วัฏฏะ ๓ (ไตรวัฏฏ์)     

            “วัฏจักรเศรษฐกิจ” (economic cycles) ที่หมุนเวียนเป็นวงจร เมื่อมองสะท้อนในแง่พุทธศาสนา สามารถจัดรูปให้เป็นไปใน “สังสารวัฏฏ์” หรือที่เรียกว่า วัฏฏะ ๓ (ไตรวัฏฏ์ : วน ๓) คือ

                 ๑. กิเลส คือ ตัวสาเหตุผลักดันให้คิดปรุงแต่งกระทำการต่าง ๆ เรียกว่า กิเลสวัฏฏ์

                 ๒. กรรม คือ กระบวนการกระทำหรือกรรมทั้งหลายที่ปรุงแต่งชีวิตให้เป็นไปในลักษณะต่าง ๆ เรียกว่า กรรมวัฏฏ์

                 ๓. วิบาก คือ สภาพชีวิตที่เป็นผลแห่งการปรุงแต่งของกรรม (การกระทำ) และกลับมาเป็นเหตุปัจจัยในการเสริมสร้าง สนับสนุนเกื้อกูล “กิเลส” ต่อไปได้อีก เรียกว่า วิปากวัฏฏ์

          ซึ่งวัฏฏะทั้ง ๓ นี้ ก็จะหมุนเวียนต่อเนื่องเป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนจุนเจือแก่กัน เป็นไปในลักษณะของวงจรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปต่อเนื่องไม่ขาดสาย ดังภาพ         

 

                   

            ภาพ ๒ วัฏฏะ ๓ (ไตรวัฏฏ์)

 

          “วัฏจักรเศรษฐกิจ” (economic cycles) ที่ถูกผลิตขึ้นจากองค์ประกอบที่สำคัญอันได้แก่ ความต้องการ  การสนองตอบ  ราคา (เทียบสัมพัทธ์)  การแลกเปลี่ยน  เงิน  การสะสมความมั่งคั่ง  การเก็งกำไร  และวิกฤติเศรษฐกิจ (ตกงานและการล้มละลาย) นั้น เมื่อพิจารณาความสำคัญของการดำเนินไปในรูปวงเวียนของ “สังสารวัฏฏ์” ที่หมุนวนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตลอดทั้งสายไม่ขาดตอน จะได้ว่า

              ๑. กิเลส    =   ความต้องการ + การสะสมความมั่งคั่ง

              ๒. กรรม    =   การสนองตอบ + การเก็งกำไร

              ๓. วิบาก    =   ราคา + การแลกเปลี่ยน + เงิน  =  วิกฤติเศรษฐกิจ (ตกงานและการล้มละลาย)    

 

           การอธิบายขยายความเพิ่มเติมในประเด็นที่สำคัญ ด้านกระบวนการของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นอีกหนึ่งผลผลิตของกฎธรรมชาติที่เนื่องกับหลัก “สังสารวัฏฏ์ (วัฏฏะ ๓)” นั้น จะพึงทำความเข้าใจให้กระจ่างชัดเจนไล่เรียงไปตลอดทั้งสายได้ดังนี้

              ๑. ความต้องการและการสะสมความมั่งคั่ง เป็นตัวเด่นชัดเจนในฐานะที่เป็นกิเลสตัวสาเหตุที่จะผลักดันให้คิดผลิตเพื่อกระทำการต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาตามสภาวะ (ธรรม) แล้ว ความต้องการและการสะสมความมั่งคั่งที่ถูกผลิตขึ้นมานั้น เกี่ยวเนื่องกับ กฎธรรมชาติ “จิตนิยาม” (Psychological laws) ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกลไกในการทำงานของจิต เป็นไปในลักษณะของอำนาจแห่งความคิดเพื่อต่อยอดไปทำกรรม (การกระทำ) ต่าง ๆ ในเบื้องถัดไป

             ๒. การสนองตอบและการเก็งกำไ ถือได้ว่าเป็นตัวเด่นชัดเจนในฐานะที่เป็นกรรม คือ กระบวนการกระทำหรือกรรมทั้งหมดทั้งปวง ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาทำให้ระบบเศรษฐกิจเป็นไปในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งหากพิจารณาตามสภาวะ (ธรรม) แล้ว การสนองตอบและการเก็งกำไรนั้น เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกฎธรรมชาติ “กรรมนิยาม” (Moral Laws) ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงเป็นไปในลักษณะของการกระทำ (กรรม) อันทำให้เกิดพัฒนาการและวิวัฒนาการทุกด้านทางเศรษฐกิจ เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมเป็นกระบวนการก่อการกระทำและการให้ผลของการกระทำ กินลึกลงไปถึงกระบวนการแห่งเจตน์จำนง หรือความคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมทั้งผลที่สืบเนื่องออกไปอันสอดคล้องประสานกันในทางเศรษฐกิจ

             ๓. ราคา การแลกเปลี่ยน และเงิน เป็นไปในสภาพที่เป็นผลแห่งการกระทำน้อมนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ (ตกงานและการล้มละลาย) ถือว่าเป็นตัวเด่นชัดเจนในฐานะที่เป็นวิบาก (ผล) ซึ่งถ้าหากว่าพิจารณาตามสภาวะ (ธรรม) แล้ว วิกฤติเศรษฐกิจ (ตกงานและการล้มละลาย) นั้น เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับกฎธรรมชาติ “ธรรมนิยาม” (Causal Laws) เป็นกฎธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยและผลแห่งกระแสสายธารของกระบวนการผลิตในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงตลอดทั้งสายไม่ขาดตอน

 

            ความต้องการที่ถูกผลิตจากชุดความคิดที่ขาดสติและปัญญา เมื่อมาบรรจบกับการสนองตอบถือเป็นการครบรอบของการก่อเกิดมีที่สมบูรณ์แห่ง “กิเลส” ที่ครอบงำนำทางมุ่งสู่ประตูของ “การกระทำ (กรรม)” ที่ก้าวล้ำเข้าไปในการเบียดเบียนซึ่งกันและกันรวมถึงสิ่งแวดล้อม น้อมนำให้เกิด “วิบาก (ผล)” ซึ่งจะสะท้อนความเข้มข้นออกมาตามเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตลอดทั้งสาย วิบาก (ผล) จะเลวร้ายเพียงใด ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยแห่งการสั่งสมของการกระทำ (กรรม)

            วงจรหลักทั้ง ๓ (กิเลส กรรม และวิบาก) ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก็จะหมุนเวียนต่อเนื่องเป็นปัจจัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันทำให้วงจรแห่งกระแสสายธารของการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจดำเนินไปตลอดทั้งสายไม่ขาดตอน

 

          วงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจ

          ในทางพระพุทธศาสนา การเข้าถึงและเข้าใจในกระแสสายธารของกระบวนการเกิดทุกข์ ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ยกเอากฎอิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาท ให้เป็นหัวใจหลักของการทำความเข้าใจในกระบวนการดังกล่าวว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดอะไรไล่เรียงไปสุดสายไม่ขาดตอนที่มีความทุกข์ทั้งมวลเป็นเบื้องปลาย ถือเป็นกระบวนการ (ธรรม) ของการสืบสายไล่เรียงเพื่อให้ได้เข้าใจถึงแก่นแท้และรากเหง้าของปัจจัยเหตุแห่งทุกข์

          ทุกสรรพสิ่งบนพื้นพิภพโลกล้วนมีเหตุปัจจัยในการก่อเกิด ขึ้นอยู่กับว่าส่วนผสมของปัจจัยเหตุเหล่านั้นจะมีมากน้อยเพียงใด เฉกเช่นเดียวกันกับการก่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้รับการยกเว้น วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นเริ่มถี่และทวีความรุนแรงมากขึ้น เกี่ยวเนื่องจาก การเชื่อมโยงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนพื้นพิภพโลกมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นทั้งภาคการเงิน การค้า รวมทั้งการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งผูกตลาดของแต่ละประเทศเข้าด้วยกันจนเป็นปมแน่น เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นจึงส่งผลกระทบเชื่อมโยงถึงกันหมดอย่างมิพักสงสัย ยิ่งถ้าหากว่าวิกฤติเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแล้วหละก็ จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อประเทศทั่วโลกเป็นอย่างมากเฉกเช่นวิกฤติซับไพร์มในสหรัฐอเมริกา บทสรุปของวิกฤติเศรษฐกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ในท้ายที่สุดนั้น ล้วนนำพามาซึ่งปัญหาทางสังคมเป็นเงาตามติดมาด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่จะพึงเห็นตามข่าวสารและสื่อต่าง ๆ ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเกี่ยวกับ การตกงานหรือการล้มละลายทางธุรกิจ นำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นหรือการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

           วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมาในอดีตไม่มีข้อตกลงหรือพันธะสัญญาใด ๆ ว่าจะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต สิ่งสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจก็คือ ต้องรู้เท่าทันกระบวนการเกิดของวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าว เพื่อที่จะทำความเข้าใจนำไปสู่การใช้ปัญญาในการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ก้าวเข้าไปสู่ประตูของกับดักแห่งวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวประกอบไปด้วย

 

        กระบวนการที่ ๑   เพราะความต้องการ                เป็นปัจจัย         การสนองตอบจึงมี

        กระบวนการที่ ๒   เพราะการสนองตอบ               เป็นปัจจัย         ราคา (เทียบสัมพัทธ์)จึงมี

        กระบวนการที่ ๓   เพราะราคา (เทียบสัมพัทธ์)       เป็นปัจจัย         การแลกเปลี่ยนจึงมี

        กระบวนการที่ ๔   เพราะการแลกเปลี่ยน              เป็นปัจจัย         เงินจึงมี

        กระบวนการที่ ๕   เพราะเงิน                             เป็นปัจจัย         การสะสมความมั่งคั่งจึงมี

        กระบวนการที่ ๖   เพราะการสะสมความมั่งคั่ง         เป็นปัจจัย          การเก็งกำไรจึงมี

        กระบวนการที่ ๗   เพราะการเก็งกำไร                   เป็นปัจจัย         วิกฤติเศรษฐกิจจึงมี

                   (เพราะ วิกฤติเศรษฐกิจเป็นปัจจัย การล้มละลายและการตกงานก็มีพร้อม)

                  ๗ กระบวนการ เป็น ๑ รอบ ของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์

 

        


           ภาพ ๓ อิทัปปัจจยตาแห่งเศรษฐกิจ : วงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจ

           

       จากภาพ: กระแสสายธารของกระบวนการทำงานที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของเหตุปัจจัยในการนำพามาสู่วิกฤติเศรษฐกิจ (อิทัปปัจจยตาแห่งเศรษฐกิจ) นั้น อธิบายขยายความได้ว่า

 

      ไม่มีเบื้องแรก เบื้องสุดท้าย : นัยของกระบวนการของสภาวะ (ธรรม) ตามหลักอิทัปปัจจยตาแห่งเศรษฐกิจหรือวงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจนั้น จะสังเกตได้ว่า จากการไล่เรียงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันไปตั้งแต่กระบวนการที่ ๑ จนถึงกระบวนการที่ ๗ (ครบ ๑ รอบของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโดยสมบูรณ์) นั้น เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงตัวเด่นที่ชัดเจนในฐานะที่เป็นเหตุปัจจัยในแต่ละช่วงเวลาเท่านั้น แต่กระบวนการของวงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจเป็นปัจจัยเกี่ยวเนื่องอาศัยสืบต่อกัน เป็นไปในลักษณะของรูปวงเวียน ไม่มีต้น ไม่มีปลาย นัยคือ ไม่มีตัวเหตุเริ่มแรกที่สุด (มูลการณ์หรือ The First Cause) การที่หยิบยกเอา “ความต้องการ” ตั้งขึ้นมาเป็นเหตุปัจจัยในเบื้องแรกของกระบวนการสภาวะ (ธรรม) ทางเศรษฐกิจในข้อที่ ๑ นั้น ไม่ได้หมายความว่า ความต้องการนั้นเป็นเหตุปัจจัยในเบื้องแรกหรือมูลการณ์ของสิ่งทั้งหลายในความเป็นไปของวงจรหลักวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เป็นการตั้งหัวข้อเพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจในสภาวะ เป็นไปในลักษณะของการตัดตอนยกเอาองค์ประกอบอันใดอันหนึ่งซึ่งพึงเห็นว่าเหมาะสมที่สุดขึ้นมาตั้งเป็นกระบวนการที่ ๑ และนับต่อเนื่องเชื่อมโยงไปตามลำดับตลอดสาย เพราะแก่นแท้จริงมิได้ให้หลงยึดติดถือมั่นเอา “ความต้องการ” นั้นเป็นมูลการณ์ เกี่ยวเนื่องจาก ในสภาวะของความต้องการนั้นกินลึกลงไปในการประกอบไปด้วย "อวิชชา" ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวเด่นชัดเจนในการครอบงำนำทางสร้างความต้องการให้กระโจนทะยานสืบเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด

 

 ******************************************************************************************************