หนองสาหร่าย สุพรรณวันนี้...
กรณีศึกษา “แหล่งเรียนรู้” ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง
เมื่อเอ่ยถึงจังหวัด “สุพรรณบุรี” แทบทุกคนต้องนึกถึงภาพของนักการเมืองขาใหญ่ที่คนสุพรรณ (ส่วนใหญ่) รักและชื่นชม แต่คงมีไม่กี่มากน้อยคนที่จะนึกถึงความเป็นจริงอีกประการหนึ่งว่า ที่นี่ คือ “บ้านนักร้อง เรือนนักรัก แดนนักรบ”
ศิลปินนักร้องของเมืองไทยหลายคน เป็นชาวเมืองแห่งนี้โดยกำเนิด ที่นี่มีตำนานของ “ขุนแผน” พระเอกนักรักจากวรรณคดีเลื่องชื่อ และที่นี่คืออนุสรณ์แห่งยุทธหัตถีที่พระนเรศวรเจ้าทรงเคยประกาศศักดาไว้
ตำบล “หนองสาหร่าย” อำเภอดอนเจดีย์ เป็นตำบลเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับอำเภอศรีประจันต์และอำเภอสามชุก หลายคนขับรถผ่านเลยไปโดยไม่ทราบว่าที่นี่คือแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญ ซึ่งครั้งหนึ่งกองทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาได้เคยใช้หนองน้ำใหญ่ ณ ที่นี้เป็นสถานที่ให้ไพร่พลและช้างม้าได้หยุดพักจากการรอนแรมมาจากวังหลวงเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการศึก หนองน้ำกว้างใหญ่ที่เคยกินอาณาบริเวณนับร้อยไร่นั้น ในวันนี้เหลือเพียง 29 ไร่ เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้คนไทยได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระนเรศวรและ บรรพบุรุษได้เคยปกป้องผืนแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน
นอกจากการเป็นแหล่งประวัติศาสตร์คู่บ้านคู่เมืองแล้ว วันนี้หนองสาหร่ายยังมีแหล่งเรียนรู้อีก 23 แหล่งที่พร้อมจะแบ่งปันและบอกเล่าเรื่องราวความร่วมมือร่วมใจในการ “จัดการ” ตนเองจนกลายเป็นความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน อันเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่ตอกย้ำว่า
เงินไม่ใช่ปัจจัยที่นำไปสู่ทางออกของปัญหา ... คุณภาพของคนต่างหากที่เป็นคำตอบแรกและคำตอบสุดท้าย
“คน” ที่ว่านี้ นับได้ตั้งแต่ “ผู้นำ” ซึ่งประกอบด้วย นายกสมนึก วัฒนชีวโนปกรณ์, ปลัดสวัสดิ์ กันรัตน์ แห่งองค์การบริหารส่วนตำบลหนองสาหร่าย, ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 10 หมู่, ผู้นำโดยธรรมชาติ เช่น พระและครู
“คน” ที่ว่านี้ ยังรวมไปถึง “ผู้หนุน” อันได้แก่ คณะทำงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่มีอธิบดีเก่ากรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างท่านสมพร ใช้บางยาง และดวงพร เฮงบุณยพันธ์ เป็นผู้หนุนเสริม ทั้งยังมีทีมงานของ นายกณัฐวัฒน์ ชั้นอินทร์งาม จาก อบต.บางระกำมาร่วมเป็นพี่เลี้ยง
แหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจแหล่งหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการชุมชน คือ โรงงานอาหารดิน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 จากการรวมตัวกันของชาวบ้านในอันที่จะแก้ปัญหาสภาพดินเสื่อมซึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีทั้งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง โดย นายเฉลิม โพธิ์สุวรรณ ผู้นำกลุ่มเกษตรกรในขณะนั้นได้ชักชวนเพื่อนเกษตรกรไปศึกษาดูงานที่จังหวัดชัยนาทโดยการสนับสนุนของเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี แล้วก็กลับมาทดลองทำ “ปุ๋ยหมักชนิดผง” ตามสูตรที่ได้เรียนรู้มา โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบให้ แต่เมื่อนำมาใช้แล้วก็พบว่ามีปัญหาเรื่องฝุ่นละอองและการที่มันเป็นผงนี้เองก็เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการหว่านลงดิน นายเฉลิมจึงได้พัฒนาต่อมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และทดลองใช้กับแปลงนาของตนเอง ผลปรากฏว่าได้ผลผลิตดีเกินคาด ต้นทุนการผลิตลดลงและสภาพดินดีขึ้น เป็นผลให้เกษตรกรในหมู่บ้านหันมาใช้ปุ๋ยหมักอัดเม็ดผงแทนปุ๋ยเคมีมากขึ้น เกิดเป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่กระจายต่อไปยังชุมชนและจังหวัดอื่นๆ จากการบอกเล่าแบบปากต่อปาก จนถึงทุกวันนี้นายเฉลิมยอมรับว่า แม้ปุ๋ยหมักอัดเม็ดจะยังไม่อาจทดแทนปุ๋ยเคมีได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ในหมู่บ้านของตน แต่อัตราการใช้ปุ๋ยเคมีและสัดส่วนการใช้ก็ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องและสภาพดินก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปัจจุบันโรงงานอาหารดินยังคงดำเนินการอยู่ โดยมี นางก้านร่ม ภูฆัง ซึ่งเป็นคนอีกรุ่นหนึ่งได้เข้ามาบริหารงานหรือรับช่วงงานต่อ “ที่จริงมีคนภายนอกสั่งปุ๋ยของเราเข้ามาเยอะนะ แต่เราก็ทำให้เท่าที่เราทำได้ ...ไม่ค่ะ ไม่ได้คิดว่าจะต้องให้มันโต คือ เราทำแบบพอเพียง เน้นให้ใช้กันในหมู่บ้าน ในตำบลเรา สูตรการทำก็ไม่หวงนะไม่เคยหวง ใครมาดูงานเราก็บอกหมด”
บ้านของนางก้านร่ม ส่วนหนึ่งเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด อีกส่วนหนึ่งเป็นสถานที่จัดประชาคมให้คณะกรรมการกลุ่มได้มาพบปะพูดคุยกัน บางครั้งใช้เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน และบ่อยครั้งก็เป็นสถานที่ให้ลูกๆ ได้พาเพื่อนวัยเดียวกันมาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งดนตรีและกีฬาแทนการออกไปเล่นไกลหูไกลตานอกบ้าน
“อันนี้เรียกว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำปุ๋ยอินทรีย์อีกนะ คือ เราห่วงลูกน่ะ สามคนกำลังโต เราพยายามที่จะได้ดูแลใกล้ชิดเขา ก็เลยส่งเสริมให้เขาพาเพื่อนมาเล่นกีฬากัน แล้วก็ส่งไปแข่งที่นั่นที่นี่ ได้ถ้วยรางวัลมาเยอะเลย”
แม้ว่าวัตถุประสงค์สำคัญในระยะแรกตั้งของโรงงานอาหารดิน ณ หนองสาหร่าย จะมุ่งตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหาดินเสื่อม การลดปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตร และปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนอันเกิดจากสารพิษตกค้าง แต่การเกิดขึ้นและการดำรงอยู่ของโรงงาน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การตอบโจทย์ดังกล่าวเท่านั้น หากได้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย อาทิ
การจัดการขยะและของเสีย ทั้งขยะในครัวเรือน มูลสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ และวัสดุเหลือทิ้งจากโรงสีข้าวชุมชน เพราะขยะและของเหลือทิ้งเหล่านี้ คือวัตถุดิบชั้นยอดที่จะป้อนเข้าโรงงานอาหารดิน
ความปลอดภัยของผู้บริโภค ในการบริโภคสินค้าด้านการเกษตร
ปัญหาเด็กและเยาวชนซึ่งสัมพันธ์กับอีกหลายเรื่อง เช่น เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด อาชญากรรม เกมคอมพิวเตอร์ และปัญหาทางเพศ
ประชาธิปไตย ธรรมาภิบาลในชุมชนและการสร้างเครือข่ายแนวนอนภายในสังคม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของคน ทั้งตัวผู้นำเอง, คณะกรรมการกลุ่มและสมาชิกในชุมชน อันเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
นี่จึงเป็นแหล่งเรียนรู้อีกแห่งหนึ่ง ที่ผู้สนใจเรื่องการพัฒนาคนและการจัดการชุมชนท้องถิ่นน่าจะได้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้