ถึง"มหาชัย" ใครใครก็รู้ชื่อ คำร่ำลือศาลหลักเมืองเรื่องความขลัง อีกเจ้า"พ่อพันท้าย" ที่เด่นดัง กฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์ชีวิตใคร "แม้กูตายโลกรู้กูซื่อสัตย์ กูเคยขัดเคยผ่อนอาวรณ์ไหม ถึงกูผิดกูยินยอมพร้อมกายใจ เพื่อคงไว้ซึ่งความขลังบัลลังก์ทอง หากอุทธรณ์ผ่อนผันนั้นย่อมได้ กูจะฝากชื่อให้ไทยทั้งผอง เป็นแบบอย่างให้รู้รักษ์หลักครรลอง เพื่อสนองความดีผู้มีคุณ"

พูดถึงเรื่องนิราศ นิราศเป็นการพรรณนาเรื่องราว การพลัดพรากจากนางผู้เป็นที่รัก ไปในต่างถิ่นต่างแดน สมัยก่อนก็ไปรบทัพจับศึก ไปราชการ ไปเยี่ยมบิดามารดาผู้อยู่ต่างถิ่น ผ่านพบเหตุการณ์สถานที่อะไร ก็บันทึกไว้ น้อมเข้ามาสู่เรื่องของตนเอง  เป็นการบันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้นๆ มีทั้งที่เป็นกลอน โคลงสี่สุภาพ โคลงสี่ดั้น กาพย์หรือกาพย์ผสมโคลง ตลอดจนคำฉันท์  ถ้าเป็นโคลง บางทีก็มีร่ายนำ เบื้องต้นก็พรรณนาความเจริญของบ้านเมือง เชิดชูเกียรติคุณของพระมหากษัตริย์ มีทั้งนมัสการพระรัตนตรัย ซึ่งธรรมเนียมนี้ก็เป็นจารีตในวรรณคดีไทย บางทีก็ไม่มี แล้วแต่กวีแต่ละท่าน  มีหลายอย่างในอดีตที่คนรุ่นหลังได้รับทราบจากการศึกษานิราศต่างๆ  จะว่านิราศเป็นเรื่องของความรักเสียเลยทีเดียวก็ไม่ใช่ บางทีก็ต้องดึงเรื่องความรักมาผสมผสานเพื่อทำให้เรื่องเดิน มีรสชาติ ชวนติดตาม

นิราศที่แต่งโดยไช้กลอนสุภาพ   ที่เราๆ ท่านๆ ได้ยินชื่อคุ้นหูกันอยู่ก็มีนิราศของ สุนทรภู่ นิราศพระมเหลเถไถ ของ ร.๖ นิราศของนายมี นิราศพระปฐมเจดีย์ของหลวงจักรปราณี (เริก) นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย   ที่แต่งเป็นโคลงที่มีมาแต่เดิมสมัยอยุธยาก็มี โคลงทวาทศมาศ  สมัยรัตนโกสินทร์ก็คือนิราศพระยาตรัง นิราศตามเสด็จลำน้ำน้อย ที่เป็นกาพย์ผสมโคลงก็มีนิราศธารโศก ของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ที่มีร่ายนำก่อนก็นิราศนรินทร์ ของนายนรินทร์ธิเบศร์  ที่เป็นโคลงสี่ล้วนก็นิราศสุพรรณ ของท่นสุนทรภู่ ที่เป็นคำฉันท์ ซึ่งกล่าวกันว่ามีมาแต่ครั้งกรุงศรีฯ ตอนต้น ก็คือนิราศษีดา หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ราชาพิลาปคำฉันท์ 

วันหนึ่งผู้เขียนถูกโยมท่านหนึ่งที่รู้จักกันขอร้องให้แต่งนิราศสั้นให้ ทีแรกก็บ่ายเบี่ยง ไม่รับ เพราะไม่ใช่หน้าที่ เพราะไม่รู้เรื่องบุคคลสถานที่ ที่ไป อีกอย่างก็ไม่มีเวลา ที่สุดก็รับปากแต่งให้ โยมคนนั้นบอกว่าการไปครั้งนี้ไปหนึ่งวัน พักค้างคืนในโรงแรมที่เขาจัดให้ เช้ามาก็กลับ การแต่งนิราศสั้นนี้ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งของการสัมมนาในครั้งนี้ด้วย ให้ช่วยหน่อย เพราะไม่มีเวลาแต่ง ผู้เขียนก็เลยรับปากว่าจะลองดู ก็เลยบอกเขาให้เล่า ที่ไปนี้ไปอะไร ชื่อโครงการสัมมนาอะไร (ชื่อโครงการฟังไม่ค่อยชัดไม่รู้เขียนเป็นภาษาไทยถูกหรือไม่) ไปกี่คน ชื่ออะไรบ้าง ผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุเท่าไร ไปที่ไหน มีอะไรบ้าง เขาก็บอกมาก็จำไว้ ก็มาเขียนให้เขาลองดู เป็นนิราศสั้น ชื่อนิราศหัวหิน ไปถึงแล้วก็จบ ไม่ได้พรรณนาถึงจุดหมายปลายทางเลยว่ามีอะไรบ้าง ภาษาที่ใช้อาจจะไม่ถูกระเบียบแบบแผนบ้าง จึงออกมาให้ได้อ่านดังนี้

 

                                                                  นิราศหัวหิน

                                                                                จำนิราศลาร้างห่างสถาน

ตื่นแต่เช้าเตรียมตัวกลัวเสียงาน                       สัมมนาวิชาการเซอริงทาวน์

ออกจากบ้านพร้อมพี่น้องชื่อพ้อง"ต้อย"        เกาะเกี่ยวก้อย "แม่ยิ้ม" ประพิมพ์สาว

ทั้งฉัน"เจี๊ยบ" ถูกโหวตเสียงเรียงเรื่องราว      มุ่งแดนด้าวหัวหินถิ่นทะเล

แวะรับเพื่อนมี"น้องโอมชมพู่ชิด"                 ชึ่งตามติดด้วย"ตุ๊กนิว" ถึงคิว"เอ๋ "

พี่"น้อย-นิด"อีกสองคนมาปนเป                     ครบทีมเก๋เฮฮาประสาเรา

วันนี้ฟ้าอากาศประหลาดเหลือ                        ไม่น่าเชื่อ "อึมครึม" คล้ายซึมเศร้า

เปรียบอากาศก็เหมือนคนต้องทนเอา             บ้างมัวเมามืดมนอนธการ

ข้ามสะพานพระรามแปดแดดไม่ร้อน            สนุกนอนสนุกนั่งฟังเพลงหวาน

ทั้งหยอกล้อต่อถ้อยรอยวันวาน                        ถามข่าวสารการขายสบายดี

ทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูสดใส                             บ้างก็ได้แนวทางอย่างน้องพี่

เป็นความรักสมัครสมานการอารี                    สามัคคีผูกพันนั่นพลัง

ถึง"มหาชัย" ใครใครก็รู้ชื่อ                               คำร่ำลือศาลหลักเมืองเรื่องความขลัง

อีกเจ้า"พ่อพันท้าย" ที่เด่นดัง                            กฎหมายยังศักดิ์สิทธิ์ชีวิตใคร

"แม้กูตายโลกรู้กูซื่อสัตย์                                    กูเคยขัดเคยผ่อนอาวรณ์ไหม

ถึงกูผิดกูยินยอมพร้อมกายใจ                           เพื่อคงไว้ซึ่งความขลังบัลลังก์ทอง

หากอุทธรณ์ผ่อนผันนั้นย่อมได้                       กูจะฝากชื่อให้ไทยทั้งผอง

เป็นแบบอย่างให้รู้รักษ์หลักครรลอง               เพื่อสนองความดีผู้มีคุณ"

ณ ที่นี้ มีหลายอย่างมาวางขาย                          ปลาสดแห้งเรียงรายมีหลายรุ่น

ตามประสาค้าขายหมายลงทุน                         ก็ดีที่เจือจุนอบอุ่นใจ

เห็น"นาเกลือ" ก็เหลือใจที่ไร้คู่                         เป็นสาวอยู่นานเนิ่นบังเอิญไหม

มาลวงล้อก็พลัดพรากลาจากไป                       จะหาใครซื่อตรงคงไม่มี

เห็นเกลือขาวพราวพิสุทธิ์ดูผุดผ่อง                 แต่เราหมองหม่นเศร้าอับเฉาศรี

พรรณนามาให้เพราะเสนาะดี                         ความจริงนี้ก็คล้ายบรรยายมา

ถึง"แม่กลอง" มีของขายคล้ายทราบอยู่           เรื่องปลาทูหน้างอคอหักหนา

ก็เหมือนคนมีทุกข์คลุกอุรา                               ดูหน้าตาหม่นหมองไม่ผ่องเลย

ณ ที่นี้แม่กลองของแปลกแปลก                       เห็นคราวแรกเป็นตลาดกลาดเกลื่อนเอ๋ย

ครารถไฟแล่นเลื่อนเหมือนอย่างเคย              แม่ค้าเอยรีบเก็บของร้องช่วยกัน

ถึงคราวเที่ยงเลี่ยงลัดวัดที่ผ่าน                          แวะกราบกราน "พ่อบ้านแหลม" ให้แจ่มฝัน

หวังสิ่งใดให้สำเร็จเสร็จเร็วพลัน                     ความโศกศัลย์ให้จางหายมลายลง

อธิษฐานอ้อนวอนขอพรพระ                           ให้พบปะเนื้อคู่อยู่ลุ่มหลง

ถึงไม่หล่อก็ขอให้ใจซื่อตรง                              และดำรงรักมั่นนิรันดร

อธิษฐานวานพระช่วยร่ำรวยบ้าง                     กิจการงานสร้างอย่าร้างถอน

ให้เจริญก้าวหน้าสถาพร                                   เรื่องทุกข์ร้อนมิกล้ำกรายนายจ้างเรา

อธิษฐานผ่านพระเพื่อพ่อแม่                            ให้ดูแลคุ้มครองมิหมองเศร้า

ให้แข็งแรงผ่านปี-เดือนเหมือนยังเยาว์          ถึงแก่เฒ่าไร้โรคากรายมาเยือน

กราบพระเสร็จจึงมองหาร้านอาหาร              ทั้งคาวหวานร่วมวงกันฉันและเพื่อน

จะกินมากก็ช้าเวลาเตือน                                   จุดหมายเหมือนรออยู่รู้เวลา

พออิ่มหนำสำราญอาหารเที่ยง                         ต่างคนเลี่ยงทำธุระตนจนถ้วนหน้า

ขึ้นสู่รถหมดฤทธิ์หลับนิทรา                            พอลืมตาอีกทีนี่ที่ใด

ถึงโรงแรมที่พักผ่อนตอนค่ำนี้                         ราวบ่ายสี่ไม่เร่งรัดตามอัธยาศัย

แต่ละคนพักผ่อนนั่งนอนไป                            เหลืองานใหญ่ค่ำนี้มีเฮฮา

นี่แหละหนานิราศฉันยาว-สั้นไหม                ร้อยเรียงไว้ไม่เสนาะเพราะภาษา

แต่งด่วนด่วนตามเหตุการณ์ที่ผ่านมา              เพียงหวังว่าเป็นบันทึกรำลึกเอย