สถานีความคิด :
ข้อคิดเพื่อชีวิตที่เป็นสุข

ความสุขและความทุกข์เป็นสัจจธรรมที่ปรากฏอยู่โดยธรรมชาติ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และในที่สุดก็จักดับสลายลงไปเฉกเช่นเดียวกับสรรพสิ่งอื่นๆ ที่มีอยู่ ตลอดจนเป็นสิ่งที่จะส่งเสริมทำให้มองเห็นความเด่นชัดและความแตกต่างของกันและกันมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าหากมีแต่ความสุขเพียงอย่างเดียว เราก็มิอาจจะรู้ได้ว่าความทุกข์คืออะไร และในทางตรงกันข้ามถ้าหากไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นเสียแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือความสุข ที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม ความสุขและความสมหวังได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกชีวิตต่างก็ปรารถนาอยากจะให้ตนเองมีและได้ประสบพบเจอมากที่สุด มนุษย์จึงพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขและความสมหวังเหล่านั้น โดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยความเรียบง่ายหรือด้วยความยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม บางคนต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ได้เงินมามากๆ เพราะคิดว่าเงินคือตัวที่จะบันดาลให้ชีวิตมีความสุข ในขณะที่อีกหลายๆ คนต่างก็พยายามแสวงหาชื่อเสียงให้กับตนเองโดยวิธีต่างๆ เพราะคิดว่าเกียรติยศเหล่านั้นคือตัวแปรที่จะนำความสุขมาสู่ชีวิต
ในความเป็นจริงแล้ว การแสวงหาอย่างไร้ขอบเขตเหล่านี้หาใช่หนทางที่จะนำคนไปสู่ความสุขแต่อย่างใดไม่ หากแต่ยิ่งจะทำให้เกิดความเร่าร้อน และมีความทุกข์กังวลมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ทั้งนี้เพราะว่าความสุขหรือความทุกข์นั้น แท้ที่จริงแล้วมิได้อยู่ที่วัตถุสิ่งของหรือเกียรติยศชื่อเสียงอันเป็นรูปธรรมภายนอกแต่อย่างใด หากแต่ความสุขนั้นอยู่ที่ใจและขึ้นอยู่กับมุมมองที่มีต่อชีวิตต่างหาก
ในชีวิตประจำวันของคนเราจะมีความสุข เบิกบาน สงบ เย็น และสดใสอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าแต่ละคนหยุดวิ่งตามเงาของตัวเองและหันมาพิจารณาดูใจของตัวเองเสียบ้าง ในขณะเดียวกันก็ลงมือปฏิบัติตามแนวทาง ที่ง่ายๆ 3 ประการ คือ
๑. มองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา
๒. รู้จักคำว่า พอดี-พอใจ และพอเพียง
๓. ยอมแพ้เสียบ้าง
การมองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา
กล่าวกันว่าความคิดคือบ่อเกิดของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการกระทำใดๆ ก็ตาม ถ้าหากว่าคิดดีแล้ว การพูดจะออกมาดีและการกระทำก็จะออกมาดีด้วย แต่ถ้าหากว่าคิดผิดเสียแล้ว การพูดผิดและการกระทำผิดก็ย่อมจะเกิดขึ้นตามมาเช่นเดียวกัน ความคิดจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ในฐานะที่จะเป็นตัวกำหนดให้สรรพสิ่งดำเนินไป ซึ่งความคิดของคนเรานั้นมีพลานุภาพมากมาย สามารถที่จะทำให้คนมีความสุขและเจริญก้าวหน้าก็ได้ และจะทำให้คนเดือดร้อนเศร้าหมองหรือเสื่อมทรามก็ได้เช่นเดียวกัน
ความสุขและความทุกข์จึงไม่ใช่อยู่ที่อื่นใด หากแต่อยู่ที่ตัวเราและใจของเราเอง ขึ้นอยู่ที่มุมมองของเราว่าเราอยากจะให้ชีวิตของเราดำเนินไปทางใดและอย่างไร ซึ่งหนทางเหล่านี้เราสามารถที่จะเลือกเดินได้ด้วยตนเอง โดยที่ใครก็ไม่อาจจะมากำหนดหรือชี้นำเราได้ เพราะชีวิตนี้เป็นของเรา และหัวใจนี้ก็เป็นของเรา ที่คนอื่นไม่อาจจะมาเกี่ยวข้องได้ในทุกขั้นตอนของชีวิต
เมื่อชีวิตนี้เป็นของเรา หัวใจนี้ก็เป็นของเราแล้ว เราก็ควรที่จะเลือกทางเดินที่ดีงามให้กับตนเอง นั่นคือเลือกทางที่จะนำไปสู่ความสงบสุข โดยการฝึกตนเองให้รู้จักการมองโลก มองคน มองคน มองสิ่งแวดล้อม มองชีวิต และมองสรรพสิ่งในแง่ดี อยู่ตลอดเวลา เพราะการมองโลกในแง่ดี จะทำให้ชีวิตมีความสุข สงบ เย็น และเบิกบานสดใสอยู่เสมอ ไม่ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นจะโหดร้ายสักเพียงใดก็ตาม เราควรมองชีวิตและสรรพสิ่งด้วยความรักความเมตตาและด้วยความปรารถนาดีอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าการมองโลกในแง่ร้ายนั้นจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย มีแต่จะทำให้ชีวิตมีความทุกข์ระทมและเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา
การมองทุกอย่างโดยความเป็นของง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรามีความรู้สึกที่ดีขึ้น ทำให้สบายอกสบายใจและไร้ความทุกข์กังวลใดๆ แต่ที่คนเรามีความรู้สึกลำบากใจ บางครั้งอาจจะเป็นเพราะว่าเรามองสิ่งต่างๆ โดยความเป็นของซับซ้อนมากเกินไปก็ได้ เมื่อมองเช่นนี้ความลำบากใจก็เลยมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ
จงรู้จักพอดี-พอใจ และพอเพียง
ในทัศนะทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงสาเหตุแห่งการเกิดทุกข์(ทุกขสมุทัย)อยู่ 3 ประการ คือ ความอยากได้อยากมี(กามตัณหา) ความอยากมีอยากเป็นให้นานๆ(ภวตัณหา) และความไม่อยากจะมีหรือเป็นอะไรเลย(วิภวตัณหา) โดยความอยากทั้ง 3 ประการนี้คือตัวการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ความเศร้าหมองในชีวิตอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าเราหยุดหรือฆ่ามันได้เสียแล้ว ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขเบิกบานอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
ในชีวิตประจำวันของปุถุชนทั่วๆ ไป ที่คนเราต่างก็มีความทุกข์มีความเศร้าหมอง เดือดร้อนและเร่าร้อนกันอยู่อย่างมิเว้นวายนั้น ก็เพราะแต่ละคนมัวตกอยู่ในกระแสของกิเลสและความอยาก ลุ่มหลงในคุณเทียมของวัตถุนิยม ยกย่องเงินทองและความร่ำรวยมากกว่าคุณงามความดี มัวเมาในเกียรติยศชื่อเสียงอันจอมปลอมที่ได้รับ ฯลฯ
เราสามารถที่จะสร้างสรรค์ความสุขให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราได้ ถ้าหากว่าเราหยุดวิ่งตามกิเลสหรือความอยากที่มีอยู่ในใจของเราอยู่ตลอดเวลา โดยให้รู้จักมีความพอดีและพอใจในสิ่งที่ตนเองได้มาและมีอยู่ อย่าฟุ้งเฟ้อเกินเหตุ อย่าลุ่มหลงในคุณค่าเทียมของกระแสโลกนิยมและทุนนิยม อย่ามักใหญ่ใฝ่สูงในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่าอยู่ในโลกแห่งความฝัน แต่จงก้าวออกมาเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริง จงรู้จักความพอดีในชีวิต พอใจในสิ่งที่ตนมี และพอเพียงในสิ่งที่ตนได้มา แล้วชีวิตก็จะมีความรู้สึกเบิกบานกว่าที่เป็นอยู่
ยอมแพ้เสียบ้าง
สังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าจะมีคนที่เห็นแก่ตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่กระตุ้นให้คนในยุคนี้ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ระบบการศึกษาที่ไร้ประสิทธิภาพ ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแข่งขัน และระบบการเมืองที่มุ่งแต่จะเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว เป็นต้น
ยุคโลกาภิวัฒน์ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นยุคสมัยที่วิทยาการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารมีความเจริญอย่างสุดขีด และเป็นยุคสมัยแห่งการแข่งขันเพื่อแสวงหาความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งคนที่จะดำรงตนอยู่ในสังคมยุคนี้ได้จะต้องเป็นคนที่เข้มแข็งและได้รับชัยชนะเท่านั้น ในขณะที่คนที่อ่อนแอและพ่ายแพ้ก็ย่อมจะต้องผิดหวังและโศกตรมไปตามระเบียบ เพราะสังคมยุคนี้ยกย่องเฉพาะคนที่ได้รับชัยชนะเท่านั้น แต่ไม่ยอมรับหรือยกย่องคนที่เป็นรองหรือพ่ายแพ้อย่างใด
ในความเป็นจริงแล้ว คุณค่าของคนนั้นหาได้วัดกันแค่ที่การได้รับชัยชนะหรือพ่ายแพ้แต่อย่างใด เพราะคนที่ได้รับชัยชนะมิได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนดีหรือเป็นคนที่มีความเจริญ หากแต่บางทีอาจจะเป็นปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาทำลายสังคมมนุษย์ก็ได้ ในขณะที่คนที่ประสบความพ่ายแพ้นั้น ก็มิได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนเลวหรือเป็นคนที่ไร้ความสามารถแต่อย่างใด หากแต่เขายังมีความสามารถและมีศักยภาพอีกมากมายที่แอบซ่อนอยู่ภายใน ที่พร้อมจะนำมาสร้างสรรค์สังคมให้มีความเจริญและดีงามได้ ถ้าเพียงแต่ว่าสังคมจะให้โอกาสเขาได้แสดงความสามารถเหล่านั้นออกมาอย่างเต็มที่
คงจะไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า ระบบการแข่งขันเป็นระบบที่นำมาซึ่งความพินาศ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกันทางเศรษฐกิจหรือการแข่งขันกันแสวงหาอำนาจความยิ่งใหญ่ในทางการเมืองก็ตาม เหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความทุกข์ยากและความแตกสามัคคี ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยหลายครั้งหลายคราในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุมาจากการแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน เพราะต่างคนต่างก็ไม่ยอม ต่างคนต่างก็อยากจะมีอำนาจ ต่างคนต่างก็อยากจะได้เปรียบ ต่างคนต่างก็ไม่ยอมกัน ผลสุดท้ายความเดือดร้อนก็เลยเกิดขึ้นกับประเทศชาติมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
กล่าวเฉพาะปัญหาใกล้ตัว เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหาการหย่าร้าง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนนับวันจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วปัญหาจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าหากว่าเรารู้จักยอมแพ้เสียบ้าง ไม่มุ่งที่จะเอาชนะกันอย่างเดียว ให้อภัยกันและกันอยู่เสมอ รู้จักยอมรับความแตกต่างของกันและกันบ้าง ให้โอกาสแก่กันและกัน และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความเมตตามากยิ่งขึ้น
ชีวิตจะมีความสุขและมีสันติภาพมากกว่านี้นัก ถ้าหากว่าคนเราแต่ละคนเรียนรู้ที่จะยอมแพ้และรู้จักแกล้งโง่เสียบ้าง
กล่าวโดยสรุป ทั้งการมองโลกในแง่ดี การรู้จักพอดี-พอใจ-พอเพียง และการรู้จักยอมแพ้เสียบ้าง ล้วนเป็นหนทางที่จะนำเราไปสู่สันติ เป็นทางที่จะนำชีวิตไปสู่ความเบาสบาย ความร่มเย็น และความสงบสุขในชีวิตปัจจุบัน
หากเราได้ลงมือปฏิบัติและดำเนินตามแนวทางดังกล่าวอย่างจริงจังแล้ว เราจะพบว่าความสุขที่แท้จริงนั้น มิได้อยู่ในที่อันไกลแสนไกล มิได้อยู่ที่วัดวาอาราม หรือสิ่งอื่นใดเลย หากแต่อยู่ที่ใจของเราเอง และอยู่ในชีวิตปัจจุบันนี้เอง
เพลง "In The Arms Of The Angel"
ศิลปิน "Sarah Mclachlan"
Golden Gate Bridge, San Francisco,California,USA.







การยอมรับความพ่ายแพ้ ทำให้มีโจทย์เพื่อพัฒนาตนเองต่อไป
สวัสดีครับ คุณหมอ ป.
* จากซาน ฟรานซิสโก มากว่า 10 ปีแล้ว
แต่ยังคิดถึงบรรยากาศของที่นั่นได้อยู่นะครับ
ก็เลยนำเอาภาพสะพานโกลเด้นเกทมาลงเอาไว้ในบันทึกนี้
จะได้ไม่ลืมบรรยากาศเก่าๆ เมื่อคราวที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น
เพราะผมคงไม่มีโอกาสได้ไปที่นั่นอีกแล้วล่ะ
** อายุมากขึ้น ก็ชอบย้อนอดีตหรือความหลังแบบนี้แหละนะครับ 555
๑. มองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา.. ยากนะคะ
๒. รู้จักคำว่า พอดี-พอใจ และพอเพียง.. อันนี้พอทำได้ค่ะ
๓. ยอมแพ้เสียบ้าง.. ระยะหลังๆนี่ เพิ่งจะคิดได้ค่ะ
สวัสดีครับ คุณ kunrapee
ทั้ง 3 อย่าง แรกๆ อาจจะยากหน่อยนะครับ
แต่พอนานๆ ไป เมื่อเข้าใจดีแล้ว ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นเองครับ