นางโสภา   มาพลาย

โรงเรียนพลับพลาไชย

                              อบอุ่นร่างกายโดยใช้เกมและการละเล่นพื้นเมือง                  

จากประสบการณ์ที่สอนวิชาพลศึกษามาปัญหาที่พบคือ  ขั้นอบอุ่นร่างกายเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติทักษะทางกีฬา  หรือกิจกรรมต่างๆ  พบว่านักเรียนส่วนใหญ่  ไม่ชอบในช่วงอบอุ่นร่างกาย เนื่องจากไม่อยากวิ่งรอบสนาม  จะบอกกับครูว่า ปวดหัว ปวดท้อง   แต่เวลาให้ฝึกทักษะกีฬาต่าง ๆ จะมาปฏิบัติได้  จะเป็นเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง จึงแก้ปัญหาดังนี้1.       แบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่มๆละเท่าๆกัน  2.       แต่ละกลุ่มค้นคว้าเกี่ยวกับเกม  และการละเล่นพื้นเมืองมาเพื่ออธิบายและสาธิตให้เพื่อนเล่นก่อนปฏิบัติทักษะทางกีฬา3.       ให้เล่นในขั้นอบอุ่นร่างกายครั้งละ 2 เกม4.       เกมและการละเล่นพื้นเมือง  ที่แต่ละกลุ่มค้นคว้ามา  ครูจะแนะนำให้เป็นเกมที่เน้นการวิ่งมาก ๆ5.       เกมและการละเล่นพื้นเมืองที่เน้นการวิ่งมากๆ  เช่น5.1    เกมกระต่ายกระแต5.2    เกมตำรวจจับขโมย5.3    วิ่งเปี้ยว5.4    ถือบอลอ้มหลัก6.       แต่ละกลุ่มจะพลัดมาอธิบายและสาธิตการเล่นเกมและการละเล่นพื้นเมืองให้เพื่อนกลุ่มอื่นๆได้ปฏิบัติตามในขั้นอบอุ่นร่างกายจากการเปลี่ยนวิ่งรอบสนามมาเป็นการเล่นเกมและการละเล่นพื้นเมืองในขั้นอบอุ่นร่างกายพบว่านักเรียนทุกคนมีความสุขและสนุกสนานกับการเรียนวิชาพลศึกษามีความกระตือรือร้น  ในการศึกษาค้นคว้าหาเกมและการละเล่นพื้นเมือง  ร่วมมือในการปฏิบตักิจกรรมเป็นอย่างดี  นางสาวนพรัตน์   คำเกลี้ยงโรงเรียนพลับพลาไชยส้มตำ                 การปรุงอาหาร  ส้มตำเป็นอาหารของบุคคลทั่วไป  โดยเฉพาะภาคอิสาน  หมู่ชนชาวลาวและเดี๋ยวนี้จะแพร่ไปทั้งหมู่ชาวไทย  ชาวฝรั่ง   ที่มักนิยมเป็นอาหารจานโปรด   ไปที่ไหนๆ  ก็จะมีอาหารชนิดนี้อยู่ทั่วไป  ตามภัตาคาร  ร้านอาหารในเมือง  ตามชนบท   จนถึงร้านข้างทางริมถนน  ส้มตำไม่ว่าจะเป็นส้มตำปู   ตำไทย   ตำปลาร้า  ฯลฯ  ข้าพเจ้าได้นำมาใช้สอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  1  วันหนึ่งเมื่อครูบอกว่าจะตำส้มตำ  เด็กนักเรียนในชั้นต่างก็ดีใจมาก  บางคนบอกว่าหนูจะเอามะละกอมา   หนูจะเอาถั่วฝักยาวมา   หนูจะเอามะนาวมา   หนูจะเอาพริกมา  หนูจะเอาปลาร้ามา   และอีกหลายอย่างที่เป็นเครื่องปรุงส้มตำ                เมื่อนักเรียนนำเครื่องปรุงมาแล้วต่างก็บอกกับครูว่า  เมื่อไรจะตำส้มตำคะ   ครูจะตำส้มตำหรือยัง   หนูอยากตำแล้วค่ะ   ครูต้องบอกว่าเดี๋ยวก่อนเราต้องเรียนก่อน   ยังไม่ถึงเวลาเลยขอเวลาเรียนก่อน   และนักเรียนต้องตั้งใจเรียน  เขียนให้สวยเรียบร้อย สะอาดด้วย   เขียนให้ถูกต้องไม่ล่าช้าเสร็จทุกคนแล้วเราจะได้ตำส้มตำกันทั้งชั้นเรียนเลย   นักเรียนในชั้นต่างก็ตั้งใจเขียนอย่างบรรจง  แล้วก็นำมาให้ครูดู   และบอกว่าหนูเขียนเสร็จแล้ว   เมื่อสังเกตดูนักเรียนเขียนดีขึ้นและที่เขียนล่าช้าก็เปลี่ยนไปจากเดิม  คือเขียนได้เร็วกว่าเดิม  และหลายๆคนเขียนได้เรียบร้อยถูกต้อง  เป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าภาคภูมิใจที่นั่กเรียนในชั้นเขียนได้ดี  จากนั้นครูและนักเรียนต่างก็ร่วมกันตำส้มตำอย่างสนกสนาน   นักเรียนช่วยหยิบจับเครื่องปรุงมาใส่ครกและตำกันอย่างสนตุกสนาน   และร่วมรับประทานโดยแบ่งเป็นกลุ่มๆละ 5 คน  นักเรียนต่างชมว่าอร่อยมาก  และอยากตำกันอีก   ครูจึงบอกว่าถ้านักเรียนจะตำส้มตำอีก  นักเรียนต้องตั้งใจเรียน  และเขียนให้สวยๆ เรียบร้อย  และสะอาดอย่าล่าช้า  แล้วเราจะตำส้มตำกันอีก  ตั้งแต่นั้นมานักเรียนต่างก็ตั้งใจและสนใจการเรียน   และทำงานดีขึ้นกว่าเดิมมาก นายลิขิต   วริกูลโรงเรียนพลับพลาไชยการปรับปรุงห้องสมุด                ตามหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน ที่เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ  และควรที่จะสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง   ทางโรงเรียนจึงต้องมีแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียนสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง   ซึ่งจะทำให้ความรู้ที่นักเรียนได้รับ สามารถจดจำความรู้นั้นได้ยาวนาน  และจากการที่ข้าพเจ้าเคยได้เข้าอบรมก่อนการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรรวมทั้งได้วิเคราะห์หลักสูตรโครงร่าง  และเคยสอบถามวิทยากรแกนนำตั้งแต่ปีการศึกษา 2540 ว่าต่อไปนี้ห้องสมุดควรจะเป็นแหล่งค้นคว้าที่ตอบสนองความต้องการของหลักสูตรและการสืบค้นของนักเรียนใช่หรือไม่  ซึ่งวิทยากรก็ได้บอกกับข้าพเจ้าว่าใช่ถูกต้อง   ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าก็ตั้งใจว่าหากได้มีโอกาสเข้ามารับผิดชอบห้องสมุดเมื่อใด  ข้าพเจ้าจะปรับปรุงให้นักเรียนอยากเข้ามาค้นคว้า  หาความรู้  และเป็นห้องที่นักเรียนเข้ามาแล้วสบายใจมากที่สุด   เหมือนกับอยู่ที่บ้านของนักเรียนเอง                ในช่วงต้นปีการศึกษา  2548  ครูที่รับผิดชอบห้องสมุดโรงเรียนพลับพลาไชย  ได้รับคำสั่งย้ายไปทำการสอน ณ โรงเรียนใกล้บ้านของท่าน  จึงเป็นช่วงโอกาสที่ดีของข้าพเจ้าที่จะเข้ามารับผิดชอบห้องสมุดข้าพเจ้าจึงเรียนปรึกษากับผู้อำนวยการว่าข้าพเจ้ามีแผนงานที่จะปรับปรุงห้องสมุดใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับกระบวนการเรียนการสอนตามหลักสูตรขณะนี้  ซึ่งหลังจากที่ผู้อำนวยการได้ฟังก็เห็นด้วย   แล้วข้าพเจ้าหาทีมมาร่วมทำงาน  ข้าพเจ้าจึงชวนครูที่มีใจอยากเข้ามาร่วมพัฒนาด้วยกันในช่วงแรกประมาณ  6  คน  และจัดทอดผ้าป่าเพื่อปรับปรุงห้องสมุดได้เงิน ห้าหมื่นกว่าบาทเริ่มขยายห้องสมุดเป็นสองห้องติดกัน   ปูกระเบื้อง   ติดลูกกรง   ทาสีห้องใหม่  จัดหมวดหมู่หนังสือโดยที่ไม่ได้ยึดระบบสากลด้วยเป็นการยากในการจัดหมวดหมู่ซึ่งนักเรียนจะไม่สามารถช่วยเราได้  ข้าพเจ้าจึงได้กำหนดหมวดหมู่ใหม่  10 หมวด  คือ  8  กลุ่มสาระ หมวดเบ็ดเตล็ด  และอ้างอิง  โดยใช้กระดาษกาวติดแถบสันหนังสือแยกสี  จะทำให้นักเรียนสามารถช่วยเราจัดชั้นหนังสือได้ และแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นห้องผลิตสื่อ เก็บสื่อการเรียนการสอนไว้บริการครูในโรงเรียนด้วย  ข้าพเจ้าได้ติดต่อขอบริจาคทางอินเตอร์เน็ทจากเว็ปไซด์ที่ข้าพเจ้าเป็นสมาชิก โดยขอบริจาคหนังสือ  อุปกรณ์การเรียนและคอมพิวเตอร์สำหรับต่ออินเตอร์เน็ท  ให้นักเรียนค้นคว้า จำนวน  1  เครื่อง  พอดีกับก่อนหน้านี้พี่ชายข้าพเจ้าซึ่งเป็นข้าราชการครูที่ราชบุรี  มีโปรแกรมเกี่ยวกับการบริการห้องสมุด  มาให้ซึ่งเป็นของการศึกษานอกโรงเรียนโพธาราม   หลังจากได้ศึกษาแล้วพบว่าเป็นโปรแกรมที่น่าใช้  และสะดวก  จึงนำมาใช้ในห้องสมุดโดยขอเครื่องคอมพิวเตอร์จากห้องคอมซึ่งเป็นเครื่องเก่าเพนเทียม 133  แรม 32 มาใช้บริการ  พร้อมทั้งปรับปรุงบัตรห้องสมุดโดยใช้บัตรเติมเงินมาเป็นบัตรห้องสมุด  เพียงติดรหัส  6  หลักพร้อมชื่อและชั้น  ก็สามารถใช้ได้ทนทานต่อมาผู้อำนวยการสนับสนุนการจัดซื้อหนังสือเพิ่มเติมอีกมากทำให้ห้องสมุดของเรามีหนังสือค่อนข้างมาก  จากการปรับปรุงข้างต้นทำให้นักเรียนเขามาใช้บริการมากขึ้น  ในปีการศึกษา  2549  ข้าพเจ้าอยากจะเพิ่มแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้นประกอบกับได้งบประมาณโครงการห้องสมุดมีชีวิต   ข้าพเจ้าจึงได้ปรับปรุงห้องสมุดอีกครั้ง  คือ ได้นำตู้ปลาน้ำจืดเข้ามาจัดให้ห้องสมุดโดยเลี้ยงปลาน้ำจืดเช่น ปลาดุก  ปลาสวาย  ปลาแรด  ปลาทับทิม  ปลานิล  ให้นักเรียนได้ศึกษา  และมีข้อมูลให้นักเรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับปลาเหล่านี้   และเพิ่มการจัดระบบนิเวศน์จำลองในห้องสมุด  จัดมุมดูวีซีดีสารคดี  3 เครื่อง   โดยใส่หูฟัง  รวมทั้งจัดตอบปัญหาสารานุกรม  และปัญหาทั่วไปจากหนังสือในห้องสมุดให้นักเรียนร่วมตอบปัญหาทุกสัปดาห์   จัดให้มีโชว์การเชิดหุ่นมือละครโรงเล็กทุกเดือน  พบว่าตั้งแต่จัดกิจกรรมเหล่านี้นักเรียนร่วมกิจกรรมและเข้าใช้บริการห้องสมุดจนเต็มห้องทุกวัน   เก้าอี้ไม่พอนั่งทำให้ต้องนั่งกับพื้น  ซึ่งคิดว่าในปีหน้าคงต้องขยายห้องอีกแน่นอน นางสำลี   ฉ่ำชื่น   โรงเรียนพลับพลาไชย  แก้ไขนักเรียนขาดเรียนบ่อย                ดิฉันสอนประจำชั้นอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  ในปีการศึกษา  2547    ดิฉันมีปัญหาคือมีนักเรียนในชั้นเรียนของดิฉันอยู่   1   คน    จะขาดเรียนอยู่บ่อยๆ     อาทิตย์หนึ่งจะมาเรียน   2   วันบ้าง    3   วันบ้าง     ซึ่งทำให้นักเรียนคนนี้เรียนไม่ทันเพื่อน        ไม่ได้ทำงานส่งหลายชิ้น         ดิฉันจึงแก้ปัญหาดังนี้                1. เรียกนักเรียนมาพบและคุยกับนักเรียนว่ามีปัญหาอะไรถึงได้ขาดเรียนบ่อยๆ    นักเรียนก็บอกว่าไม่สบาย      และบางครั้งผู้ปกครองก็ให้ขาดอยู่เฝ้าบ้าน          2. เชิญผู้ปกครองของนักเรียนมาพบและพูดคุยกับผู้ปกครองของนักเรียนว่าทำไมนักเรียนถึงได้ขาดเรียนบ่อยผู้ปกครองของนักเรียนบอกว่านักเรียนแต่งตัวมาเรียนทุกวันไม่ทราบเลยว่านักเรียนขาดเรียน     เพราะตัวเองก็ต้องออกไปทำงานแต่เช้ากว่าจะกลับบ้านก็มืดค่ำ     ซึ่งนักเรียนไม่มีใครคอยดูแลเลยเพราะตัวเองก็ได้แยกทางกับภรรยาแล้วและอยู่กับลูกเพียงแค่   2   คน                     3. เมื่อทราบว่านักเรียนขาดเรียนเองไม่ได้ขาดเรียนเพราะผู้ปกครองให้ขาด       ดิฉันจึงขอความร่วมมือจากผู้ปกครองของนักเรียนให้หาเวลาว่างมาคอยดูแลนักเรียนบ้าง     นักเรียนจะได้มาเรียนไม่ขาดเรียนบ่อยๆ   อีก เพราะถ้านักเรียนขาดเรียนมากๆ   นักเรียนจะไม่มีสิทธิ์สอบและจะเรียนไม่จบชั้น ป. 6                   4. หลังจากคุยกับผู้ปกครองแล้วก็ได้เรียกนักเรียนมาพบและพูดคุยกับนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง      และบอกกับนักเรียนว่าที่โกหกครูว่าขาดเรียนเพราะผู้ปกครองให้ขาดเฝ้าบ้านนั้นครูจะไม่ลงโทษ     แต่ขอให้นักเรียนมาเรียนทุกวันยกเว้นถ้าไม่สบายก็ให้ขาดเรียนได้      แต่ถ้าไม่จำเป็นอย่าขาดเรียนอีก     เพื่ออนาคตของตัวเองพยายามเรียนให้จบ    ถึงแม้ว่านักเรียนจะไม่มีแม่คอยดูแลแต่นักเรียนก็ยังมีพ่อ     ซึ่งนักเรียนยังดีกว่าคนอื่นๆ    อีกหลายคนที่ไม่มีทั้งพ่อและแม่คอยดูแล                จากการแก้ปัญหาดังกล่าวพบว่าผู้ปกครองของนักเรียนพยายามหาเวลาว่างมาคอยดูแลนักเรียนมากขึ้น    และถ้าตัวเองไม่ว่างก็จะให้เพื่อนบ้านช่วยดูแลนักเรียนแทน   ซึ่งทำให้พฤติกรรมการมาเรียนของนักเรียนคนนี้ดีขึ้น    นักเรียนขาดเรียนน้อยลง     ชามของ......นนท์เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๓ ฉันสอนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕         นักเรียนคนทีฉันกำลังจะพูดถึงนี้ชื่อ เด็กชายนนท์  คานนท์     นนท์เป็นเด็กรูปร่างค่อนข้างผอม  ดำ  เรียนไม่ค่อยทันเพื่อน   ลายมือไม่ค่อยน่าพอใจ    แต่เรียกง่ายใช้คล่องทำงานนอกห้องได้ดีกว่าคนอื่นเช่น   การขุดดิน  ปลูกผัก  เขาทำได้ดีจริง ๆ                วันหนึ่งในชั่วโมงการงาน ฯ  ฉันให้นักเรียนเขียนรายชื่อ อาหารคาวและอาหารหวานและยกตัวอย่างให้ฟัง  เช่น  อาหารคาวก็มี  ไข่เจียว แกงจืดหมูสับ  แกงเขียวหวาน  ฯลฯอาหารหวาน( ขนม ) ก็มี  บัวลอย  ขนมชั้น  ลอดช่อง  ฯลฯ   กะว่า ถ้านักเรียนเขียนมาส่งก็ได้ทักษะการเขียนภาษาไทยด้วย พอถึงเวลาส่งงานของคนอื่นก็ธรรมดาไม่แปลกจะมีก็การสะกดคำอาจจะผิดบ้าง เช่น  คำว่า  ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า   ก็เขียนว่า   ลาดน่า  ก็เป็นธรรมดาครูก็เขียนแก้ไปให้    ส่วนของคุณนนท์  เนี่ยอาหารคาว เขียนมาว่า หมู   เป็ด ไก่  วัว  กบ  เขียด(  มันคาวจริง ๆ )  คำท้ายมันเป็นอึ่ง  คางคกตุ๊กแกไปโน่น  คราวนี้มาดูอาหารหวานของเขานะอาหารหวานมี น้ำตาลทราย  น้ำตาลปีบ  นมข้น  น้ำเชื่อม  น้ำหวาน   อันนี้ครูได้อธิบายแล้วแต่คุณนนท์เธอก็ไม่เข้าใจครูก็เลยต้องมาพูดใหม่อีก       เรื่องนี้ก็ยังไม่ใช่ประเด็น  เรื่องที่เป็นประเด็นก็คือ วันหนึ่งลูกชายวัย    ขวบของฉันไม่ยอมอยู่ห้องอนุบาลของแก  อยากมาอยู่แต่ห้องคุณครูแม่ ( ลูกเรียกว่าคุณครูแม่ในสมัยนั้น ) แล้วก็ชอบมาเล่นกับพี่นักเรียนในห้องจนได้เวลาพักกลางวัน  ครูให้นักเรียนถือถ้วยชามไปรับอาหารกลางวันที่โครงการอาหารกลางวันทำแจกให้นักเรียนรับประทาน  ลูกชายแอบมองไปเห็นชามของนนท์เข้า     แล้วพูดออกมาว่า  แม่ครับ ทำไมชามของพี่นักเรียนคนนี้เหมือนชามข้าว ( ไอ้) หยอง เลย (หยองคือสุนัขที่เลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน    )   เพื่อน หัวเราะกันทั้งห้อง   จนฉันต้องพูดขอโทษ นนท์ว่า   ครูขอโทษแทนน้องด้วยนะ  น้องไม่ได้ตั้งใจ (  ซึ่งเดิมจากที่ครูเคยเห็นชามของนนท์แล้ว นนท์ไม่ล้าง หรือล้างก็แค่เอาน้ำราดให้โดนชามเท่านั้นเองหาความสะอาดไม่ได้เลยเพราะนนท์ห่วงการเล่นฟุตบอลมาก )                 หลังจากวันนั้นแล้วนนท์ล้างชามหลังทานข้าวกลางวันได้สะอาดทุกวันจนเพื่อน ๆ และครูก็รู้สึกแปลกใจที่เด็กชายนนท์  คานนท์  เปลี่ยนไป ( ในทางที่ดีนะ)

(  เรื่องเล่าของ  ครูศุภรพัชร์  สุภาษิต  โรงเรียนพลับพลาไชย  อำเภออู่ทอง  )

   เรื่องเล่าจากประสบการณ์  การรู้จักตัวเขา           ในปีการศึกษานี้ผมได้ทำการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 . ซึ่งผ่านมาประมาณ  4  เดือน

ทำให้ผมพบว่าเด็กนักเรียนในชั้นเรียนมีลักษณะที่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของ การทำการบ้าน  พบว่าไม่ค่อยทำ  หรือพบว่าเด็กบางคนผู้ปกครองก็ทำให้  ซึ่งดูได้จากลายมือที่ทำงานมาส่ง  ผมก็นั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดีจึงเพื่อให้สิ่งเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้น  และให้เด็กทำงานด้วยตัวเอง และมีความรับผิดชอบที่ดีขึ้น  จึงคิดวิธีการเยี่ยมบ้านเด็กและพบผู้ปกครองที่บ้าน  เพราะที่นี่บางคนก็เดินมาเอง  บางคนก็เอารถจักรยานมาเอง  และผู้ปกครองมาส่งก็มีแต่น้อยมาก  เพราะที่เด็กยากจนผู้ปกครองมีอาชีพรับจ้าง และเด็กไม่ค่อยได้อยู่กับบิดามารดา หลายคน ด้วยเหตุหลายประการ โดยผมเริ่มจากเด็กนักเรียนที่เกิดพฤติกรรมนี้โดยมีผู้ปกครองที่มาส่งในตอนเช้า  แล้วคอยรอบพบในลักษณะการพูดคุยถึงตัวเด็กในลักษณะพูดคุยเชิงสารทุกข์สุขดิบในตัวเด็ก  ผลปรากฎว่าส่วนใหญ่ดีขึ้น  ส่วนนักเรียนที่ไม่ผู้ปกครองมาส่งใช้วิธีการเยี่ยมบ้านนักเรียนในตอนเย็นหลังเลิกเรียนแล้วโดยครูจะบอกก่อนประมาณ 3-4 วัน  โดยจะใช้วิธีการออกสำรวจโดยการลักษณะการคุยเชิงสารทุกข์สุขดิบ เช่นเดียวกันเพื่อจะทราบสถานะการเป็นอยู่นักเรียนว่าอย่างไร  อยู่ที่บ้านเป็นอย่างไร  มีอะไรให้โรงเรียนหรือครูร่วมช่วยเหลือบ้าง  และจะค่อยเชื่อมถึงว่าเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเด็กนักเรียนคนนี้เป็นอย่างไร  เพื่อที่จะขอความร่วมมือให้ทางผู้ปกครองร่วมช่วยแก้ไขหรือปรับพฤติกรรมดังกล่าวที่เป็นปัญหา   ซึ่งผลจากการออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะมีการปฏิบัติที่ดีขึ้น  จึงทำให้ผมเห็นว่าการเยี่ยมบ้านเด็กเป็นสิ่งที่ดีเพราะเด็กบางคนเมื่อมาโรงเรียนดูสภาพภายนอกนักเรียนดูเหมือนดีไม่มีปัญหา  แต่เมื่อเราไปพบไปคุยที่บ้านทำเราทราบถึงปัญหาต่างๆที่ดีขึ้นบางที่เราก็อาจไม่ทราบมาก่อน  บางทีทำให้เราเข้าใจเด็กบางคนมากขึ้นด้วย

นายมนูญ  พันธุ์จันทร์

โรงเรียนพลับพลาไชย  ครูชั้น ป .4

  เรื่องเล่าจากประสบการณ์  การสอนแบบเรียนปนเล่น           ในปัจจุบันปีการศึกษา  2549 นี้  ดิฉันได้รับมอบหมายจากผู้บริหารสถานศึกษา  สอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ห้อง ข  เมื่อดิฉันได้ทำการสอนนักเรียนห้องนี้ก็พบว่า  เด็กมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไขหลายปัญหา  ได้แก่  การขาดความรับผิดชอบในการทำงานต่างๆ   การไม่ชอบคิดในเรื่องต่างไม่ว่าจะเป็นวิชาภาษาไทยหรือคณิตศาสตร์   การไม่ทำการบ้าน  การไม่ชอบเขียน  อ่านหนังสือไม่ค่อยได้  จากการสอนของดิฉันช่วงแรกดิฉันได้ทำการสอนตามตารางการสอน เพื่อเตรียมพร้อมกับการประเมินในระดับชั้น ป . 3  ผลปรากฏว่านักเรียนและครูเกิดความเครียดจากการเรียนการสอนเพราะการเรียนการสอนเป็นไปช้าที่ตนเองตั้งเป้าหมายเอาไว้  จึงทำให้ดิฉันกลับมาคิดทบทวนกับปัญหาที่พบว่าจะแก้ไขอย่างไรดีถึงจะทำให้นักเรียนภายในชั้นเรียนดังกล่าวมีลักษณะที่ดีขึ้น   จนดิฉันพบว่านักเรียนชอบการเรียนที่มีเนื้อหาน้อยๆ  เขียนน้อยๆ  และเมื่อไรที่ครูแจกกระดาษวาดรูปและบายสีนักเรียนจะชอบ  จึงทำให้ดิฉันต้องมีการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน  โดยการใช้วิธีบางอย่างเข้าช่วย เช่น การเล่าข่าว  การเขียนอธิบายจากข่าว  การให้วาดรูปแล้วอธิบายความหมาย  และการใช้มายแม็พ ในวิชาต่างๆโดยปรับเปลี่ยนไปโดยจะปนการเล่น  แต่การเล่นนั้นจะต้องอยู่ในกรอบ ตัวอย่างเช่น  วิชาภาษาไทยใช้มายแม็พ เข้าช่วยโดยเป็นลักษณะการเชื่อมโยงความสัมพันธ์โดยมีวิชาศิลปะเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นต้น  เมื่อได้ทำจะชอบ  จะทำให้นักเรียนได้อ่านและเขียนมากขึ้น  ซึ่งมีข้อตกลงกันว่าถ้าทำชิ้นงานนี้ไม่เสร็จก็จะไม่ได้ทำงานชิ้นใหม่  จะต้องทำของเก่าให้เสร็จเสียก่อน  การส่งงานก็ดีขึ้นมีความรับผิดชอบดีขึ้น  ถึงแม้ในการทำงานในแต่ละครั้งเด็กจะมีเสียงดังบ้าง  เล่นกันบ้าง ถึงแม้การใช้มายแม็พ เข้าช่วยจะส่งผลให้นักเรียนไม่ดีขึ้นทุกคนแต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมหลายคน  ดิฉันคิดว่าก็ไม่เป็นไร  คงต้องหาวิธีหรือค่อยๆปรับเปลี่ยนไปตามสภาพความเป็นจริง

นางเพ็ญรุ่ง   พันธุ์จันทร์

โรงเรียนพลับพลาไชย  ครูชั้น ป .3       ผลงานที่ภูมิใจ การคัดลายมือ                   การคัดลายมือ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเด็กได้รับการฝึกอย่างถูกต้อง สวยงาม โดยเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถือว่าเป็นชั้นที่เริ่มต้นที่ควรจะปลูกฝัง ถ้าลายมือดี ผลงานที่ออกมาก็จะเรียบร้อยตามไปด้วย                ข้าพเจ้าสอนป.1 มาเกือบ 16 ปี ช่วงแรกๆก็สอนการคัดแบบหัวกลม เวลามีการประกวดคัดลายมือก็สู้เขาไม่ได้ จึงคิดว่าถ้าเรานำการคัดลายมือแบบลายอาลักษณ์มาสอนก็ไม่เสียหายอะไร จึงได้ทำสมุดฝึกการคัดลายมือแบบลายอาลักษณ์ขึ้น ประกอบด้วย การลากเส้น การทำหัว การเขียนพยัญชนะ โดยจะเรียงจากง่ายไปหายาก การสอนเขียนแต่ละครั้ง ครูจะสอนเขียนบนกระดานดำก่อน ขณะฝึกเขียน ข้าพเจ้าจะเดินดูนักเรียนว่าเขียนถูกหรือไม่ ถ้าผิดให้แก้ไขทันที เมื่อเด็กเขียนถูกแล้ว ครูจะทำตัวอย่างการเขียนแบบอาลักษณ์ให้คนละ 2 แผ่น ในแผ่นเดียวกันจะมีสระและพยัญชนะทุกตัว ติดไว้ที่โต๊ะ 1 แผ่นปะที่สมุดคัดลายมืออีก 1 แผ่น จะฝึกคัดทุกวัน การคัดลายมือแบบอาลักษณ์ นักเรียนของข้าพเจ้าถือว่าประสบความสำร็จพอสมควร เพราะจากการชมของผู้ปกครองและจากการประกวดการคัดลายมือ ได้รับเหรียญทองหลายครั้งไม่ว่าจะในระดับกลุ่ม ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด                การวางพื้นฐานในการทำงานที่เรียบร้อย จึงควรเริ่มตั้งแต่เด็กยังเล็กๆซึ่งผลจากการฝึกคัดลายมือได้เรียบร้อยแล้ว เด็กยังได้ฝึกความพยายาม ความตั้งใจ และที่สำคัญเด็กยังนำไปอ้างอิงความสามารถพิเศษได้อีกด้วย              นางชลดา  วริกูล  โรงเรียนพลับพลาไชย