ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราได้จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า โดยมาจากหลักคิดที่ว่า “ เราไม่สามารถให้อะไรกับใครได้ ถ้าเราไม่มีสิ่งนั้น ” ดังนั้นการมอบความสุขให้กับใคร ๆ ได้นั้น ตัวเราต้องมีสิ่งนี้ก่อน และในวันสิ้นปีนี้ยิ่งเป็นโอกาสเหมาะในการเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ ก็เลยจัดกิจกรรมนี้ขึ้นในลักษณะผสมผสาน การใช้พลังของปัญญา หรือสมอง 3 ฐาน คือฐานกาย ฐานใจ และฐานคิด โดยรูปแบบ กิจกรรมเป็นดังนี้
เปิดภาพ ด้วยการให้บุคลากรได้ใช้พลังของปัญญาฐานกาย ให้แต่ละคนได้ทำโยคะ จากอาจารย์กบ ( น้องปภพพงศธร ศักดา อาจารย์สอนโยคะของเรา)
เมื่อทุกคนได้ใช้ฐานกายในการทำให้ชีวิตได้สงบอยู่กับสติในการเคลื่อนไหวแล้ว เราก็นิมนต์พระมาเทศนา ให้พรในวันปีใหม่ เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลาใคร่ครวญ สำรวจตรวจตราจิตใจ และก็ร่วมกันทำบุญ ถวายสังฆทาน รับน้ำมนต์จากพระเพื่อให้จิตใจสบาย เป็นการใช้ทั้งฐานใจ และฐานคิด
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีพระแล้ว เราก็เริ่มกันบริหารจัดการ วางแผนการเดินทางเข้าไปอวยพรผู้ป่วยทุกคนกัน โดยคุณหมอเจนศักดิ์ ต้องมาซ้อมร้องเพลง สุขสันต์วันคริสตมาส และปีใหม่ กับพวกเราให้เป็นก่อน และให้น้องคนหนึ่งรับผิดชอบกำหนดเส้นทางเดินกัน เพราะแต่ละหอผู้ป่วยอยู่ห่างกัน เราต้องวางแผนให้ดี ทำอย่างไรถึงจะเดินไปได้แบบไม่ต้องวกไปวนมา ส่วนเราก็ทำหน้าที่แบ่งขนมที่พี่แอม ( บุญพา ณ นคร ) ผู้ใจบุญได้มอบขนมปังจำนวน 300 กว่าชิ้น ต้องใช้เวลาสักนิดนึงเพราะ รพ.เรามีเนื้อที่ตั้ง421 ไร่ อ้อ สุดท้ายน้องติ๊ก ( ผุษดี ศรเกลี้ยง ) คนเก่งของเรา ก็เป็นคนประสานกับร้านไอศครีมเพื่อนำไปแจกกับผู้ป่วยอีก เมื่อคนพร้อม ของพร้อม ก็เริ่มออกเดินทาง ตอนแรกก็เดินกันไป ใครมีมอเตอร์ไซด์ก็ซ้อนกันไป น้องหนุ่มคนใจบุญ ( ทวีศักดิ์ อินทร์เชื้อ ) เห็นว่าพวกเราดูท่าจะลำบากเพราะพาหนะเดินทางไม่เพียงพอกับปริมาณคน ก็ใจปล้ำกลับไปบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ไปเอารถพ่วงสามล้อมาสมทบพวกเราก็เลยออกเดินทางไป ตามตึกต่าง ๆ ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งยาก พอไปถึงตึก คุณหมอก็เป็นคนเริ่มบอกกับผู้ป่วยและบุคลากรในตึกว่า พวกเรามาร่วมอวยพรในวันปีใหม่ ขอให้ทุกคนมีความสุข และก็เริ่มบรรเลงเพลง “ขอให้มีความสุขวันคริสตมาส ขอให้มีความสุขวันคริสตมาส ขอให้มีความสุขวันวันคริสตมาส และสวัสดีปีใหม่” ร้องกัน 2 รอบ และตัวแทนพวกเราก็มอบขนมและไอติมให้กับผู้ป่วย พอเสร็จก็ลงไปอีกตึกหนึ่ง ไปเรื่อย ๆ พอเวลาผ่านไป เริ่มเดินไม่ได้เพราะมันไกลก็ต้องใช้รถกัน ขับตามกันไป ทั้งรถเก๋ง รถซาเล้ง รอมอเตอร์ไซด์ เป็นขบวน ร้อนนะ แต่ก็มีความสุข มีแต่รอยยิ้ม พี่บางคนอยู่ฝ่ายพัสดุ ไม่เคยไปตึกคนไข้เลย เห็นคนไข้หัวเราะมีความสุข เธอก็มีความสุขไปด้วย เพราะนี้เป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลนะที่มีกิจกรรมเช่นนี้ ใช้เวลาประมาณ เกือบ 2 ชั่วโมงจึงได้วนครบทุกตึกผู้ป่วย ซึ่งมีเกือบ 320 คนในโรงพยาบาล ( ไม่รวมผู้ป่วยนอกนะ ) กลับมาที่ห้องประชุม รับประทานอาหารร่วมกัน เกิดความรู้สึกอิ่มเอม เราเหนื่อย แต่ก็กินข้าวไม่ลงเลย มันบอกไม่ถูก เพราะมันเกิดผล ทั้งตัวเรา ทั้งผู้รับบริการ ทั้งเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะกับพี่ ๆ ที่อยู่ตามตึกต่าง ๆ ที่เราเข้าไปแบบเขาไม่ได้ตั้งตัวเลย

ตอนช่วงบ่ายเราก็ตั้งวงคุยกัน ว่า เป็นอย่างไรบ้าง ให้แต่ละคนเล่าถึงความสุขที่เคยเป็น ใช้ชื่อว่า ตามล่าหาความสุขที่เคยมี แต่ละคนก็จะบอกถึงภาพในอดีตของการอยู่ร่วมกันในที่นี้ ตอนนั้นคนไข้เยอะ งานก็เยอะ แล้วความสุขก็เยอะตามไปด้วย ตอนนี้คนไข้น้อยลง งานก็ไม่เหมือนเดิมการดูแลผู้ป่วยมีมาตรฐานขึ้น แต่ความสุขมันน้อยลง เพราะบรรยากาศมันเปลี่ยนไป แต่บางคนก็บอกว่า สิ่งที่เราทำกันในวันนี้นะ ทำให้เกิดความสุขขึ้นได้ สุดท้ายเราก็บอกว่า บางทีเราไม่สามารถไปจัดการปัญหาต่าง ๆ ในองค์กรได้ หรือปัญหาบางอย่างมันต้องการปัจจัยหลายอย่างในการแก้ไข แต่การร่วมกันสร้างความสุข มันก็เป็นการไปเจือจางความทุกข์ให้น้อยลงไปได้บ้างนะ
กิจกรรมสุดท้ายของเราจบลงที่การใคร่ครวญว่า ในปีหน้าที่จะถึงนี้ แต่ละคนคิดจะทำอะไรกับตัวเองบ้าง จะตั้งใจทำอะไรกับตัวเองบ้าง ให้ใช้เวลาใคร่ครวญ และให้เขียนตัวหนังสือตัวโต ๆ ชัด ๆ ใส่ลงในกระดาษ และเราจะถ่ายรูปเป็นหลักฐานไว้ พร้อมกับจะ print ภาพออกมา เคลือบพลาสติก และมาติดบนต้นไม้แห่งพันธะสัญญา แล้วจะติดไว้ ตลอดปี และสิ้นปีเรามาเจอกันใหม่ ดูว่า แต่ละคนได้รดน้ำพรวนดินความตั้งใจของตนเองอย่างไร เราอุตส่าห์ลงทุนยกคอมพิวเตอร์ พริ้นเตอร์ ที่เคลือบบัตร ขึ้นไปบนห้องประชุมเลยนะ แต่ก็เห็นผลสำเร็จแหละ การทำกิจกรรมแต่ละอย่าง ต้องผ่านเข้าไปในกระบวนการทำงานในความคิด จิตใจ ว่า เรารู้สึกอย่างไร เราตระหนักอะไร เกิดอะไรขึ้นในใจบ้าง และเขียนลงไป ประทับคำสัญญาลงไป เพราะเขาบอกว่า อย่างนี้ถึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้บ้าง เราก็ลองดูนะ
แต่โดยภาพรวมแล้ว เราพยายามให้ผู้เข้าร่วมเกิดกระบวนการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงภายใน เพื่อให้เกิดผล ไม่รู้ว่าแต่ละคนได้อะไรไปบ้าง แต่วันรุ่งขึ้นกิจกรรมที่เราในตอนเช้าก็เป็นเรื่อง Talk of the town ไปแล้วล่ะ ว่า คนไข้มีความสุข เจ้าหน้าที่ก็มีความสุข องค์กรเราก็ได้เพิ่มความสุขเข้าไปอีกเรื่องในตำนานแล้ว
สุดท้าย บทเรียนหนึ่งที่เราได้รับคือ ความสุขมันอยู่ระหว่างการเดินทาง ระหว่างการทำสิ่งต่าง ๆ แม้มีความเหนื่อยยาก ยังไม่ถึงเป้าหมาย แต่ในความเหนื่อยล้านั้น เมื่อเห็นความรัก ความงาม ความดีของสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ความสุขมันก็เกิดขึ้นเองแหละ ไม่ต้องไปถามหามันหรอก