การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ้าทอเกาะยอ

การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

 

                หลายคนมักจะมองชุมชนชนบทว่าเป็นชุมชนที่ล้าหลัง ทั้งด้านความคิด ความเป็นอยู่ หรือแม้แต่ปัจจัยในการดำเนินชีวิต ซึ่งนั่นเป็นแค่เพียงความคิดของคนที่อยู่ข้างนอกเท่านั้น แต่ถ้าหากมองให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นได้ว่ายังคงมีสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งนักต่อการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ซึ่งเป็นสิ่งที่สั่งสมกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน…

                จากการลงพื้นที่ในการฝึกงาน ในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านป่าโหนด ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ซึ่งพบว่า ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษที่เป็นจุดเด่นของชุมชนคือ “การทอผ้า” เพราะเกือบทุกครัวเรือนในชุมชนจะมีอุปกรณ์ของการทอผ้าอยู่

                จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ได้ความว่า การทอผ้าของเกาะยอมีมาตั้งแต่ประเทศสยามสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยหมู่บ้านเกาะยอนั้นเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะทั้งโดยทางบนบกและทางน้ำ คนที่อพยพมาในช่วงแรกนั้นซึ่งเป็นคนเชื้อสายจีน ได้นำอาชีพการทอผ้ามาสอนชาวบ้านในบริเวณนั้น ผ้าที่ทอในระยะแรกนั้นจะเป็นแบบเรียบๆ ไม่มีลวดลาย ระยะหลังได้มีการปลูกฝ้ายเพื่อนำมาทอผ้าและย้อมด้วยสีธรรมชาติและมีการทอเป็นลายดอกชนิดต่างๆในเวลาต่อมา และเมื่อปีพ.ศ. 2375 ชาวบ้านเกาะยอได้นำผ้าเกาะยอขึ้นถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้รับพระราชทานชื่อใหม่ว่า “ลายราชวัตร” แปลว่า “กิจวัตรหรือการกระทำ” ผลิตภัณฑ์ผ้าทอเกาะยอ มีการสั่งสอน สืบทอดต่อกันภายในครัวเรือนเรื่อยมา เป็นเวลาหลายร้อยปี (ภาณุ ธรรมสุวรรณ และ ทวีศักดิ์ ล้อมลิ้ม :2530)

              แต่เนื่องจากในปัจจุบันนี้ขาดคนที่มีความรู้และความสนใจมาสืบทอดต่อ การทอผ้าเพื่อใช้ในครัวเรือนนั้นได้ลดลง กลุ่มคนที่พอจะทอได้และมีฝีมือนั้นก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ส่วนคนรุ่นหลังก็จะไม่มีความรู้ ไม่สนใจ และหันไปสนใจผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า ทำให้ขาดการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นจุดเด่นของชุมชน และการทอผ้าด้วยมือตามแบบดั้งเดิมนั้นก็เกือบจะสูญหายไปโดยสิ้นเชิง หากไม่ได้มีการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาได้ทันกาล ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเปิด มีการค้าขายกับต่างประเทศมาเป็นเวลานานสามารถซื้อผ้านอกที่สวยงามแปลกใหม่และราคาถูกได้ง่ายมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ (นางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์)

              หลังจากที่ คุณอาภรณ์ สาสนัยผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นตัวแทนได้ของกลุ่มสตรีแม่บ้านได้มีโอกาสไปอบรมตาม “โครงการฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น” และได้มีโอกาสไปดูงานตามหมู่บ้านต่างๆ จึงทำให้เกิดความคิดที่อยากจะฟื้นฟูอาชีพของชาวบ้านขึ้นมาใหม่ รวมทั้งต้องการที่จะสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่เยาวชนรุ่นหลัง

             โดยการให้ความรู้และข้อมูลแก่นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจ มีการส่งวิทยากรไปให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการทอผ้า การประสานงานกับโรงเรียนในชุมชนที่มีการสอนทอผ้า การสอนความรู้และศิลปะการทอผ้าให้ลูกหลานในชุมชน และรับนักศึกษามาฝึกงาน

            จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ชาวบ้านมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการทอผ้า ในลักษณะที่หลากหลาย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับทักษะเทคนิค กรรมวิธีต่าง ๆ ในการทอผ้า รวมถึงการแสวงหาแนวทางที่จะปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในคุณค่าของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น มีความสามารถที่จะศึกษาค้นคว้าเพื่อนำมาปรับปรุงประยุกต์กับวิทยาการสากลและสภาพในปัจจุบันและอนาคต(ชาญชัย.2547:90-110) 

             การถ่ายทอดความรู้และศิลปะการทอผ้าส่วนใหญ่ จะสอนแบบตัวต่อตัว ดังคำบอกเล่าที่ว่า “สอนเป็นรายคน ทีละคนเลย” ซึ่งการสอนแบบตัวต่อตัว เป็นวิธีสอนแบบดั้งเดิม ผู้เรียนต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่นพยายามจนเกิดทักษะความชำนาญเพื่อที่จะได้สืบทอดภูมิปัญญาที่มีคุณค่าต่อไป

             ดังนั้นแนวทางการอนุรักษ์จึงควรมุ่งส่งเสริมโดยการปลุกจิตสำนึกคนในท้องถิ่นโดยเฉพาะเยาวชนให้ตะหนักถึงคุณค่าและแก่นสาระ และความสำคัญของภูมิปัญญาการทอผ้า ส่งเสริม สนับสนุนและสืบทอดการนำภูมิปัญญาการทอผ้าและการใช้ผ้าทอเกาะยอกับประเพณี เช่น การห่มพระเจดีย์เขากุฏิ การใช้เป็นผ้านุ่งนาคก่อนบวชพระ เป็นต้น สร้างจิตสำนึกของความเป็นท้องถิ่นในด้านต่างๆ เช่น ร่วมกันสร้างเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น สร้างพิพิธภัณฑ์ผ้าทอเกาะยอขึ้นเพื่อรวบรวมผ้าลายต่างๆของท้องถิ่นทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งความภาคภูมิใจของชุมชน เป็นต้น

 

 

 

เอกสารอ้างอิง 

 

สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ , สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21

ชาญชัย ปาณูปกรณ์, คุณค่าของผ้าเกาะยอ , 2547 : 90–110

ภาณุ ธรรมสุวรรณ และ ทวีศักดิ์ ล้อมลิ้ม, พงศาวดารเมืองสงขลา, 2530