ความรู้สึกที่ดี..จะเข้ามาแทนที่เสมอเมื่อรู้สึกว่าเราต้องจากกัน...เราทุกคนมักมองไม่ค่อยเห็นความดีของคนที่อยู่ใกล้ตัว....จนกระทั่งเขาต้องจากเราไป...เราถึงจะเห็นคุณค่าของเขา...รัก ห่วงหา อาลัย....ดังนั้น..จงปฏิบัติกับบุพการีของเราให้ดีที่สุด..ก่อนที่ท่านจะจากเราไป....จะได้ไม่ต้องมานึกเสียดายว่า...เรายังไม่มีโอกาสทดแทนคุณ....

เกษียณวารานุสรณ์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การใช้ชีวิตในแวดวงราชการ ทุกปีประมาณเดือนกันยายน แต่ละองค์กรก็จะมีข้าราชการอายุครบ 60 ปี ในปีนั้นๆ ก็ต้องออกจากราชการตามกติกา ซึ่งพวกเราจะเรียกว่า เกษียณอายุราชการ   ผมเชื่อมั่นว่าทุกองค์กรที่มีข้าราชการเกษียณอายุ ก็จะจัดให้มีการแสดงมุทิตาจิต ด้วยการรดน้ำ ให้พร แสดงชีวประวัติของผู้เกษียณอายุ ทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก หรือไม่ก็แสดงเป็น presentation ดูหน้าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก…..</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">                พวกเราศิษย์ผู้น้องที่เห็นรุ่นอา รุ่นน้า ทยอย ออกจากราชการทุกๆ ปี ดีใจที่ทุกคนขึ้นชกชนครบยก...แต่ก็มีหลายๆ คนที่ต่อยไม่ครบยก แพ้น็อค ก็มี ถูกกรรมการไล่ลงจากเวทีก็มี  โยนผ้ายอมแพ้ก็มี  แต่พวกที่อดทนมาถึงวาระเกษียณอายุ  ผมศิษย์รุ่นน้องก็ต้องขอชื่นชมศิษย์ผู้พี่ทั้งหลาย …ที่ทุกคนผ่านชีวิตราชการที่มีทั้งความสุข ความทุกข์ ความรันทดที่ทุกคนต่างสัมผัส จะมากน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ตนเองใช้ชีวิตราชการอยู่ หรือไม่ก็เกิดจากตัวของตัวเอง…..ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ หรือไม่ก็ขาดศิลปะในการบริหาร หรือการใช้ทักษะชีวิต และหลักธรรมะ เข้ามาใช้ในการคบคน……..วันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะนำเสนอ คำยอดฮิต ได้แก่ มุทิตาจิต เป็นคำที่ใช้กับผู้ที่เกษียณอายุการทำงาน ไม่เฉพาะข้าราชการเท่านั้น แม้แต่เอกชน ก็ใช้คำว่า การแสดง มุทิตาจิต  แต่คำคำนี้ความหมายดีมาก   ถ้าเกิดกับจิตใต้สำนึกของคนทุกคน ทุกเมื่อ ทุกเวลา ผมว่าวงการราชการคงจะอยู่กันอย่างมีความสุข ความเจริญ ยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบันนี้มาก……</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">มุทิตา   หมายถึง ความเป็นผู้มีใจชื่นชมยินดีในเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี หรือได้รับความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการที่เกิดขึ้นในใจเอง โดยมิได้บังคับ แต่เกิดขึ้นเฉพาะจิตใจปราศจากความอิจฉาริษยา เกิดขึ้นเพราะเป็นผู้มีปกติยอมรับในผลสำเร็จหรือความดีของคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงเรียกเป็นคำเต็มว่า มุทิตาจิต</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">อันคุณธรรมข้อนี้ มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่าย ๆ หรือเกิดขึ้นแก่ทุกคนไม่ เพราะปกติธรรมดาคนทั่วไป มักจะไม่ค่อยยอมรับความดีของผู้อื่น มักจะไม่ค่อยชื่นชอบนัก หากผู้อื่นได้ดีเกินหน้าโดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว มุทิตาจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ดังนั้นคนที่ทำให้จิตเกิดมุทิตาได้จึงเป็นบุคคลพิเศษ ที่ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าคนธรรมดาสามัญได้แล้ว  เป็นคนเปิดใจกว้างยอมรับความดีของผู้อื่นและพร้อมเสมอที่จะแสดงความชื่นชมยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี ผู้ทำได้ดังนี้ท่านว่า เป็นผู้ยกระดับจิตใจถึงขั้นระดับเป็นพระพรหมทีเดียว เพราะมุทิตาจิตนั้นเป็น พรหมธรรม หรือ  พรหมวิหารธรรม ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมของผู้เป็นพรหม ของผู้ใหญ่ผู้ประเสริฐ แล้ว จึงกล่าวได้ว่ามุทิตานี้เกิดได้ยากนักยากหนา  ที่เกิดได้ง่าย ๆ นั้นเพราะฝึกไว้ดีแล้วต่างหากการแสดงออกซึ่งมุทิตาจิตนั้น มิใช่หมายเพียงสำสักการะไปถวาย การนำกระเช้าดอกไม้ไปให้ การเลี้ยงกันหรือกล่าวอวยพรกันเท่านั้น เพราะการแสดงเช่นนั้นเป็นเพียงจุดปลายที่ให้รู้ว่ามีมุทิตา  แท้ที่จริงมุทิตานั้นจะต้องเริ่มต้นเกิดที่จิตใจก่อน  เมื่อจิตใจเกิดมุทิตาแล้วก็เป็นอันว่าใช้ได้    ส่วนจะแสดงต่อด้วยการกรกะทำ หรือด้วยคำพูดเช่นไรนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแม้หากว่าจะแสดงกันอย่างนั้น แต่ก็ทำไปด้วยความจำเป็นตามมารยาทแบบเสียไม่ได้หรือถูกบังคับให้ทำโดยที่ใจมิได้ยินดีด้วยเลย การแสดงออกเช่นนั้น ก็หาจัดว่าเป็นการแสดงมุทิตาจิตไม่ เพระใจไม่ได้เกิดมุทิตาด้วยเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">อรติ เป็นคำที่มีความหมายตรงข้ามกับ มุทิตา และคนที่จะเกิดมุทิตาจิตได้ ต้องกำจัดอารมณ์ในใจอันหนึ่งคือ อรติ เพราะความหมายคือ ความไม่พอใจเพราะเกิดความอิจฉาริษยา เกิดความไม่ยินดี อรตินี้เป็นศัตรูกับ มุทิตา โดยตรง และมักจะเคลือบแฝงอยู่ในจิตของทุกคน..ผมมองว่า..มนุษย์ ปุถุชนทุกคน มี อรติ อยู่ในใจ   มันทำให้การทำงานร่วมกันของทุกองค์กรมีปัญหา  มีความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะกิเลสตัวนี้ เป็นกิเลสที่บังใจ บังปัญญา และบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำให้มองไม่เห็นความดีของใคร…….มองโลกแง่ร้าย….มองแต่ส่วนเลวของคนทุกคน ยกตนเป็นผู้ที่อยู่สูงกว่า…..บุคคลกลุ่มนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า น่าสงสารนัก.....ถ้าเป็นวงการแพทย์ปัจจุบันลงความเห็นว่า เป็นผู้ป่วย ต้องได้รับการรักษาด้วยธรรมะอย่างเร่งด่วน.......ถ้าหมอลักษณ์ ทำนาย ก็ต้อง ฟันธง  ว่า บุคคลที่มี อรติ  อยู่ในจิตใจ  ชีวิตมีแต่ความทุกข์ยาก ไม่มีเพื่อนแท้ ชีวิตบั้นปลายมักอยู่ตัวคนเดียว………..ทำลายตัวเอง  ทำลายสังคม  ทำลายโลก   ดังคำที่ว่า  อรติ  โลกนาสิกา  ความริษยาเป็นตัวทำลายโลก…………..</p>ผม…เห็นพี่ ๆที่ประสบความสำเร็จในชีวิตราชการ เพราะพี่ได้ทำหน้าที่ ด้วยความรับผิดชอบ  รักษาเนื้อรักษาตัว มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม…….เพราะใครก็แล้วแต่ที่ประพฤติตรงข้ามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมจะชกไม่ครบยก……..ส่วนตัวผมเองนั้นๆ  ก็ยังนึกอยู่ในใจเหมือนกันว่า  ….กว่าเราจะถึงวันนั้น ก็อีก 15 ปี…..มันช่างยาวนานจริงๆ……….โอกาสพลาดโดนไล่ลงจากเวทีก็สูง………..ดังนั้นเราต้องไม่ประมาท เพราะพระท่านว่าอัปมาโทมัจชุโนปะทัง ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย   ...ขอให้พี่ๆ ที่ครบวาระเกษียณอายุทุกคน...จงมีความสุขความเจริญ  ในชีวิตบั้นปลาย.....คิดสิ่งใดสมปรารถนา และสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย........รักจัง.........