ถึงแล้ว “ม่อนแสงดาว”

ถึงแล้ว “ม่อนแสงดาว”

 

 

อากาศช่วงปลายเดือนมกราคมยังคงหนาวเย็น 

คณะพรรคของเราบินมาถึงเชียงรายเมื่อตอนหัวค่ำ  “ครูตั้ม” และ “ครูโญ” มารอรับอยู่แล้วที่สนามบิน   ทั้งสองถามไถ่ถึงเรื่องการเดินทางที่ล่าช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย และยังเอ่ยชวนอย่างมีน้ำใจให้แวะเที่ยวงานสมโภช 750 ปีเมืองเชียงรายและแวะทานอาหารเย็นกันก่อน  พวกเราปฏิเสธอย่างแรก ส่วนอาหาร..หลายคนไม่ปฏิเสธ แต่ขอซื้อเป็นข้าวกล่องอย่างง่ายๆ ไปนั่งละเลียดกินข้างกองไฟ...ใต้แสงดาวดีกว่า... ก้อ..เรากำลังจะไป “ม่อนแสงดาว” นี่นะ

“ม่อน” ภาษาเหนือ แปลว่า เนินดินหรือเนินเขาเตี้ยๆ  ม่อนแสงดาว จึงหมายถึง เนินดินที่โอบล้อมด้วยแสงดาว

เมื่อรถเคลื่อนเข้ามาจอดหน้าที่พัก ทุกคนต่างก็กุลีกุจอ ช่วยกันหอบสัมภาระเข้าห้องพักซึ่งเด็กนักเรียนของที่นี่ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว  มีทั้งห้องรวมและห้องเดี่ยว   ส่วนห้องพักของพระสงฆ์ถูกจัดให้แยกออกไปเป็นสัดส่วน  และด้วยการที่เป็นผู้ประสานงานแบบ “มืออาชีพ”  ฉันจึงต้องทำหน้าที่จัดแจงกลายๆ ในเรื่องห้องพัก การดูแลความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกแก่ทุกคน  ครั้นหันมาเห็น “พ่อมหาญาณ”กำลังถือย่ามใบโตเดินตามไปส่งท่านพระครูปลัดอานนท์ จึงตะโกนถามตามไป “ท่านอยู่ได้ ไม่กลัวผีใช่ไหมเจ้าคะ”  ท่านพระครูหันมาตอบ “เออ...” ลากเสียงซะยาวเลย  

นั่นสินะ เป็นพระจะกลัวผีได้ยังไง!!

ในระหว่างการรอคณะของ “กะปอม” ชายหนุ่มตาดีที่กำลังตามมาสมทบนั้น ฉันลากกระเป๋าเดินทางขึ้นไปบนชั้นสองของอาคารที่พักซึ่งอยู่ในสภาพกลางเก่ากลางใหม่  ภายในห้องมีเครื่องนอนครบครัน พร้อมผ้าห่มใหม่เอี่ยม ฝาผนังด้านหนึ่งประดับด้วยภาพเขียนเด่นสะดุดตา   อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างมุ้งลวดที่มีม่านบางๆ บังไว้  มองลอดม่านออกไปก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดที่โรยตัวอยู่กับต้นไม้

ฉันรื้อของใช้ที่จำเป็นออกมาจากกระเป๋าและจัดให้เข้าที่เข้าทาง  แล้วจึงเดินลงมาระเรื่อยไปตามถนนสีฝุ่น เห็นใครบางคนกำลังก่อกองไฟ   มองขึ้นไปยังเนินเขาด้านข้าง มีแสงไฟอยู่ไกลๆ  เด็กนักเรียนสองสามคนที่มาช่วยงาน บอกว่าตรงนั้น คือ ห้องประชุม ห้องอาหารและโรงครัวของพวกเขา  

เมื่อทุกคนมาถึงกันพร้อมหน้า เราก็จับกลุ่มนั่งคุยกันรอบกองไฟตามอัธยาศัย  ข้างกองไฟมีกาน้ำหนึ่งใบกับกองฟืน ใต้กองไฟมีหัวมันสำปะหลังหลายหัวที่มีบางคนไปหมกไว้เพื่อให้ได้บรรยากาศของค่ำคืนที่เหน็บหนาว  ลมพัดผ่านช่องเขามาดังอู้ๆ เป็นครั้งคราว  “ลูกแหน” หรือ “สมอพิเภก” ตกกระทบพื้นดัง  เปาะแปะเป็นระยะๆ  หลายคนพยายามเบียดตัวเองให้เข้าใกล้กองไฟมากที่สุด   แต่ถึงที่สุดแล้วทุกอย่างก็มี “ระยะห่าง” ที่เหมาะสม…  ใกล้เกินไปก็ร้อน  ห่างเกินไปก็หนาว...  มีแต่ “ธรรมะ” เท่านั้นกระมังที่ยิ่งอยู่ใกล้ ...ก็ยิ่งเย็น 

ฉันนั่งจิบน้ำชาอยู่เงียบๆ   ในขณะที่หูข้างหนึ่งกำลังแอบฟังพวกที่มาจากอมก๋อย เล่าถึงอุบัติเหตุที่เกือบกลายเป็นโศกนาฏกรรม  ทั้งคนเล่าและคนฟังหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน หลายคนลืมอาการขาสั่นปากสั่นเมื่อตอนเช้าไปแล้ว  ส่วนหูอีกข้างหนึ่งฟัง “ครูตั้ม” ปรารภกับท่านพระครูเรื่องการสร้างลานปฏิบัติธรรมและพระเจดีย์บนเนินส่วนที่สูงที่สุดของโรงเรียนในพื้นที่ 97 ไร่แห่งนี้  ท่านพระครูเห็นด้วยและสนับสนุนเต็มที่

“พระเจดีย์นี้จะเป็นสัญลักษณ์ของ “ปัญญา” คราวนี้ก็จะครบถ้วนตามหลักไตรสิกขา  คือเราฝึกเด็กให้เรียน ให้มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ให้ธรรมชาติเป็นครู เรียนให้รู้ อยู่ให้เป็น นี่คือ “ศีล” อันหมายถึงความเป็นปกติ ส่วนลานปฏิบัติธรรมซึ่งจะใช้เป็นสถานที่สำหรับการสวดมนต์และเจริญจิตภาวนานั้น ก็คือ สัญลักษณ์ของ “สมาธิ” ทำไปเลย ทำให้ดี อาตมาจะช่วย ช่วยกันพัฒนาให้ดีนะ ไม่ใช่ให้เจริญ”

ท่านย้ำว่า “ความดี” กับ “ความเจริญ” ไม่เหมือนกันในบางแง่มุม  ความเจริญหรือความงอกงามขึ้นในทางธรรมเท่านั้นที่เป็นความดี 

ฉันแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน  ความมืดมิดช่วยขับให้แสงดาวเจิดจรัสมากขึ้น  เหมือนว่าจะอยู่ใกล้ๆ เพียงแค่เอื้อม แต่ก็ไม่เคยไขว่คว้าได้  จึงปลอบใจตัวเองว่า  แม้วันนี้ยังเอื้อมไม่ถึงซึ่ง “ความจริงขั้นสูงสุด” แต่จะเป็นไรเล่า ก็เห็นแสงดาวอยู่รำไรโน่นแล้ว

เวลาแห่งความสุขผ่านไปจนค่อนคืน  ท่านพระครูเห็นว่าวงสนทนาทำท่าจะยืดเยื้อ จึงรีบสลายม็อบเพื่อให้ทุกคนได้กลับไปพักผ่อน  

ก๊อก.. ก๊อก.. ก๊อก

เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบาๆ เมื่อตอนประมาณตีห้า คงเป็นเด็กนักเรียนของที่นี่ที่ฉันย้ำว่าให้มาปลุกด้วย เพื่อที่จะติดรถออกไปซื้อของที่ตลาด  ฉันรีบลุกขึ้น ล้างหน้าล้างตาแล้วเดินลงไป  เห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่สองเงาข้างกองไฟ จึงเดินไปสมทบและพากันไปตลาด ซึ่งเป็น “กาด” เล็กๆ ของหมู่บ้าน ได้น้ำเต้าหู้ พร้อมขนมข้าวต้มพื้นเมืองจำนวนหนึ่ง และ “ข้าวมัน” หรือ “ข้าวเหนียวสังขยา” หน้าตาดูดีที่มีให้เพียงพอกับทุกคน 

กลับจากตลาดเมื่อตอนที่ฟ้าสาง   จึงได้เห็น “โรงเรียนม่อนแสงดาวธรรมชาติวิทยา” อย่างเต็มตา สมแล้วกับคำลงท้าย “ธรรมชาติวิทยา” เพราะมีธรรมชาติทั้งพืชพรรณและสรรพสัตว์มากมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้นี่เอง