เรียน ศาตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช
ผ่านเลขานุการ (คุณวนิดา และคุณโสภาพรรณ)
เรื่อง ขออนุญาตสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย
เนื่องด้วยกระผม นาย
ปัจจุบันเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชา
มหาวิทยาลัย กำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่อง
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์คือ ศาสตราจารย์
และรองศาสตราจารย์
กระผมมีความประสงค์จะขออนุญาตสัมภาษณ์ท่านเพื่อเป็นข้อมูลในการทำวิทยานิพนธ์เรื่องดังกล่าว
เนื่องจากในการศึกษาครั้งนี้
กระผมได้นำแนวคิดการบริหารงานวิจัยของท่านมาใช้
จึงมีความประสงค์จะขอสัมภาษณ์ท่านในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการบริหารงานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เพื่อนำความรู้และความคิดเห็นที่ได้ไปพัฒนางานวิจัยในคณะวิชาด้านมนุษยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเอกชนต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุญาตให้กระผมสัมภาษณ์ท่านในวัน
เวลาและสถานที่ หรือวิธีที่ท่านสะดวก
พร้อมกันนี้กระผมได้ส่งแนวคำถามมาให้ท่านพิจารณาด้วยแล้ว
(ส่วนท้ายจดหมายนี้) และขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ
โทร.
แนวคำถามสัมภาษณ์
๑. สภาพปัจจุบันของการทำวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์เป็นอย่างไร
๒. ปัญหาและอุปสรรคใดที่มีผลต่อการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาเอกชน
๓. ความเป็นเลิศในด้านการวิจัยของคณะมนุษยศาสตร์
ตามทัศนะของท่านควรมีลักษณะอย่างไรบ้าง
๔. หากคณะมนุษยศาสตร์สถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องการบริหารงานวิจัยไปสู่ความเป็นเลิศ
จำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วนในด้านใดบ้าง
๕. แนวทางการบริหารงานวิจัยของคณะมนุษยศาสตร์
สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเพื่อไปสู่ความเป็นเลิศ ควรเป็นอย่างไร
ผมได้ตอบ อี-เมล์ ไปว่า ขอให้เขียนคำตอบของตนเอง ที่ได้จากการค้นคว้ามาก่อน แล้วผมจึงจะนัดมีคุย ก็ได้คำตอบดังนี้
เรียน ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช
กราบขอบพระคุณที่ท่านกรุณาตอบอีเมลของกระผมและเมตตาให้คำแนะนำในครั้งนี้
กระผมจึงได้ทำตามคำแนะนำ โดยเขียนคำตอบที่มีต่อคำถามทั้ง 5 ประเด็น
ซึ่งเรียบเรียงมาจากการศึกษาค้นคว้าเอกสาร ตำรา งานวิจัย
จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ และจากการเก็บข้อมูลแบบสอบถามครับ
จึงขอฝากให้ท่านช่วยพิจารณาคำตอบนี้ด้วยครับ
ขอแสดงความนับถือ
เรานัดคุยกัน ๑ ช.ม. ในวันที่ ๑๘ เม.ย. ๕๕ ซึ่งเอาเข้าจริงเราใช้เวลา ๑.๕ ช.ม. โดยการคุยเป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนกัน ผมเป็นผู้พูดประมาณ ๖๐ – ๗๐% แต่พูดแบบรวมๆ ไม่ตอบคำถามข้อใดข้อหนึ่งโดยตรง ท่านที่มาปรึกษาพอใจสิ่งที่ได้มาก
ผมบอกว่า นี่คือวิธีให้คำปรึกษาแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” (Peer Assist) ของ KM เป็นวิธีที่จะทำให้การให้คำแนะนำ โฟกัสประเด็น และช่วยบอกลงไปถึงวิธีดำเนินการ ไม่ใช่ลอยอยู่บนทฤษฎี เพราะสิ่งที่คุยกัน เน้น “ความรู้ปฏิบัติ” ช่วยให้ผู้มาขอคำแนะนำได้มากกว่าการมาฟัง เล็กเชอร์ ๑ ชั่วโมง
วิจารณ์ พานิช
๓ พ.ค. ๕๕