หากมีกิเลสเข้ามาครองใจ ก็จะเสียอำนาจ เสียกำลัง เสียปัญญา
สมาธิ กับ ญาน 
สมาธิ กับ ฌาน เหมือนกันหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนต่างกันอย่างไร ?
สมาธิกับฌาน ที่เราต่างได้ยินได้ฟังกันมาชินหู โดยเฉพาะเวลาสนทนาธรรมและร่วมปฏิบัติธรรม เช่น การปฏิบัติธรรมให้ได้ผลต้องทำสมาธิภาวนา หรือคุณได้สมาธิขั้นไหนแล้ว จิตตั้งมั่นในสมาธิแค่ไหน ฯลฯ
บางคนอาจถนัดอยู่กับ การกล่าวที่เกี่ยวข้องกับ ‘ฌาน’ เช่น พระสงฆ์รูปนี้รูปนั้นได้ฌานแล้ว คุณได้ฌานขั้นไหน ฯลฯ
หลายคนคงจะสงสัยว่า ‘ฌาน’ กับ ‘สมาธิ’ ต่างกันอย่างไรกันแน่ เพราะบางครั้ง ในการปฏิบัติจิตได้กล่าวถึงสมาธิ บางครั้งกล่าวถึงฌาน จึงสับสนว่าเหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร
สมาธิและฌาน ในพระพุทธศาสนา ตามที่พระบรมศาสดาทรงตรัสไว้เป็นมาตรฐานในการเจริญเพื่อทิพยอำนาจนั้น ได้แก่ ฌาน 4 ประการ ที่เรียกตามลำดับว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
‘ฌาน 4 ประการนี้ตรัสเรียกว่า สัมมาสมาธิ’
สมาธิกับฌาน มีความหมายกว้างแคบกว่ากัน คือ สมาธิมีความหมายกว้างกว่าฌาน จากความสงบของใจตั้งแต่ขั้นต่ำ ๆ เพียงชั่วขณะหนึ่งจนถึงขั้นสงบสูงสุด ไม่มีอารมณ์กำหนด สามารถเรียกว่าสมาธิได้ทั้งนั้น เช่น ความสงบเล็กน้อยชั่วขณะ เรียกว่า ขณิกสมาธิ สมาธิระดับนี้เกิดขึ้นได้น้อย เช่น เวลาทำงานอ่านหนังสือ ขับรถอย่างมีสติจดจ่อ เป็นสมาธิที่มีได้แต่สามัญชนทั่วไป
อุปจารสมาธิ ความสงบใกล้ต่อความเป็นฌาน หรือที่เรียกว่าสมาธิขั้นเฉียดฌาน
อัปปนาสมาธิ ความสงบแน่วแน่เป็นฌาน
สุญญตสมาธิ สงบว่างโปร่ง
อนิมิตตสมาธิ สงบไม่มีอารมณ์ปรุงแต่ง
อัปปณิหิตสมาธิ สงบไม่มีที่ตั้งลงคือหาฐานรองรับความสงบเยี่ยงนั้นไม่มี
สมาธิเหล่านี้เป็นสมาธิชั้นสูงมีได้แก่คนบางคนเท่านั้น
ส่วน ‘ฌาน’ มีความหมายจำกัดวงแคบ ๆ คือ มีองค์หรืออารมณ์เป็นเครื่องกำหนดโดยเฉพาะเป็นอย่าง ๆ ไป เช่น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สี่อย่างนี้เป็นรูปฌาน สูงขึ้นไปเป็นอรูปฌาน เช่น อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญยตนะ อากิญจัญญายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ข้อกำหนดแห่งฌานมีอารมณ์ขึ้นต้นไม่กำหนด แต่มีองค์เป็นเครื่องหมาย คือ จิตเพ่งพินิจจดจ่ออยู่ในอารมณ์เดียวจนสงบลง มีองค์แห่งฌานปรากฏขึ้นครบห้าก็เป็นปฐมฌาน ดังคำแปลจากพระบาลีดังนี้
สงัดเงียบจากกาม สงัดเงียบจากอกุศลธรรม แล้วเข้าปฐมฌาน ซึ่งมีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดจากความวิเวกอยู่
ทุติยฌาน ระงับวิตก วิจาร แล้วเข้าทุติยฌาน ซึ่งมีความผ่องใสภายใน มีความเด่นเป็นดวงเดียวของจิตใจมีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ตติยฌาน สำรอกปีติแล้วเข้าตติยฌาน ซึ่งเป็นผู้วางเฉย มีสติสัมปชัญญะและเสวยสุขด้วยกายที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้วางเฉยมีสติอยู่เป็นสุขดังนี้
จตุตถฌาน ละสุขละทุกข์ได้ ดับโสมนัสโทมนัส แล้วเข้าจตุตถฌาน ซึ่งไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีแต่อุเบกขากับสติและความบริสุทธิ์ของจิตเท่านั้น
คำว่า ‘อารมณ์ของฌาน’ ยังต้องทำความเข้าใจต่ออีก ถ้าผู้บำเพ็ญกำหนดอารมณ์ขั้นต้น โดยมี อสุภะเป็นอารมณ์ เรียกว่าอสุภฌาน กำหนดเมตตาเป็นอารมณ์ เรียกว่าเมตตาฌาน มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ อนุสสติเป็นอารมณ์ เช่นพุทธานุสติ เทวตานุสติ อานาปานสติ เป็นต้น
การเข้าถึงฌานแบบง่าย
ๆ
อุปสรรคแห่งฌานมี นิวรณ์ 5 คือ
1. ‘กามฉันทะ’ คือ ความติดใจในกามคุณ
2. ‘พยาบาท’ คือ ความขุ่นแค้น
3. ‘ถีนมิทธะ’ คือ ความท้อแท้ซึมเซา
4.
‘อุทธัจจกุกกุจจะ’
แยกเป็น อุทธัจจะ
คือความฟุ้งซ่านของจิต และ กุกกุจจะ คือความรำคาญใจ
5. ‘วิจิกิจฉา’ คือ ความลังเลสงสัย
กิเลสห้าประการนี้แม้อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาครองใจ จะเสียอำนาจ เสียกำลัง เสียปัญญาไปทันที

ในนิวรณ์ 5 ที่สำคัญมากคือข้อแรก กามคุณ และกามคุณมีอยู่ 5 อย่าง คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกกามคุณนี้ว่า ‘สัมพาธ’ คือ สิ่งคับแคบ เมื่อใจไปอยู่กับสิ่งคับแคบก็เกิดความรู้สึกคับแคบขึ้นในใจ ฉะนั้น ฌานตั้งแต่ปฐมฌานไป ตรัสเรียกว่า ‘โอกาสาธิคม’ คือความว่างโปร่งหรือช่องว่าง ใจที่เข้าไปถึงความสงบว่างโปร่ง
เมื่อกามคุณทั้ง 5 ยังมีอำนาจยั่วใจให้เกิดกำหนัด ขุ่นแค้น ท้อใจ อ่อนใจ ทำให้ใจอ่อนเปลี้ย เป็นสองจิตสองใจขึ้น เหมือนทางแยกที่ไม่รู้จะไปทางไหนถูก กามคุณและกิเลสลักษณะดังกล่าวนี้ยังมีอำนาจเหนือใจ จิตจะสงบเป็นสมาธิเป็นฌานไม่ได้อย่างแน่นอน
และถ้าเมื่อใดกามคุณ 5 สงบลง นิวรณ์ 5 ดังกล่าวถูกขจัดได้ เมื่อนั้นจิตจะสงบเป็นสมาธิเป็นฌาน ถึงสภาพโปร่งใจที่เรียกว่าโอกาสาธิคมทันที
ปฐมฌานที่กำหนดลักษณะเบื้องต้นว่า สงัดจากกามและอกุศลธรรมก็หมายถึงสงัดจากกามคุณ 5 นิวรณ์ 5 นั่นเอง
ใครทำได้อย่างนี้ในเวลาปฏิบัติสมาธิภาวนานั่นแหละถึงจะเรียกว่า ‘ได้ฌาน’


![]()




ขอบคุณ คุณ
คนบ้านไกล ที่เป็นกำลังใจให้ดอกไม้ค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณ
โสภณ เปียสนิท ขอบคุณค่ะที่มาเป็นกำลังใจและให้ดอกไม้
ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลดีๆและมีประโยชน์สำหรับผู้เริ่มปฎิบัติครับ