เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาไม่ใช่แค่ความรู้แต่คือการลงมือปฏิบัติจริง
ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา จนถึงสิ้นปี ผู้เขียนใช้เวลาหลังเลิกงานไปกับการติวนักเรียนหญิงคนหนึ่งเพื่อเตรียมสอบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิชาที่ติวเป็นวิชาเรียงความและย่อความเกี่ยวกับเนื้อหาด้านกฎหมาย ปกติผู้เขียนจะไม่รับติวให้ใครโดยเฉพาะ แต่เป็นเพราะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวกับคุณแม่ของน้องคนนี้ เธอชื่อ "น้องใหม่"
น้องใหม่เป็นเด็กสาวร่างเล็ก ใส่แว่นตาเหมือนเด็กเรียน ครั้งแรกที่ผู้เขียนเจอก็นึกถึงตัวเองสมัยก่อนที่ใส่แว่นตากรอบหนาเหมือนเด็กคงแก่เรียน และก็ตระเวนไปเรียนพิเศษตามสถาบันต่าง ๆ โดยวิชาที่เน้น มีไม่กี่วิชา สมัยกว่า ๒๐ ปีที่แล้ว จะมีวิชาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ แต่สมัยนี้ "พระเจ้าช่วย" วิชาที่น้องใหม่เรียน หลากหลายมาก และผู้เขียนก็เพิ่งทราบว่ามีวิชาสำหรับเตรียมสอบตรงนิติศาสตร์ หลักสูตรเข้มข้น เห็นตำราที่น้องถือมาแล้วตกใจ เนื้อหามีตัวบทกฎหมายทั้งแพ่งและอาญา เสมือนว่าน้องเขาเป็นนักศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตร์แล้วก็ไม่ปาน
ผู้เขียนตกยุคไปแล้วหรือนี่ ต้องขออภัยหากว่าบันทึกนี้ "เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน" เนื่องจากเวลานอกเหนือจากทำงาน ผู้เขียนจะมีบทบาทเป็นวิทยากร/กระบวนกรที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาจิตด้วยศาสตร์ Enneagram และกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ก็คือผู้ใหญ่วัยห่างกันบวกลบ ๑๐ ถึง ๒๐ ปี แต่รุ่น "น้องใหม่" ห่างกัน ๓๐ ปี ชีวิตของเด็กวัยเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย ผู้เขียนตามไม่ทันเสียแล้ว
น้องใหม่คร่ำเคร่งมาก เราเจอกันประมาณ ๘ ครั้ง ๆ ละประมาณ ชั่วโมงกว่าถึงสองชั่วโมงครึ่ง ทุกครั้งที่เจอ น้องเขาจะเหมือนคนกำลังจะหลับสะลึมสะลือ และมีไอเป็นระยะ ๆ เพราะพักผ่อนน้อย โดยเฉพาะอาการไอนี่เอง ที่ในที่สุดผู้เขียนก็ติดงอมแงมมาจนขณะนี้ก็ยังไม่หาย เล่าเกี่ยวกับน้องใหม่มามากมายเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตเรียนในช่วงเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กสมัยนี้หฤโหดมาก น้องใหม่แทบไม่ได้พัก สอบเกือบทุกสัปดาห์ ในความเป็นจริง คะแนนของเธอติดมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญแล้ว แต่คุณแม่เธอบอกว่า "น้องใหม่อยากสอบเข้านิติศาสตร์ มธ. เหมือนคุณพ่อ และวิชาที่เธออ่อนก็คือการเขียนเรียงความและย่อความ"
ผู้เขียนทดสอบหลักกฎหมายและคำที่ใช้ในแวดวงกฎหมาย ส่วนใหญ่ น้องใหม่ตอบได้หมด อาจจะใช้คำอธิบายตะกุกตะกักบ้าง แต่โดยภาพรวม ถือว่าเธอเข้าใจ "ท่องจำใช้ได้" และก็จริงอย่างที่คุณแม่เธอให้ข้อมูลมา น้องใหม่เขียนเรียงความ และย่อความไม่ได้เรื่อง ผู้เขียนให้เธอลองเขียนให้ดู โดยจับเวลาหัวข้อละประมาณ ๓๐ นาที เธอเขียนแบบไม่ปะติดประต่อ เหมือนว่าท่องจำอะไรไว้ในหัวและก็เขียนออกมาตามที่มีอะไรติดอยู่ในหัว ก็ใส่ลงไปในกระดาษ ไม่เรียบเรียง และไม่เกี่ยวข้องกับโจทย์ ผู้เขียนก็วิจารณ์ตรง ๆ ว่าเขียนแบบไม่สนใจโจทย์ คิดอะไรได้ก็เขียน ไม่ได้สะสมเนื้อหาความรู้รอบตัว นอกจากตำราเรียน การเขียนเรียงความก็จะลำบาก
ผู้เขียนอธิบายแบบง่าย ๆ ว่าเรียงความคือการจัดระบบความคิดในเรื่องที่จะเขียนและเรียบเรียงถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาเพื่อสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความคิดของเราซึ่งมีการจัดวางอย่างมีระบบเชื่อมโยงกัน คนที่เขียนเรียงความได้ดี จะต้องอ่านหนังสือหลากหลาย ไม่เพียงแต่ตำราเรียน ติดตามข่าวสารต่าง ๆ เป็นประจำ มีจินตนาการ มีถ้อยคำใน stock ความทรงจำเยอะ ๆ ฯลฯ ส่วนย่อความก็คือการจับประเด็นบทความหรือความเรียงทั้งหมดออกมาโดยสรุปด้วยสำนวนภาษาของเราที่เข้าใจง่าย กระทัดรัด ได้ใจความ ไม่ว่าจะเป็นเรียงความหรือย่อความ ล้วนอาศัยการฝึกฝน ทักษะ ศิลปะการใช้ภาษาที่จะต้องพากเพียรทำเป็นประจำ
เนื่องจากเวลากระชั้นชิดมาก ถ้าไม่ใช่ "งานเร่งร้อน" ผู้เขียนคงไม่ถูกร้องขอให้มาสอนแบบนี้ ภายใน ๘ ครั้ง ที่เราใช้เวลาติวกัน เหลือเชื่อว่าน้องใหม่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ไม่อยากบอกว่าได้ "ครูดี" ส่วนสำคัญคือมาจากน้องใหม่เองด้วย น้องใหม่ขยัน ท่องจำเก่ง แต่ขาดผู้ชี้แนะที่มุ่งเน้นการปฏิบัติที่ให้เห็นผล ผู้เขียนสอนน้องใหม่แบบสอดแทรกเรื่องการใช้สมาธิ อันดับแรก ผู้เขียนให้การบ้านน้องใหม่ทุกครั้งที่สอนเสร็จ บอกให้อ่านนิยาย อ่านบทความ วารสาร ฯลฯ จดจำถ้อยคำ สำนวนภาษาต่าง ๆ ไว้ให้ดี สำหรับ ประเด็นทางกฎหมาย ก็ให้เจาะในเรื่องสำคัญ ๆ อะไรบ้าง และรู้จักดึงออกมาใช้ตอนไหน และที่สำคัญ อย่าลนลาน เขียนคำสะกดผิดก็ไม่ได้ อ่านโจทย์และแตกประเด็นโจทย์ออกมาอย่างไร มีสมาธิและใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพ
การสอนของผู้เขียน ใช้ประสบการณ์ที่มาจากการฝึกฝนการเขียนเชิงกฎหมายบ่อย ๆ ไม่ได้มาจากตำรา จึงแทบไม่ได้เตรียมการสอนอะไรมาก่อน เมื่ออ่านเรียงความ ย่อความของน้องใหม่ ตรงไหนที่ไม่รู้เรื่อง ก็แก้ไขเดี๋ยวนั้นและเปลี่ยนถ้อยคำใหม่ ที่สำคัญ กระตุ้นให้น้องใหม่คิดอย่างมีระบบ และเขียนเชิงสร้างสรรค์
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะสอนนักเรียนให้ปฏิบัติด้วยตนเองได้ ครูมักจะให้คะแนนตามผลการเรียนที่ปรากฎออกมา แต่การย้อนรอยกลับไปแก้ไขรายบุคคลในส่วนที่เขาขาดหรือบกพร่องคงทำได้ยาก การติว หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียนในโรงเรียนจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก นักเรียนยังคงต้องการครูทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ครูผู้สอนเขามิเพียงในตำรา แต่คือการฝึกฝน ปฏิบัติและประยุกต์ใช้ เพราะเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาไม่ใช่แค่ความรู้แต่คือการลงมือปฏิบัติจริงด้วยนั่นเอง ดังคำคมของ Herbert Spencer (1820-1903) ที่ว่า
The great aim of education is not knowledge but action.
จากแหล่งข้อมูล
http://www.quotationspage.com/subjects/education/
สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่หญิงศิลา
หายเงียบไป งานเข้าหลายๆ นี่เอง ส่งกำลังใจนะคะ
ได้ข้อคิด นำไปใช้ กับเป้าหมายใหม่ รับปีใหม่เลย ขอบคุณค่ะ
สวัสดีวันครูค่ะ...คุณครูศิลา
ฝึก ฝึก ฝึก และลงมือทำ....ทักษะมา ปัญญาจึงเกิด...ไม่ว่าเรื่องใด
บทความชัดเจน เห็นภาพ ตัวอย่างเยี่ยม
ขอบคุณนะคะ
ผมให้ดอกไม้ทิ้งไว้ ผมไปทานข้่าว ผมไปวิ่งผ่านน้ำอุ่นมา และผมก็มาอ่านบันทึกของอาจารย์นพลักษณ์ ๙ แบบตัวใหญ่ ๆ อีกครั้ง ...
หากการเขียน "เรียงความ" ควรมีการจัดระบบความคิดออกมาก่อนแล้วจึงเขียนให้เข้าใจและชัดเจนนั้น แสดงว่า "เรียงความ" ที่อาจารย์กล่าวถึงนั้น ไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกศิษย์ผมได้เขียนหลังจากการกระตุ้นด้วยสื่อวีดิทัศน์
"เนื้อหาวิชาการ" ผมไม่ได้สนใจมากเท่ากับ "วิธีคิด" ที่เขากำลังเปลี่ยนแปลง ณ ตอนนี้ และ ณ อนาคตอันใกล้
ดังนั้น งานที่ผมได้อ่านแบบฉับพลัน จึงละความสนใจการเรียบเรียงความคิด หรือไม่ได้นำเรื่องการเรียบเรียงมาใช้เลยในให้คะแนนความเปลี่ยนแปลงเลย
โชคดีที่ไม่เจาะไปที่ "เนื้อหา" มิฉะนั้น ลูกศิษย์ผมคงตกกันระนาว เพราะว่าเรียบเรียงแล้ววนไปวนมา หาทางจบไม่ลง เป็นสิ่งที่ผมจะแซวตอนท้าย ๆ การเขียนอยู่ตลอดเวลา พาลเห็นรอยยิ้มหลาย ๆ คนว่า "เออ ทำไมเราจึงยังเขียนจบไม่ลงเนี่ย" 555
แลกเปลี่ยนนะครับ มิได้คัดค้าน
อ่านแล้วก็คิดตาม เห็นสิ่งใกล้ตัว ก็เลยจับมาคุยด้วยครับ ;)...