัน
         2.  สติ    มีความเฉลียว
         3.  สุจิกัมมะ     การงานสะอาด
         4.  สัญญตะ     ระวังดี
         5.  นิสัมมการี  ใคร่ครวญพิจารณาแล้วจึงธรรม
         6.  ธัมมชีวี       เลี้ยงชีพโดยธรรม
         7.  อัปปมัตตะ  ไม่ประมาท
  ไตรสิกขา
           เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดความตั้งใจดีและมีมือสะอาด  นักบริหารต้องประกอบตนไว้ใน
  ไตรสิกขาข้อที่ต้องสำเหนียก  3  ประการ คือ
         1.  ศีล
         2.  สมาธิ
         3.  ปัญญา
  ทั้งนี้เพราะ   ศีล       เป็นเครื่องสนับสนุนให้กาย (มือ) สะอาด
                    สมาธิ    เป็นเครื่องสนับสนุนให้ใจสงบ
                    ปัญญา  เป็นเครื่องทำให้ใจสว่าง  รู้ถูก  รู้ผิด
  พระพุทธโอวาท 3
         นักบริหารที่ทำงานได้ผลดี  เนื่องจากได้  ”ตั้งใจดี”  และ  “มือสะอาด”  พระพุทธองค์ได้วางแนวไว้ 3 ประการ ดังนี้
           1.  เว้นจากทุจริต  การประพฤติชั่ว  ทางกาย  วาจา ใจ
           2.  ประกอบสุจริต  ประพฤติชอบ  ทางกาย  วาจา  ใจ
           3.  ทำใจของตนให้บริสุทธิ์สะอาด  ไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลง
   
            การนำหลักธรรมที่ประเสริฐมาปฎิบัติ  ย่อมจักนำความเจริญ  ตลอดจนความสุขกาย
  สบายใจ  ให้บังเกิดแก่ผู้ประพฤติทั้งสิ้น  สมดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ ธัมโม  หเว รักขติ  ธัมมจาริง”  ธรรมะย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม
   
   
   
   
   
   
   
   
   
   

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน  แนวคิด ทฤษฎี การจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา



ความเห็น (0)