ประเพณีต๋านข้าวใหม่
วันเดือน 4 เหนือ ขึ้น 15 ค่ำ หรือเรียกว่าเดือน 4 เป็งเป็นประเพณีทานข้าวใหม่ และตานข้าวจี่ ข้าวหลาม ชาวลานนาไทยได้ถือเป็นประเพณีทาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ตอนที่จะมีข้าวใหม่มาทนนั้น จะขอเล่าความเป็นมาถึงการมีข้าวใหม่มาทานเสียก่อน คือ เราจะต้องทำไร่ทำนาข้าวก่อนจึงจะมีข้าวใหม่ทานได้ การทำนาได้ทำสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ลือพ่ออุ้ยพ่อหม่อน ปู่ลุง อาวอา สืบสานกันมาถึงลูกถึกหลาน เหลน ล้วนแต่มีการทำไร่ทำนากันทุกบ้านเรือน จะมีมากมีน้อยก็ตามฐานะของตน ผู้ไม่มีนาก็ได้เป็นเช่านาเขาทำบ้าง ไปรับจ้างเขาทำก็มีมาก เพื่อได้มาให้เพียงพอแก่ครอบครัว ถือเป็นอาชีพของคนลานนา ส่วนอาชีพอื่นเป็นอาชีพเสริมการทำนาสมัยก่อนต้องใช้แรงวัวแรงควาย ชักลากเฝือไถต้องเตรียมเครืองใช้ มีไถเฝือ แอกควาย แอกน้อย เชือกต่อสำหรับผูกแอก ผูกไถ เมื่อเดือน 8-9-10 มาเถิง ฝนเริ่มตกลงมา ชาวนาก็จะตกกล้า หรือหว่านกล้า เริ่มเอาน้ำเข้าตกกล้าก่อน แล้วนะเอาข้าวเชื้อ (พันธุ์ข้าว) ประมาณกี่ต๋าง (กี่เปี่ยด) แล้วแต่นามีมากน้อยเท่าไรแล้วนำข้าวลงแช่น้ำ 3 คืน แล้วเอาออกอุก (อม) เจ้าของจะไถนาทำแปลงหว่านกล้าเมื่อแช่ 3 คืน แล้วเอาออกใส่ถุงใส่ทอทับด้วยใบตอง แล้วอบไว้ 2 คืน เรียกข้าวน้ำ 3 บก 2 ก็จะแตกงอกจึงนำไปหว่านในแปลงนาที่จัดไว้ หว่านกล้าแล้ว เจ้าของนาก็จะไถนารอกล้า ถ้าน้ำอำนวยให้ จะหมักไว้จนขี้ไถยุบตัวลงหญ้าต่าง ๆ จะเน่ากลายเป็นปุ๋ยไปในตัว แล้วก็เริ่มเผือกกลับไปกลับมาให้เรียบ ก็ลงมือปลูกข้าวต่อจากนั้นก็ค่อยดูแลหญ้าและศัตรูพืชในขณะปลูกข้าวจะเอามือเอาวันกัน ช่วยเหลือกันและกันไม่ต้องจ้าง มีแต่หาข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงกันสามารถปลูกได้อย่างรวดเร็ว ไม่นิยมจ้างกันเช่นทุกวันนี้ เมื่อย่างเข้าเดือนกันยายน-ตุลาคม ข้าวจะตั้งก่องอกงามเรียกว่า สร้างต้นสร้างก๋อ พฤศจิกายน ข้าวก็ตั้งท้องออกรวง ธันวาคม ข้าวก็จะเหลืองอร่ามเต็มทุ่งนา ปลายเดือนก็เริ่มเก็บเกี่ยว แล้วมัดบ้างเป็นฟ่อนบ้าง แล้วรวมกันนวดฟากกับรางเรียกว่า (ฮางตี๋ข้าว) กว้างขนาด1 เมตรยาวประมาณ4 เมตรช่วยกันตีสนุกสนาน ส่วนมากมักตีกันตอนเย็นและเข้าคืน เพราะอากาศมันเย็นทำงานได้มาก แสงสว่างก็อยู่ใต้แสงเดือน และใช้เฟื่องจุดไฟแจ้งสว่างพอดีข้าวได้เสร็จแล้วก็ขนข้าวไปเก็บในยุ้งฉ่าง (หล่องข้าวหรือถุข้าว)
เมื่อเก็บเรียบร้อยแล้วก็ทำขวัญข้าว มื้อจันวันดีไล่ตามปักตืน วันผีกินวันคนกินทั้งข้างขึ้น และข้างแรม เมื่อได้วันดีแล้วก็เริ่มกินข้าวใหม่ ส่วนหนึ่งนำไปทำบุญแด่พระสงฆ์ สามเณร อุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดาและพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วนั้นเมื่อถึงเดือน 4 เป็ง ประเพณีตานข้าวใหม่ ทำบุญตักบาตร(ข้าวล้นบาตร) ประชาชนก็นำข้าวเปลือกข้าวสารใหม่ ข้าวหลาม ข้าวจี่ ข้าวต้ม ขนมจ๊อก อาหาร น้ำตาล น้ำอ้อยไปใส่บาตรและยังมีพิธีบูชากองหลัวถวายเป็นพุทธบูชาอีก คือ พระภิกษุสามเณรและประชาชนชาวพุทธ ไปตัดเอาไม้จี่ ยาวบ้าง สั้นบ้างมาก่อเป็นกองหลัวทำเป็นเจดีย์แล้วจุดบูชาตอนเช้า เป็นการบูชาพระรัตนตรัย โดยความหมายเพื่อเผากิเลส ตัณหาให้หมดไป สมัยนี้มีให้เห็นน้อยเต็มทีเพราะไม้จี๋หายาก ถูกตัดฟันไปหมด ป่าไม้วอดวายไปหมดจนหาดูได้ยากแล้วเพราะมนุษย์คนเรานั้นหละ
สามเณร วีระชีย แซ่ว้าง
ประเพณีเข้ารุกมูล หรือ โสสานกรรม
ในล้านนาไทยมีประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งพระสงฆ์และศัทราประชาชนได้ร่วมกันจัดทำในระหว่างเดือน 3-4-5 เหนือ คือช่วงเดือนทางสุริยคติ ธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์ นิยมให้พระสงฆ์ตามวัดต่าง ๆ ออกไปเข้าโสสาน หรือเข้ารุกขมูล หรือเข้าโสสานกรรมในป่าช้า กิจกรรมเหล่านี้ทำขึ้นจนเป็น ประเพณ ีสืบต่อกัน มาจน ถึง ปัจจุบัน โสสาน คือ สุสาน หรือ ป่าช้า ที่ฝัง หรือเผาศพของชาว
ล้านนาไทยมีอยู่ 2 ประเภท คือ ป่าช้าสำหรับใช้เผา และ ป่าช้าสำหรับใช้ฝัง ป่าช้าสำหรับเผา จะทำเชิงตะกอนก่อด้วยอิฐถือปูนไว้ เพื่อนำศพขึ้นเผา บางแห่งทำเป็นเมรุอย่างดี สิ้นค้าใช้จ่ายแต่ละแห่งหลายแสนบาททีเดียว ป่าช้าสำหรับ ฝังนั้น แต่ โบราณมาคน ใน ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลาตายนิยมนำศพไปฝังที่ป่าช้าเป็นส่วนมากบางกรณีก็มีการนำเอาข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวไปฝังด้วยเช่นศพของชาวกะเหรี่ยงชาวลัวะ เป็นต้นเรามักจะขุดพบเสมอที่มีโครงกระดูกและอุปกรณ์เครื่องใช้ของ คนตายต่อมาเราได้รับเอาพุทธศาสนาประเพณีวัฒนธรรมจากอินเดียและลังกาเข้ามาประพฤติปฎิบัติกัน ในอินเดียและลังกา นิยมเผาบนเชิงตะกอน เราได้นับถือคตินั้น จึงละจากกาฝังดินมาทำพิธีเผากัน เป็นส่วนมากแต่ คนไทยบางแห่งยังแบ่งเกณฑ์อายุของคนตายไว้ว่าอายุต่ำกว่า20 ลงมาจนถึงเด็ก เมื่อตายลงญาติจะนำไปฝังไว้ใน ป่าช้า ด้านหนึ่งซึ่งชาวบ้านจะแบ่งเขตไว้เป็นป่าช้าฝัง อีกส่วนหนึ่งเป็นป่าช้าเผาคือบริเวณที้เป็นเชิงตะกอนเผาศพคำว่าโสสานหรือสุสานเป็นคำในภาษาบาลีชาวบ้านส่วนมากมักจะเรียก ป่าช้าบ้าง ป้าเฮี่ยว บ้าง สุสานบ้าง แล้ว แต่ความนิยม พระสงฆ์ที่เข้าไป
อยู่ในป่าช้าหรือว่าเข้าสุสาน หรือโสสานนี้ ต้องเข้าไปพักอยู่ ที่โคนไม้ใหญ่ในป่าช้าแต่ละต้นห่างกันพอประมาณ จึงเรียกว่า "ไปอยู่รุกขมูล" หรือ "เข้ารุกขมูล" การเข้าโสสารหรือรุกขมูลนีพระสงฆ์ต้องถือปฏิบัติในธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อยู่กรรม"คือปฎิบัติจริงจังไม่ยอมเดือนทางไปไหน ชาวบ้านพูกกันว่า "ธุเจ้าเข้ากรรม"
สามเณรวศิน สุทา
ประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์
|
ประวัติไม้ค้ำสะหลี(ไม้ค้ำสรีมหาโพธิ์) คำว่า”สะหลี” เป็นภาษาพื้นเมืองมาจากคำว่า”ศรี” ประวัติควาเป็นมาขอไม้ค้ำสะหลี หรือ ไม้ค้ำโพธิ์ มีเรืองเล่าว่าสมัยเมื่อ ครูบาปุ๊ด หรือ ครูบาพุทธิมาวังโส เจ้าอาวาสองค์ที่ 14 วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร นั้น ยามเดือนแปดเหนือ (เดือนพฤษภาคม) พ.ศ.๒๓๑๔ ได้เกิดลมพายุใหญ่พัดเอากิ่งไม้สะหลี (ต้นโพธิ์) ภายในวัดหักลงมา รุ่งเช้าครูบาจึงให้พระภิกษุ สามเณร และ เด็กวัดช่วยกันเก็บกวาดกิ่งไม้หักไปไว้นอกวัด ยามนั้นครูบาพุทธิมาวังโส หรือ ครูบาปุ๊ด เจ้าอาวาสให้นึกตกใจกลัวยิ่งนักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่สมัย เจ้าอาวาสองค์ก่อนๆมี่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเลย ครูบาปุ๊ดคิดอย่างนั้นทำให้เครียดหนักขึ้นตกตอนกลางคืน ครูบาปุ๊ดเข้าจำวัด และ ก็เกิดนิมิตขึ้นว่า มีเทวดามาบอกว่าที่เกิดเหตุอาเพศลมพัดกิ่งไม้สะหลีหัก นั้น เป็น เพราะ ครูบาปุ๊ด ไม่ได้ตั้งใจปฎิบัติธรรมโดยเคร่งครัด จวบจนล่วงเวลาได้ ๒ เดือนก็ได้บรรลุธรรม อภิญญาณ สารถย่นย่อแผ่นดินได้ โดยีเร่องเล่าว่า ครูบาปุ๊ดไปบิณฑบาตรที่อำเภอแม่แจ่ม แล้วกลับมา ฉันข้าวทีวัด พระธาตุศรีจอมทองวรวิหารในเช้าววันนั้นเอง (โดยมีพยานหลักฐานเป็นเรืองเล่า มีพ่อค้าวัวต่าง ชาวแม่แจ่ม ประเพณีแห่ไม้ค้ำสะหลี หรือประเพณีปี๋ใหม่เมือ หรือประเพณีวันสงกรานต์ ถือเป็นวันทำบุญ ครั้งใหญ่ของชาวล้านนาการทำบุญที่วัด และให้บรรดาญาติผู้ใหญ่ตลอดจนถึงบรรพชนที่ลุล่วงลับดับขันธ์ไปนอกจากนี้ ครูบาปุ๊ดยังได้อบรมสั่งสอนให้ชาวบ้าน ถึง กุศโลบายการจัดประเพณีนี้โดยได้อานิสงค์หลายอย่างเช่น
สำหรับผู้ที่เล่าสืบต่อมา คือ ครูบามหาวัน เจ้าอาวาสองค์ที่ ๑๕ ซึ่งขณะนั้นเป็นสามเณรน้อยอายุ
ตำนานไม้ค้ำสะหลีก็จบแค่นี้ก่อนแล อาจารย์ เพชร แสนใจบาล |
สามเณรทศพล อาญาคำ