กลองแอว
กลองแอว เป็นกลองที่มีลักษณะคล้ายกับกลองหลวงแต่ขนาดเล็กกว่าคือประมาณ 1 ใน 4 ของกลองหลวง ขึงด้วยหนังข้างเดียว ตัวกลองทาด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ และไม้แดง เป็นต้น กลองแอวมีชื่อเรียกขานต่างกันไป บางแห่งอาจเรียกตามรูปลักษณ์ที่พบเห็น เรียกตามเสียงที่หูได้ยิน หรือเรียกตามตานานเล่าขานสืบกันมา อย่างไรก็ตามพอสรุปได้ว่า กลองแอว เป็นชื่อเรียกตามรูปลักษณ์ที่พบเห็นคือ มีลักษณะคอดกิ่วตรงกลางคล้ายสะเอว ซึ่งภาษาล้านนาเรียก “แอว” จึงได้ชื่อว่า “กลองแอว” ซึ่งนิยมเรียกกันในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนชื่ออื่น ๆ เขียนแตกต่างกันดังนี้
กลองตึ่งนง หรือ กลองตึ่งโนง เป็นชื่อที่เรียกตามเสียงเมื่อประโคมร่วมกับฆ้องใหญ่สลับกับฆ้องหุ่ย และเครื่องดนตรีอื่น ๆ ได้แก่ ฉาบใหญ่ กลองตะหลดปด แนหลวง และแนหน้อย การประสมวงเครื่องตีและเครื่องเป่าดังกล่าว เรียกวงตึ่งนง หรือ ตึ่งนง โดยฟังเสียงกลองแอวเป็นเสียง “ตึ่ง” และเสียงฆ้องโหย้ง ฆ้องอุ้ย เป็นเสียง “นง” หรือ “โนง”
กลองเปิ้ง หรือ กลองเปิ้งมง ชื่อนี้นิยมเรียกในเขตจังหวัดลาพูน โดยเรียกตามเสียงที่ได้ยินในลักษณะเดียวกันกับเสียง “ตึ่งนง” เพียงแต่ได้ยินกลองเป็นเสียง “เปิ้ง” เสียงฆ้องเป็นเสียง “มง”
กลองตกเส้ง หรือ ตบเส้ง เป็นชื่อที่เรียกตามเสียงที่ได้ยินในลักษณะเดียวกันกับกลองตึ่งนง หรือกลองเปิ้ง แต่การได้ยินนั้นฟังเสียงเครื่องดนตรีคนละชิ้นกล่าวคือ ได้ยินเสียงกลองตะหลดปดดัง “ตก” หรือ “ตบ” สลับกับเสียงฉาบใหญ่และฆ้องดัง “เส้ง” จึงได้ชื่อว่ากลองตกเส้ง ซึ่งนิยมเรียกกันในจังหวัดลาปาง
กลองอืด เป็นชื่อที่นิยมเรียกกันในจังหวัดแพร่และน่านบางส่วน ที่เรียกอย่างนี้เพราะฟังเสียงกลองที่ดังกังวานยาวนาน หรือที่เรียกเสียงนี้โดยทั่วไปว่า เสียงอืด หรือ เสียงลูกปลาย
กลองห้ามมาร หรือ กลองพระญามาร ชื่อนี้มีที่มาสองประการกล่าวคือ
- ประการแรก ในงานบุญนอกจากจะตีกลองแอวเป็นมหรสพแล้ว ยังเชื่อว่าเสียงกลองจะช่วยป้องกันการทะเลาะวิวาทชกต่อยอันเป็นเหตุการณ์ที่พระญามารบันดาลให้เกิด
- ประการที่สอง เรียกตามความเชื่อที่มีตานานเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ในท้องมหาสมุทรมีพระมหาเถระรูปหนึ่ง บาเพ็ญเพียรบารมีอยู่ชื่อว่า “อุปคุต” พระมหาเถระรูปนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบปรามมารทั้งหลายได้ ฉะนั้นหากมีงานบุญฉลองศาสนสถานของวัดที่เรียกว่า “ปอยหลวง” ชาวบ้านจะพากันไปนิมนต์พระอุปคุตจากท้องมหาสมุทร โดยสมมติเอาก้อนหินจากแม่น้าลาธารใส่พานแห่ขบวนไปไว้ที่หออุปคุตที่จัดเตรียมไว้ในวัด โดยมีความเชื่อว่าจะสามารถห้ามมารหรืออุปสรรคอันอาจเกิดขึ้นในขณะจัดงานได้ และในการแห่พระอุปคุตนั้น มักนากลองแอวนี้ไปแห่นาขบวนด้วย จึงนิยมเรียกกันว่ากลองห้ามมาร หรือกลองพระญามากอีกชื่อหนึ่งดัวย
การประสมวง วงตึ่งนง
การประสมวงกลองที่มี กลองแอว เป็นหลักเรียกว่า “วงตึ่งนง” โดยปกติการตีกลองแอว จะบรรเลงร่วมกับเครื่องตีด้วยกันคือ กลองตะหลดปด สว่า และฆ้อง โดยตีเป็นเครื่องประกอบจังหวะซึ่งกันและกันไปตลอด ในบางโอกาสที่ต้องการความยิ่งใหญ่อลังการ มักนิยมใช้เครื่องเป่าที่มีเสียงดังประกอบด้วย แน ซึ่งมีสองเลา ได้แก่แนหน้อย (เล็ก) และแนหลวง (ใหญ่) กระนั้นก็ตามการประสมวงอาจมีการเพิ่มเครื่องประกอบจังหวะไปตามความนิยมของท้องถิ่น ดังนี้
วงตึ่งนง
ประกอบด้วย
กลองแอว 1 ลูก
กลองตะหลดปด 1 ลูก
ฆ้องโหย้ง (ฆ้องใหญ่) 1 ใบ
ฆ้องอุ้ย (ฆ้องหุ่ย) 1 ใบ
สว่า (ฉาบใหญ่) 1 คู่
แนหน้อย 1 เลา
แนหลวง 1 เลา
วงเปิ้งมง
ประกอบด้วย
กลองแอว 1 ลูก
กลองตะหลดปด 1 ลูก
ฆ้องโหม้ง และ ฆ้องหม้อง ประมาณ 3-5 ใบ
ฆ้องโหย้ง 1 ใบ
ฆ้องอุ้ย 1 ใบ
สว่า 1 คู่
แนหน้อย 1 เลา
แนหลวง 1 เลา
วงตกเส้ง
ประกอบด้วย
กลองแอว 1 ลูก
กลองตะหลดปด 1 ลูก
ฆ้องโหย้ง 1 ใบ
(อาจมีเพิ่ม)
ฆ้องอุ้ย 1 ใบ
สว่า 1 คู่
แนหน้อย 1 เลา
ฉิ่ง 1 คู่
วงกลองอืด
ประกอบด้วย
กลองแอว 1 ลูก
กลองตะหลดปด 1 ลูก
ฆ้องโหย้ง และ ฆ้องโหม้ง ประมาณ 3-5 ใบ
ฆ้องอุ้ย 1 ใบ
แนหน้อย 1 เลา
แนหลวง 1 เลา
พานหรือผ่าง (ฆ้องไม่มีปุ่ม) 1 ใบ
ฉิ่ง 1 คู่
โอกาสที่ใช้
เดิมกลองแอวอยู่กับวัด โอกาสที่ใช้แห่จึงมักเป็นเรื่องของงานบุญ เช่น แห่นาขบวนครัวทาน แห่ต้อนรับหัววัดเมื่อมีงานฉลองศาสนสถานของวัดที่เรียกว่า “ปอยหลวง” แห่ประกอบการฟ้อนเล็บ และแห่เป็นมหรสพฉลองงานที่เรียกว่า “อุ่นงัน” เป็นต้น
ต่อมาเมื่อมีการรณรงค์เรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมมากขึ้น จึงนิยมนามาแห่ในขบวนต่าง ๆ รวมถึงการแสดงบนเวทีให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นได้ชม ตลอดจนมีการนามาประกวดแข่งขันประชันเสียงกันอีกด้วย
แหล่งที่มา :-
สนั่น ธรรมธิ.2550. นาฎดุริยการล้านนา. เชียงใหม่ : สานักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.__