สวัสดีค่ะทุกท่าน
วันที่ ๑๘ มกราคม ของทุกปีเป็นวันครบรอบการก่อตั้งเมืองอุดรธานี ในปีนี้ครบ ๑๑๙ ปี ทางจังหวัดอุดรธานี้ได้มีการจัดพิธีบวงสรวงสดุดีการก่อตั้งเมืองอุดรขึ้น โดยมีกิจกรรมต่างๆดังนี้
-
ในช่วงเช้ามีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 120 รูป
-
การถวายพานพุ่มสักการะ โดยหน่วยงานต่างๆทั้งส่วนราชการและพ่อค้าประชาชน
-
พิธีทางสงฆ์
-
พิธี "สู่ขวัญบ้านสู่ขวัญเมือง" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวจังหวัดอุดรธานี โดยจัดให้มีพิธีบายศรีซึ่งถือว่าเป็นพิธีของภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนอีสาน ที่ซึมซับและอยู่ในวิถีชีวิตของชาวอุดรธานี ในปี ๒๕๕๕ นี้ทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน พร้อมใจกันจัดกิจกรรม "สู่ขวัญบ้านสู่ขวัญเมือง" พร้อมเพรียงกัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๘๔ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ และน้อมรำลึกถึงผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม และเพื่อเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง ตลอดจนหล่อหลอมจิตใจประชาชนให้เกิดความรักถิ่น รู้รักสามัคคี เกิดความสมานฉันท์ และการมีส่วนร่วมระหว่าง “บ้าน วัด โรงเรียน” ด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นตัวเชื่อมเพื่ออนุรักษ์สืบสานประเพณีบายศรีสู่ขวัญให้ซึมซับเข้ากับวิถีชีวิตของชาวอุดรธานี
-
พิธีบวงสรวงสดุดี
-
พิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
-
การฟ้อนรำบวงสรวงสดุดี โดยภรรยาข้าราชการ ข้าราชการ พ่อค้า ประชนชน นักเรียน นักศึกษากว่า 3,500 คน
-
และช่วงเย็นมีการเฉลิมฉลองแสดง พลุนานาชาติ ที่บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม
หนึ่งและสามก็เข้าร่วมในกิจกรรมส่วนที่เราทำได้เช่นกันค่ะ นั่นคือการร่วมรำบวงสรวงสดุดี ปีนี้เรามีเวลาซ้อมเพียงสามวัน แต่เมื่อถึงวันจริงแม้จะยังจำท่าได้ไม่ครบ แต่ก็สามารถร่วมรำกับนางรำคนอื่นได้ผ่านไปด้วยดีค่ะ ^^
ปกติเวลามาร่วมกิจกรรมงานบุญที่มีคนเยอะๆแบบนี้ จะไม่ค่อยถือกระเป๋าใบใหญ่อยู่แล้วค่ะ ยิ่งต้องมารำแบบนี้ด้วยชุดนางรำก็ไม่มีกระเป๋าให้เก็บตังค์เลย หนึ่งจึงหยิบธนบัตรจำนวนนึงมาม้วนๆแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าใบน้อย และเลือกมือถือเครื่องเล็กที่สุดที่สามารถใส่ลงไปในกระเป๋าใบน้อยนี้ได้มาค่ะ (เงินจำนวนนึงเพื่อซื้ออาหารเช้าและเผื่อมีอะไรฉุกเฉินจำเป็นต้องใช้ค่ะ ส่วนมือถือก็จำเป็นต้องนำมาด้วยเพราะหนึ่งและสามให้ป๊ะป๋ามาส่งและเมื่อรำเสร็จก็จะโทรให้ป๊ะป๋ามารับค่ะ และที่สำคัญมากคือ นำมือถือมาถ่ายรูปเพื่อเก็บภาพบรรยากาศในงานด้วยค่ะ)
เมื่อถึงเวลาตั้งแถวนางรำ หนึ่งยังคงถือกระเป๋าใบน้อยนี้ไว้อยู่ค่ะ แต่ตอนจะเริ่มรำต้องวางกระเป๋าลงหนึ่งเลือกที่จะวางไว้ข้างหน้าจุดที่หนึ่งยืน ซึ่งไม่ไกลมากนัก ปัญหาสำคัญคือ...เมื่อการรำบวงสรวงผ่านไปเรียบร้อยแล้ว หนึ่งพบว่ากระเป๋าตังค์ใบน้อยของหนึ่งที่วางไว้บริเวณใกล้ๆจุดที่หนึ่งและสามยืนรำนั้นได้หายไป หนึ่งและสามเดินหารอบๆบริเวณนั้นจนทั่วก็ไม่พบจึงได้แจ้งกับคุณตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ คุณตำรวจให้ใช้มือถือคุณตำรวจโทรเข้าเครื่องที่หาย ปรากฏว่าไม่มีสัญญาณตอบรับ ซึ่งหนึ่งไม่ได้ปิดเครื่องไว้แน่นอนค่ะ คุณตำรวจเลยบอกว่า "ใช่แน่แล้วครับ" แล้วให้หนึ่งกับสามไปแจ้งความไว้ (แต่หนึ่งกับสามจะไปแจ้งความได้ยังไงล่ะคะคุณตำรวจ ก็ไม่มีเงินติดตัวซักบาท รถก็ไม่ได้ขับมาด้วย มือถือก็ไม่มี ทำอะไรไม่ได้เลย โรงพักก็อยู่ไกล คุณตำรวจก็ไม่ว่างต้องเคลียร์พื้นที่รอบกรมหลวงหลังเสร็จพิธี)
หลังจากที่ชัดเจนแล้วว่าคงมีผู้ไม่ประสงค์ออกนามหยิบกระเป๋าตังค์ใน้อยของหนึ่งไปแน่ๆ หนึ่งก็มองหาคนที่พอจะรู้จักทันที แต่เนื่องจากคนเยอะมาก และมองไปทางไหนก็ไม่คุ้นหน้าตากันเอาซะเลยค่ะ ทำให้รู้สึกเคว้งคว้างจริงๆ จึงเดินกลับมาหาคุณตำรวจคนเดิม ลองกลับไปหาดูอีกรอบก็ไม่พบค่ะ และแล้วเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง ก็มีคุณตำรวจอีกคนแจ้งมาว่ามีพลเมืองดีพบกระเป๋าลักษณะที่แจ้งไป หนึ่งจึงไปดู และดีใจมากเพราะเป็นกระเป๋าตังค์ใบน้อยของหนึ่งเองค่ะ พอเปิดดูข้างในก็พบว่าในกระเป๋ามีเหลือแค่ ลิปมันกันแดด ๑ แท่ง(ของหนึ่งเองค่ะ) บัตร เซเว่น ๑ ใบ เหรียญบาท ๓ เหรียญ และตุ๊กตาลิงน้อยที่เคยห้อยไว้กะมือถือ (สรุปว่าของที่หายไปคือเงินเฉพาะธนบัตรจำนวนหนึ่งกับมือถือ เพียงแค่สองอย่างที่ผู้ไม่ประสงค์ออกนามคนนี้เค้าต้องการ) คนที่พบกระเป๋าตังค์ใบน้อยของหนึ่งบอกกับคุณตำรวจว่าพบกะเป๋าถูกทิ้งอยู่ที่พุ่มไม้เกาะกลางถนน สรุปว่าตอนนี้หนึ่งและสามมีเงินรวมกัน ๓ บาท อิอิ กับบัตรเซเว่นอีกใบ จะทำไงต่อไปดี จะกลับบ้านยังไง จะบริหารจัดการเงินสามบาทที่เหลือยังไงถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด แหะๆ แต่ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงใกล้เที่ยงหนึ่งและสามยังไมมีอะไรตกถึงท้องเลย หิวโซมากๆจะเป็นลมกันอยู่แล้วค่ะ หนึ่งเลยชวนสามเดินมาที่เซเว่น เช็คยอดเงินที่เหลือในบัตร (ยังดีที่หนึ่งเพิ่งเติมเงินในบัตรไปเมื่อเช้าค่ะ) เราจึงอิ่มท้องกะมื้อเล็กๆในเซเว่นค่ะ และโชคดีมากในที่สุดเราก็พบคนรู้จัก นั่นคือตี๋น้อยและน้องเอ๋ ดีใจมากกกกกกกกกก หนึ่งยืมมือถือตี๋น้อยจะโทรให้ป๊ะป๋ามารับ ปรากฏว่าหนึ่งและสามจำเบอร์ไม่ได้ซะงั้น ทุกอย่างอยู่ในมือถือที่หายไป แย่แล้วๆๆๆๆๆ คราวนี้ถึงมีโทรศัพท์แต่จำเบอร์ไม่ได้ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี หนึ่งเลยลองโทรเข้าเบอร์ของหนึ่งอีกเบอร์ที่ทิ้งไว้ในรถป๊ะป๋าที่ขับมาส่ง โทรสามครั้งไม่รับสาย เลยลองโทรเบอร์ของสาม ซึ่งสามบอกว่าตั้งอยู่บนที่นอนไม่รู้จะได้ยินรึเปล่า สามครั้งเหมือนกัน ในที่สุดแม่รับสาย ดีใจมากกกกกกกกกที่โทรติด และแล้วเราก็ได้กลับบ้านแล้ว (ขอบคุณตี๋และเอ๋มากๆๆๆๆๆๆๆเลยจ้า^^) หลังจากป๊ะป๋ามารับ หนึ่งมุ่งหน้าไปที่ศูนย์บริการ AIS เพื่อแจ้งซิมหาย ได้รับบริการที่รวดเร็วทันใจมากๆค่ะ และได้ซิมใหม่เบอร์เดิมมาเรียบร้อยโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเลยด้วยค่ะ
หนึ่งโพสเหตุการณ์กระเป๋าตังค์หายในเฟสบุค มีเพื่อนๆมาให้กำลังใจ แนะนำ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ รู้สึกดีใจและอบอุ่นใจมากๆจริงๆค่ะ
เหตุการณ์เมื่อวานนี้ (๑๘ มกราคม ๕๕) ทำให้หนึ่งได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกมากเลยค่ะ
-
ได้เรียนรู้ว่า การอยู่โดยไม่มีเงินและไม่มีมือถือในที่ๆไม่มีคนรู้จักเลยนี่ช่างรู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้างเสียนี่กะไร
-
ตำรวจไทยพึ่งพาได้ในยามเกิดเหตุการณ์วิกฤตค่ะ ^^ ขอบคุณคุณตำรวจทุกท่านที่ไม่ละเลย ถึงแม้จะเป็นกระเป๋าตังค์ใบน้อย ก็ยังช่วยกันค้นหาและส่งข่าวเพื่อตามหาจนพบค่ะ
-
เราควรจดจำเบอร์โทรสำคัญๆไว้ในสมองของเรา ดีกว่าเมมไว้ในมือถือค่ะ
-
ไม่ว่างานไหนๆเราก็ไม่ควรประมาทเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพค่ะ
-
โอกาสหน้าควรมีกระเป๋าสะพายใบน้อยคล้องคอไว้กับตัวจะดีกว่าค่ะ ^^
-
กำลังใจจากเพื่อนๆใน social network เป็นอะไรที่บรรยายไม่ถูกจริงๆค่ะ ขอบคุณทุกท่านจากใจจริงค่ะ ^^





เมื่อเร็วๆนี้ มีญาติผู้ป่วยถือ VCD มายื่นให้หนึ่ง บอกว่างานกรมหลวงประจักษ์ครับ หนึ่งยังคงงงอยู่ คุยไป-มา เลยได้ทราบว่า ญาติผู้ป่วยท่านนี้จำหนึ่งได้ ในวันรำบวงสรวงจึงได้ถ่ายรูปมาฝากหนึ่งด้วย (ขอบคุณมากๆเลยค่ะ^^)