หลักการปชต. ตะวันตกนั้นถ้าจะเอามาใช้ต้องปรับวิธีการเสียใหม่ ไม่เช่นนั้นชาติเราฉิบหายแน่

 

คลิปเสียงปราศรัยของประธานสภาผู้แทนฯที่ได้นำมาเปิดเผยต่อสื่อนั้น มีประเด็นสำคัญหลายอย่างซ่อนอยู่ เช่น มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่อาจ “คานอำนาจ” กับฝ่ายบริหารได้เลย   จะทำอะไรทีก็ต้องไปขอไฟเขียวจากฝ่ายบริหารก่อนเสมอ  นี่ขนาดประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติยังหงอขนาดนี้ สำมะหาอะไรกับลูกกระจ๊อก (บรรดาสส.ปลายแถว)

 

แสดงว่าหลักการแยกและคานอำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สุดของปชต.  มันก็ไม่เหลือแล้วสิ  ... แล้วแบบนี้ประเทศไทยเรายังจะเห่อใช้ระบบนี้ปกครองประเทศอยู่อีกหรือ  เพียงเพราะว่าฝรั่งใช้ระบบนี้ก็เห่อใช้ตามเขาไปแบบเชื่องๆ แต่ลืมนึกไปว่าของเขานั้นระบบคานอำนาจมันทำงานได้ดีเพราะนิสัยของคนเขาต่างจากคนไทยเรามาก   ซึ่งผมได้เตือนมานานแล้วว่า หลักการปชต. ตะวันตกนั้นถ้าจะเอามาใช้ต้องปรับวิธีการเสียใหม่ ไม่เช่นนั้นชาติเราฉิบหายแน่ เช่นดังในบทความเมื่อสัปดาห์ก่อน (“ก๋วยเตี๋ยวาธิปไตย” ที่ผมได้ชี้ให้เห็นว่ามาตรฐานการครองชีพของคนไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ ในช่วง ๘๐ ปีที่ปกครองโดยปชต.)

 

ประการที่สอง...ประธานฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่ผ่านกฎหมายของประเทศ แต่กลับไปรับการปรึกษาจากคนหนีโทษจากกฎหมาย  แสดงว่าเป็นระบบมือถือค้อนแต่ซ่อนตะปูไว้ข้างหลังหรือเปล่า จริงอยู่กฎหมายที่ “คนทางไกล” ทำผิดนั้นอาจไม่ได้ผ่านในสมัยที่ท่านเป็นประธานสภาฯ แต่ในฐานะที่กำลังสวมหมวกเป็นประธานสภาฯอยู่จักต้องวางตัวให้สมฐานะอันสูงส่ง ไม่ควรไปทำการใดที่ดูหมิ่นกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของชาติเช่นนี้  ถือว่าเป็นการเสื่อมเสียต่อตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ยิ่งนัก

 

ประการที่สาม..การเป็นประธานสภาฯนั้นโดยหลักจริยธรรมการเมืองสากล จักต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ในอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบปชต. นั้นประธานสภาฯเขาจะลาออกจากตำแหน่งบริหารพรรคทั้งหมดรวมทั้งลาออกจากการเป็นสส. ด้วย  เพื่อจะได้เป็นกลางได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องมีแรงกดดันจากพรรคของตัวเอง  อีกทั้งไม่ต้องมีแรงกดดันจากการที่ต้องเอาใจพื้นที่เขตเลือกตั้งที่จะต้องไปสมัครแข่งสส. ในการเลือกตั้งคราวต่อไปอีกด้วย   แต่ของเรานอกจากไม่เป็นกลางแล้วยังทำงานแบบทุ่มสุดตัวให้พรรคตนและว่าร้ายพรรคฝ่ายค้าน (ดังที่ปรากฏในคลิปเสียง) 

 

ประการที่สี่...ขนาดอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์สูงมาก เคยเป็นถึงปลัดกระทรวงยังบอกกับท่านประธานฯว่า “เป็นโรคแพ้คนทางไกล”   แสดงว่าคนทางไกลคนนี้ไม่เคยฟังใคร ทำการสั่งการแบบเผด็จการหมดทุกอย่างโดยไม่ผ่านขั้นตอนทางปชต.  ยิ่งระบบปชต.ของเราเป็นระบบอิงนาย ขาดการคานอำนาจดังกล่าวแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่  ถ้ามาเจอ “หัวหน้า” แบบนี้ มันจะกลายเป็นระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จในคราบปชต.ได้โดยง่าย

 

เพื่อปรับปชต.ไทยให้สอดคล้องกับลักษณะสังคมไทยและไม่นำพาชาติไปสู่ความฉิบหาย ผมได้เสนอรูปแบบปชต.ไว้มากหลายรูปแล้ว (ในบทความเก่าๆ)  ในบทความนี้จะลองเสนออีกสักรูปแบบ

 

ให้มีการเลือกตั้ง สส. ตามปกติ แต่ให้สส. เป็นผู้พิจารณากฎหมายเท่านั้น ส่วนฝ่ายบริหารนั้นให้วุฒิสภาเป็นผู้คัดสรรขึ้นมาจากสมาชิกวุฒิสภาหรือจากบุคคลทั่วไป   โดยสภานี้มีสมาชิก 1000 คนที่คัดสรรมาจากผู้ชำนาญการสาขาวิชาชีพ และวิชาการด้านต่างๆ สมาชิกมีสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นโดยตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวงเกษียณอายุ นายกสมาคมวิชาชีพที่สำคัญ บรรณาธิการนสพ. ที่มีสมบัติครบตามบัญญัติ  อีกส่วนหนึ่งคัดสรรมาจากบุคคลทั่วไป มีวิธีการคัดสรรที่รัดกุม อิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติ   โดยอาจให้ศาล (ฝ่ายตุลการ)   ทำหน้าที่คัดสรรก็ได้  อำนาจทั้งสามฝ่ายจะได้มีการเชื่อมโยงกัน 

 

เมื่อวุฒิสภาคัดสรร ครม. ได้แล้ว ให้นำรายชื่อเสนอสภาฯผู้แทนโหวตรับรอง เป็นรายบุคคล ก่อนโหวตให้มีการซักถามประวัติตามสมควร  หากรายไดโหวตไม่ผ่านให้นำเสนอชื่อทดแทน หากถึงรายที่สามแล้วยังไม่ผ่าน ก็ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อรายนั้นได้รับตำแหน่งโดยอัตโนมัติ

 

ปชต. ตามวิธีการที่เสนอนี้มีข้อดีคือ

1)      มีการคานอำนาจกันอย่างแท้จริง  ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยเฉพาะฝ่ายบริหารจะสั่งนิติบัญญัติไม่ได้

2)      จะได้คนเก่งคนดีเข้าไปบริหารประเทศ  ตัดตอนวงจรธุรกิจการเมืองให้สิ้นซาก

3)      จะได้คนดีเข้าไปเป็นสส.มากขึ้นเนื่องเพราะพอไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเสียแล้ว คนชั่วก็จะไม่ลงสมัคร

4)      วุฒิสภานี้ถือได้ว่าเป็นระบบปชต. แบบธรรมชาติ  เพราะกว่าที่สมาชิกจะได้รับตำแหน่งต่างๆหรือได้รับการคัดสรรนั้นแสดงว่าเป็นผู้ที่เก่ง ดี มีคุณธรรมเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับเลือกตั้ง”ด้วยระบบธรรมชาติ”ให้ดำรงตำแหน่ง หรือ เป็นผู้ที่โดดเด่นในสังคมจนได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการคัดสรร

 

ปชต.ระบบปัจจุบันกำลังกร่อนทำลายประเทศไทยในทุกมิติ เราต้องมาช่วยกันคิด ทำ  ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ก่อนที่จะไม่มีชาติไทยเหลือไว้ให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรได้

 

...คนถางทาง (๖ กค. ๒๕๕๕)