โครงการ “ต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาโดยใช้ Google Map”
(A Prototype of Disaster Data Management Information System in the Utapao Basin using Google Map)
เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,400 ตารางกิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่ในเขตอำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอนาหม่อม อำเภอสะเดา อำเภอบางกล่ำ และบางส่วนอยู่มใเขตอำเภอเมืองและอำเภอควนเนียง สภาพภูมิประเทศของลุ่มน้ำจะมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ พื้นที่ลาดเทจาก ทิศใต้ในเขตอำเภอสะเดาลงสู่ทิศเหนือบริเวณทะเลสาบสงขลา โดยมีค่าระดับผิวดินอยู่ระหว่าง + 350 ถึง ± 0 ม.รทก. ส่วนด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของลุ่มน้ำสภาพพื้นที่ยกสูงเนื่องจากเป็นแนวสันเขามีค่าระดับผิวดิน +100 ถึง +600 ม.รทก. และลาดเทสู่บริเวณพื้นที่ตอนกลางซึ่งเป็นที่ราบบริเวณแนวคลองอู่ตะเภา (สุรชัย, 2553) ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาโดยเฉลี่ยจะมีฝนตกตลอดทั้งปี โดยฝนเริ่มตกตั้งแต่เดือนเมษายน และจะตกหนักถึงหนักมากในเดือนตุลาคม ถึงธันวาคม ทั้งนี้พบว่าในเดือนพฤศจิกายนจะมีฝนตกเฉลี่ยรายเดือนมากที่สุด 300-450 มิลลิเมตร สำหรับปีที่เกิดอุทกภัยจะมีค่าปริมาณฝนตกเฉลี่ยรายเดือนมากกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนในคาบ 30 ปี คือ ประมาณ 700 มิลลิเมตร ในปี 2531 ประมาณ 900-1,100 มิลลิเมตร ในปี 2543 ส่วนในปี 2553 พบว่าปริมาณฝนสะสม 3 วันเฉลี่ยในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีค่า 424 มิลลิเมตร และปริมาณฝน 24 ชั่วโมงเฉลี่ยในลุ่มน้ำสูงสุดเกิดในวันที่ 31 ตุลาคม 2553 มีค่าเท่ากับ 226 มิลิเมตร (สุภัทท์, 2554) ทำให้ในปี 2531 ระดับน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ระดับน้ำสูงเกือบ 2 เมตร ส่วนปี 2543 ระดับน้ำสูง 3 เมตร และในปี 2553 ความลึกน้ำท่วมเฉลี่ย 1.50 เมตร ความลึกน้ำท่วมสูงสุด 3.30 เมตร และมีปริมาณน้ำท่วมขัง 375 ล้านลูกบาศก์เมตร (สุภัทท์, 2554)
เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำจะท่วมขังในที่ราบบริเวณแนวคลองอู่ตะเภา รวมถึงตัวเมืองหาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ ลุ่มน้ำ ซึ่งมีคลองอู่ตะเภาไหลผ่านตัวเมืองลงสู่ทะเลสาบสงขลาด้วย อุทกภัยแต่ละครั้งจะส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความสูญเสียต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการดำเนินธุรกิจในเขตเมืองหาดใหญ่ด้วย อุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่าง วันที่ 21-26 พฤศจิกายน 2543 ก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่หาดใหญ่และใกล้เคียง ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นระยะเวลา 3 วันโดยมีปริมาณความสูงของน้ำท่วมกว่า 2.5 เมตรในพื้นที่ลุ่มน้ำรอบนอก และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในปี 2553 เฉพาะเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ 23 คน (วินัย, 2545) ประมาณค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท (วิวัฒน์ และคณะ, 2545) เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้นไปทุกครั้งจะมีการระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาชนและส่วนราชการเพื่อหามาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต หนึ่งในมาตรการที่สำคัญต่อการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยของเมืองหาดใหญ่คือการจัดการระบบฐานข้อมูลทางภูมิศาสตร์เกี่ยวกับลักษณะพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมเพื่อที่จะสามารถเข้าไปดูแลและให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที (อาคม และคณะ, 2545) ในสถานการณ์น้ำท่วม หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะจัดตั้งหน่วยประสานงานน้ำท่วมที่มีหน้าที่หลัก คือ การประสานงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย การให้จัดที่พักชั่วคราวให้กับผู้ประสบภัย การประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่าง ๆ และการจัดส่งอาหารและของใช้ที่จำเป็นให้กับผู้ประสบภัย ผู้วิจัยเล็งเห็นว่า ควรเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยประสานงานน้ำท่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อย่างแพร่หลาย และมีฟังก์ชันการทำงานพื้นฐาน เช่น การติดต่อผ่านทางเสียง การรับส่งข้อความสั้น การรับส่งข้อความมัลติมีเดีย การถ่ายภาพ การระบุตำแหน่งของเครื่องผ่านดาวเทียม (GPS) การเชื่อมต่อกับโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งผู้วิจัยจะนำความสามารถต่าง ๆ ของโทรศัพท์เคลื่อนที่มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดการติดต่อระหว่างผู้ประสบภัยกับหน่วยประสานงานมีความหลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันสำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ มีการสื่อสารกับประชาชนผ่านบริการสายด่วน 1599 เพื่อให้บริการข้อมูลต่างๆ แก่ประชาชนในพื้นที่ มีผู้แจ้งความประสงค์รับข้อความสั้น( SMS) ทางโทรศัพท์มือถือจำนวนทั้งสิ้น 8,290 เลขหมาย (สายด่วน 1559 สำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ มิถุนายน 2555) จากจำนวนประชากรที่มีรายชื่อเป็นผู้อยู่อาศัยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่จำนวน 158,218 คน จำนวนครัวเรือน 58,434 ครัวเรือน ( งานทะเบียนราษฎร์ สำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ มิถุนายน 2555) ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่จะทำการวิจัย และสามารถขยายผลให้มีการนำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาประยุกต์ใช้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถให้ข้อมูลป้อนกลับมายังสำนักงานเทศบาลฯ โดยจะแสดงผลเป็นที่ตั้งครัวเรือน/พิกัดที่แจ้งเหตุบนแผนที่ Google Maps เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และให้ความช่วยเหลือต่างๆ ต่อไป โดยงานวิจัยชิ้นนี้คณะผู้วิจัยเลือกพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยของเมืองหาดใหญ่ จำนวน 2 ชุมชนมาเป็นชุมชนนำร่องในการจัดทำต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาโดยใช้ Google Map และขยายผลเป็นอย่างน้อย 4 ชุมชนก่อนสิ้นสุดโครงการ
วัตถุประสงค์ของโครงการ
1. เพื่อศึกษาการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในชุมชนต้นแบบ
2. เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในชุมชนต้นแบบ
3. เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในชุมชนต้นแบบ
4. เพื่อสร้างเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในชุมชนต้นแบบ
ผลที่คาดว่าจะได้รับเมื่อสิ้นสุดโครงการ
1. ฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลพื้นฐานในชุมชน เพื่อนำไปสู่การวางแผนการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในอนาคตได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
2. ได้ต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลพิบัติภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาโดยใช้ Google Map เพื่อนำไปใช้เมื่อเกิดพิบัติภัย
การนำผลงานไปใช้ประโยชน์
1. เผยแพร่ผลงานวิจัยผ่านชุมชนนำร่องและพัฒนาชุมชนนำร่องเป็นชุมชนต้นแบบ/ชุมชนพี่เลี้ยงที่สนใจ โดยการจัดการประชุม/ฝึกอบรม เพื่อชี้แจงการใช้งานต้นแบบระบบสารสนเทศฯ
2. เผยแพร่ข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ในฐานข้อมูล ด้วยการให้ข้อมูลเหล่านั้นไปในชุมชน พร้อมกับการให้คำแนะนำวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมแก่ชุมชนในอนาคต
