เกษียณวารานุสรณ์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การใช้ชีวิตในแวดวงราชการ ทุกปีประมาณเดือนกันยายน แต่ละองค์กรก็จะมีข้าราชการอายุครบ 60 ปี ในปีนั้นๆ ก็ต้องออกจากราชการตามกติกา ซึ่งพวกเราจะเรียกว่า เกษียณอายุราชการ ผมเชื่อมั่นว่าทุกองค์กรที่มีข้าราชการเกษียณอายุ ก็จะจัดให้มีการแสดงมุทิตาจิต ด้วยการรดน้ำ ให้พร แสดงชีวประวัติของผู้เกษียณอายุ ทำเป็นหนังสือเล่มเล็ก หรือไม่ก็แสดงเป็น presentation ดูหน้าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก…..</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> พวกเราศิษย์ผู้น้องที่เห็นรุ่นอา รุ่นน้า ทยอย ออกจากราชการทุกๆ ปี ดีใจที่ทุกคนขึ้นชกชนครบยก...แต่ก็มีหลายๆ คนที่ต่อยไม่ครบยก แพ้น็อค ก็มี ถูกกรรมการไล่ลงจากเวทีก็มี โยนผ้ายอมแพ้ก็มี แต่พวกที่อดทนมาถึงวาระเกษียณอายุ ผมศิษย์รุ่นน้องก็ต้องขอชื่นชมศิษย์ผู้พี่ทั้งหลาย …ที่ทุกคนผ่านชีวิตราชการที่มีทั้งความสุข ความทุกข์ ความรันทดที่ทุกคนต่างสัมผัส จะมากน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ตนเองใช้ชีวิตราชการอยู่ หรือไม่ก็เกิดจากตัวของตัวเอง…..ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ หรือไม่ก็ขาดศิลปะในการบริหาร หรือการใช้ทักษะชีวิต และหลักธรรมะ เข้ามาใช้ในการคบคน……..วันนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะนำเสนอ คำยอดฮิต ได้แก่ “มุทิตาจิต” เป็นคำที่ใช้กับผู้ที่เกษียณอายุการทำงาน ไม่เฉพาะข้าราชการเท่านั้น แม้แต่เอกชน ก็ใช้คำว่า การแสดง “มุทิตาจิต” แต่คำคำนี้ความหมายดีมาก ถ้าเกิดกับจิตใต้สำนึกของคนทุกคน ทุกเมื่อ ทุกเวลา ผมว่าวงการราชการคงจะอยู่กันอย่างมีความสุข ความเจริญ ยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบันนี้มาก……</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">“มุทิตา” หมายถึง ความเป็นผู้มีใจชื่นชมยินดีในเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี หรือได้รับความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอาการที่เกิดขึ้นในใจเอง โดยมิได้บังคับ แต่เกิดขึ้นเฉพาะจิตใจปราศจากความอิจฉาริษยา เกิดขึ้นเพราะเป็นผู้มีปกติยอมรับในผลสำเร็จหรือความดีของคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงเรียกเป็นคำเต็มว่า “มุทิตาจิต”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">อันคุณธรรมข้อนี้ มิใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่าย ๆ หรือเกิดขึ้นแก่ทุกคนไม่ เพราะปกติธรรมดาคนทั่วไป มักจะไม่ค่อยยอมรับความดีของผู้อื่น มักจะไม่ค่อยชื่นชอบนัก หากผู้อื่นได้ดีเกินหน้าโดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว มุทิตาจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ดังนั้นคนที่ทำให้จิตเกิดมุทิตาได้จึงเป็นบุคคลพิเศษ ที่ยกระดับจิตใจให้สูงกว่าคนธรรมดาสามัญได้แล้ว เป็นคนเปิดใจกว้างยอมรับความดีของผู้อื่นและพร้อมเสมอที่จะแสดงความชื่นชมยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ดี ผู้ทำได้ดังนี้ท่านว่า เป็นผู้ยกระดับจิตใจถึงขั้นระดับเป็นพระพรหมทีเดียว เพราะมุทิตาจิตนั้นเป็น “พรหมธรรม” หรือ “พรหมวิหารธรรม” ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นธรรมของผู้เป็นพรหม ของผู้ใหญ่ผู้ประเสริฐ แล้ว จึงกล่าวได้ว่ามุทิตานี้เกิดได้ยากนักยากหนา ที่เกิดได้ง่าย ๆ นั้นเพราะฝึกไว้ดีแล้วต่างหากการแสดงออกซึ่งมุทิตาจิตนั้น มิใช่หมายเพียงสำสักการะไปถวาย การนำกระเช้าดอกไม้ไปให้ การเลี้ยงกันหรือกล่าวอวยพรกันเท่านั้น เพราะการแสดงเช่นนั้นเป็นเพียงจุดปลายที่ให้รู้ว่ามีมุทิตา แท้ที่จริงมุทิตานั้นจะต้องเริ่มต้นเกิดที่จิตใจก่อน เมื่อจิตใจเกิดมุทิตาแล้วก็เป็นอันว่าใช้ได้ ส่วนจะแสดงต่อด้วยการกรกะทำ หรือด้วยคำพูดเช่นไรนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแม้หากว่าจะแสดงกันอย่างนั้น แต่ก็ทำไปด้วยความจำเป็นตามมารยาทแบบเสียไม่ได้หรือถูกบังคับให้ทำโดยที่ใจมิได้ยินดีด้วยเลย การแสดงออกเช่นนั้น ก็หาจัดว่าเป็นการแสดงมุทิตาจิตไม่ เพระใจไม่ได้เกิดมุทิตาด้วยเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">“อรติ” เป็นคำที่มีความหมายตรงข้ามกับ มุทิตา และคนที่จะเกิดมุทิตาจิตได้ ต้องกำจัดอารมณ์ในใจอันหนึ่งคือ “อรติ” เพราะความหมายคือ ความไม่พอใจเพราะเกิดความอิจฉาริษยา เกิดความไม่ยินดี อรตินี้เป็นศัตรูกับ “มุทิตา” โดยตรง และมักจะเคลือบแฝงอยู่ในจิตของทุกคน..ผมมองว่า..มนุษย์ ปุถุชนทุกคน มี อรติ อยู่ในใจ มันทำให้การทำงานร่วมกันของทุกองค์กรมีปัญหา มีความวุ่นวายเกิดขึ้น เพราะกิเลสตัวนี้ เป็นกิเลสที่บังใจ บังปัญญา และบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ทำให้มองไม่เห็นความดีของใคร…….มองโลกแง่ร้าย….มองแต่ส่วนเลวของคนทุกคน ยกตนเป็นผู้ที่อยู่สูงกว่า…..บุคคลกลุ่มนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า น่าสงสารนัก.....ถ้าเป็นวงการแพทย์ปัจจุบันลงความเห็นว่า “เป็นผู้ป่วย” ต้องได้รับการรักษาด้วยธรรมะอย่างเร่งด่วน.......ถ้าหมอลักษณ์ ทำนาย ก็ต้อง “ฟันธง” ว่า บุคคลที่มี อรติ อยู่ในจิตใจ ชีวิตมีแต่ความทุกข์ยาก “ไม่มีเพื่อนแท้” ชีวิตบั้นปลายมักอยู่ตัวคนเดียว………..ทำลายตัวเอง ทำลายสังคม ทำลายโลก ดังคำที่ว่า “อรติ โลกนาสิกา” ความริษยาเป็นตัวทำลายโลก…………..</p>ผม…เห็นพี่ ๆที่ประสบความสำเร็จในชีวิตราชการ เพราะพี่ได้ทำหน้าที่ ด้วยความรับผิดชอบ รักษาเนื้อรักษาตัว มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม…….เพราะใครก็แล้วแต่ที่ประพฤติตรงข้ามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมจะชกไม่ครบยก……..ส่วนตัวผมเองนั้นๆ ก็ยังนึกอยู่ในใจเหมือนกันว่า ….กว่าเราจะถึงวันนั้น ก็อีก 15 ปี…..มันช่างยาวนานจริงๆ……….โอกาสพลาดโดนไล่ลงจากเวทีก็สูง………..ดังนั้นเราต้องไม่ประมาท เพราะพระท่านว่า “อัปมาโทมัจชุโนปะทัง” ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย ...ขอให้พี่ๆ ที่ครบวาระเกษียณอายุทุกคน...จงมีความสุขความเจริญ ในชีวิตบั้นปลาย.....คิดสิ่งใดสมปรารถนา และสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัย........รักจัง.........
เกษียณวารานุสรณ์...มุทิตาจิตกับพี่ๆที่ครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ที่ยาวยาน..
ความรู้สึกที่ดี..จะเข้ามาแทนที่เสมอเมื่อรู้สึกว่าเราต้องจากกัน...เราทุกคนมักมองไม่ค่อยเห็นความดีของคนที่อยู่ใกล้ตัว....จนกระทั่งเขาต้องจากเราไป...เราถึงจะเห็นคุณค่าของเขา...รัก ห่วงหา อาลัย....ดังนั้น..จงปฏิบัติกับบุพการีของเราให้ดีที่สุด..ก่อนที่ท่านจะจากเราไป....จะได้ไม่ต้องมานึกเสียดายว่า...เรายังไม่มีโอกาสทดแทนคุณ....
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
หิ่งห้อย · 3 ก.ย. 2549
rucha · 3 ก.ย. 2549
ครูอ้อย แซ่เฮ · 3 ก.ย. 2549
นางสาว วิไลลักษณ์ อยู่สำราญ · 3 ก.ย. 2549
ผมได้ความรู้จากบันทึกนี้ โดยเฉพาะศัพท์ใหม่ๆครับ
คำว่า "อรติ" ปกติเราจะคุ้นชินกับ "อคติ" / "มิจฉาทิฐิ" ความหมายดูจะใกล้เคียงกันนะครับ
ขอบคุณครับ ลุงปลา
ผมกำลังสับสนในเรื่องความหมายของคำว่า"มุทิตาจิต" เพราะมีบางท่านบอกว่า "มุทิตา" หมายถึงความชื่นชมยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี เช่นได้รับตำแหน่งสูงขึ้นฯ
ดังนั้น การที่ผู้เกษียณอายุจากการทำงานไม่น่าจะแสดงความชื่นชมยินดี ด้วยคำว่า"มุทิตาจิต" ช่วยให้ความกระจ่ายหน่อยครับ ขอบคุณครับ
เป็นความรู้ดีจริง ๆ กำลังอยากรู้ความหมาย ขอบคุณนะคับ
ที่ช่วยผู้น้อยได้เรียนรู้บ้าง
ดีจริง....ในที่สุดเราก็ได้รู้แล้วว่า มุทิตา หมายความว่าอะไร... แต่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการเกษียณอายุงานอ่ะ
ขอบคุณครับ...
มุฑิตาเป็นพรหมวิหารของผู้ครองตน เป็นธรรมของผู้เป็นใหญ่ จึงทำให้สามารถปกครองบริวารได้
ถ้าจะใช้คำนี้ผมคิดว่า น่าจะเป็นการแสดงเวลาที่เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น หรือเวลาที่เพื่อนหรือลูกน้อง
ได้ดิบได้ดี
ถ้าใช้กับตอนเกษียณอายุ จะเป็นการประชดมากกว่า