เรียนซัมเมอร์.. บ้านเราอยู่ต่างจังหวัด เดี๋ยวนี้ผู้ปกครองหลายท่าน คุ้นเคยกับคำนี้กันนะครับ “เรียนซัมเมอร์” คำที่ว่านี่เป็นอะไรที่ช่วยสอนให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์นะครับ

สิ่งที่ว่านี้.. ดีทีเดียว

เรามาว่ากันถึงเรื่องของสนนราคากันบ้าง แพงหรือเปล่า เขาคิดกันเป็นรายวิชานะครับ ชั่วโมงละเท่าไหร่ มีทั้งหมดกี่ชั่วโมงก็คูณออกมา เราก็จะได้เจ้าราคาที่ต้องควักกระเป๋านำไปจองไปจ่ายกันครับ

อย่างผมอยู่พิจิตรแต่ถ้าหากเราต้องไปเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ เราต้องมีค่าอาหาร ค่าที่พัก รวมทั้งค่าเรียนพิเศษอย่างนี้ เรื่องดังกล่าวตรงนี้ ซีเรียส...คงต้องพูดคุยกันละเอียดหน่อย นะครับ

ในจำนวนไม่ถึงสามสิบวันในช่วงเดือนเมษายนนั้น ค่าใช้จ่ายต่อสามวิชา วิทย์ ,คณิต, อังกฤษ นี้นับแล้วราวหนึ่งหมื่นบาทเลยทีเดียว

จากเหตุที่ต้องจ่ายเงินเยอะหน่อยก็ต้องตามมาเรื่องการสอบถามถึงผลลัพธ์ของการเรียนนะว่า

 เราต้องการอะไร และเราสามารถได้ในสิ่งต่างๆ ที่มุ่งหวังนั้น จับต้องได้หรือเปล่า

ตรงนี้ก็ผ่านการคุยกันนะ ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่เจ้าลูกสาวไปสอบถามและวางแผนไปเรียนแล้ว

แต่เวลาช่วงนี้ยังสามารถขยับได้อยู่คือยังไม่ได้ยืนยัน เราถามถึงสาเหตุว่า

มันมีเหตุอะไรไหมที่ระบุว่าจะต้องไปเรียน ผลปรากฏว่ายังไม่ได้คิดอะไร จริงๆ การเรียนเนี่ยก็จะทำให้หนูทำคณิตศาสตร์ซึ่งไม่ค่อยคล่อง ทำได้ดีขึ้นนะ ผมได้คำตอบแบบนี้ ในใจก็ได้กลั่นกรองมาโดยตลอด ติดตามผลการเรียน ระดับการเรียน ส่วนขาด ส่วนต้องเติมมาโดยลำดับอยู่แล้ว ผมมั่นใจว่าในส่วนของวิทย์ ,อังกฤษ นั้นไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เหตุผลก็เค้าไปเรียนก็คือแบบว่า เพื่อนๆ เค้าก็เรียนกัน เค้าทำคะแนนได้เยอะนะ นี่เป็นเหตุผลที่เขาตัดสินใจไปเรียน

ผมเองก็ทวนให้ลูกฟังนะว่า ในการเรียนซัมเมอร์ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งแรกที่เราเพิ่งมาเข้าเรียนนะ ในวันนั้น..เราเรียนเพราะเราจะต้องปรับพื้นความรู้ให้สามารถเทียบเท่าเพื่อนๆ เนียนเป็นเนื้อเดียวกันกับเพื่อน แต่วันนี้เราเรียนเพื่ออะไร? ..สอบเพื่อเก็บคะแนนหรือแข่งขันกับใครก็ไม่ต้องสอบ จะต้องนำความสามารถไปเพิ่มเกรดก็ยังไม่ต้องเพราะ เทอมหนึ่งของมอสองยังไม่เริ่มเลย

สรุปว่า..หนูเรียนตามๆเพื่อนไป โดยที่เราเป็นเด็กต่างจังหวัดที่จะต้องมุ่งมั่นและลงทุนทั้งเงินและเวลามาเรียนไปกับ ผลลัพธ์ไม่ชัดเจนใช่หรือเปล่า ไม่คุ้มกับการลงทุนไปใช่หรือเปล่า เขาก็อึ้งนะ ดูตาแดงๆ เพราะมันขัดกับสิ่งที่เขามุ่งหวัง ตั้งใจ ผมก็ค่อยๆ ประคองอารมณ์และก็บอกว่า..

เราค่อยๆ ไล่ด้วยเหตุด้วยผลกันไปนะลูก เขาเองก็เริ่มคล้อยตาม.. ผมบอกว่าจะไปเอาอย่างเด็กในพื้นที่ไม่ได้หรอก อย่างเอิน หรือเพื่อนคนอื่นๆ ซึ่งเขาอยู่นครสวรรค์อยู่แล้ว วันๆ เค้าก็ไม่ได้ทำอะไร พ่อแม่ก็ให้ไปเรียนน่ะ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ส่วนเรานะอยู่พิจิตรต้องมาเช่าหออยู่เพื่อเรียน ด้วยราคาเกือบหมื่นในช่วงเวลาไม่ถึงเดือนอย่างนี้ สู้เก็บตังส์ไว้ไม่ดีกว่าหรือ ถึงตรงนี้ เราคุยกันไปกันมา โปรแกรมที่คิดว่าจะได้เรียนสามวิชาทำท่าจะไม่ต้องเรียนสักวิชาแล้ว ผมยังบอกต่อว่า การเรียนแล้วไม่ได้เอาไปทำอะไร เรากลับมาพักที่บ้านดีกว่า เจ้าสามวิชาที่ว่านี่ก็ไม่ต้องเรียน มันก็ไม่เสียหายอะไรเพราะไม่มีการออกผลใดๆ ทั้งสิ้น ท่าทางเจ้าลูกสาวก็ผ่อนคลายลง และเค้าก็ยอมรับ นี่ก็คือสิ่งที่เมื่อเราได้พูดคุยกัน ก็ก่อให้เกิดผลดีต่อครอบครัว สอนให้ลูกได้รู้ว่าเงินทองของพ่อแม่ไม่ได้มีเยอะ ฉะนั้นการใช้เงินจะต้องสามารถตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าได้ เวลาในการพักช่วงหยุดภาคเรียนนี่ก็ควรจะใช้ให้ถูกต้อง เขาให้หยุดเราก็ควรหยุด หรือทำในสิ่งที่คิดแล้วทวนแล้วว่าคุ้มค่าเท่านั้น ค่อยทำ สุดท้ายเราก็ประหยัดสตางค์ไปราวครึ่งหมื่น และเงินจำนวนนี้ก็จะได้เก็บไปจ่ายในเทอมสามต่อไปนะครับ