พืชมักจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะดินที่เป็นกลางหรือกรดอ่อนๆ คือดีที่สุดควรมีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 5.8 - 6.3
บางคนอาจจะงุนงงสงสัย ว่าดินเปรี้ยวคืออะไร
มีลักษณะอาการเป็นอย่างไร
มีผลอย่างไรต่อการปลูกพืช ดินเปรี้ยวหรือดินกรดจัด
ส่วนใหญ่เป็นลักษณะของดินเหนียวที่มีกรดกำมะถันอยู่มากในชั้นดิน
โดยชั้นดินที่ลึกลงไปประมาณฟุตหรือประมาณสองหน้าจอบจะสังเกตุเห็นมีจุดสีเหลือง
สีน้ำตาล พืชที่ปลูกบนพื้นที่ดินเปรี้ยวจะมีการเจริญเติบโตช้า
สภาพต้นจะเตี้ยแคระแกร็น ใบไหม้ ไม่ตอบสนองต่อการใส่่ปุ๋ย ผลผลิตถดถอย
อ่อนแอต่อโรคและแมลง
สภาพดินโดยรวมจะแน่นแข็งเนื่องจากโครงสร้างทางด้านระบบนิเวศน์ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของจุลิทรีย์
ขาดสิ่งมีชีวิตเข้ามาทำกิจกรรมหนุนเนื่อง
ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตแบบแร้นแค้น
ดินเปรี้ยว
ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยเคมีมาเป็นระยะเวลานานและสาเหตุทั่วไปเกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำกร่อยหรือซากของอินทรียวัตถุที่ทับถมกันเป็นเวลายาวนาน
ซึ่งส่วนใหญ่เปนบริเวณที่เคยไดรับอิทธิพลจากน้ำทะเลทวม ถึงมากอน
(เชน บริเวณที่เคยเป็นปาชายเลน และบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำใหญๆ )
โดยจุลินทรียในดิน
จะเปล่ียนสารประกอบพวกกำมะถันในน้ำทะเลใหเปนแรไพไรท
(สารประกอบของเหล็กและกำมะถัน ) สะสม
อยูในสภาพนํ้าขังต่อมาเมื่อฝั่งทะเลยื่นออกไปเรื่อยๆ
และถ้ามีการระบายน้ำออกไปจนทำให้ดินแห้ง
ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี แรไพไรทจะถูกเปลี่ยนแปลงไป
ในที่สุดจะไดกรดกำมะถันซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ดิน้ป็นกรดจัดและมักจะพบสารประกอบของเหล็กที่สําคัญตัวหนึ่งคือ
"จาโรไซท"ที่มีสีเหลืองคลายฟางขาว
ซึ่งเราใช้เป็นสิ่งสังเกตุลักษณะของดินเปรี้ยว
หรือจะสังเกตุอีกวิธีหนึ่งจากตัวเลขที่ใช้น้ำยาตรวจและเทียบสี(Test
Kids) โดยค่าที่อยู่ตรงเลข7คือเป็นกลาง มากกว่า 7 เป็นด่าง น้อยกว่า 7
เป็นกรดยิ่งมีค่าน้อยมากเท่าไดก็เป็นกรดมากขึ้นเท่านั้น
พืชมักจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะดินที่เป็นกลางหรือกรดอ่อนๆ
คือดีที่สุดควรมีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 5.8 - 6.3
ซึ่งจะช่วยทำให้แร่ธาตุและสารอาหารต่างๆที่สะสมอยู่ในดินละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชหรือช่วยให้รากพืชหาอาหารดูดกินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
แต่ถ้าปล่อยปละละเลยไม่มีการตรวจวัดค่าความเป็นกรดหรือด่างของดินก่อนปลูกก็จะเกิดความเสี่ยงสูงเมื่อปลูกบนพื้นที่ที่เป็นดินเปรี้ยวเพราะจะทำให้พืชเจริญเติบโตช้า
ฟอสฟอรัสจะถูกจับตรึง รากสั้นหาอาหารได้ไม่ไกล สารอาหารในกลุ่มเหล็ก
ทองแดงละลายออกมามากจนเป็นพิษต่อพืช
ไนโตรเจนถูกปลดปล่อยสูญเสียไปโดยง่าย
วิธีการแก้ไขควรใช้กลุ่มของวัสดุปูนอย่างเช่น ปูนเปลือกหอย ปูนมาร์ล
ปูนเผา ปูนขาว โดโลไมท์ ฟอสเฟต
(ปูนดีและมีประโยชน์เมื่อดินเปรี้ยวหรือเมื่อพืชขาดแคลเซียม
แต่ปูนไม่มีซิลก้า,
ไม่มีความสามารถในการจับตรึงปุ๋ยให้เป็นปุ๋ยละลายช้า
จึงไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อ)
โดยค่อยๆใส่ทีละน้อยก่อนโดยสังเกตุเปรียบเทียบจากค่าพีเอชเป็นหลัก
ไม่ต้องใส่ทีเดียวมากเกินไป
เดี๋ยวจะกลายเป็นสะเทิ้นด่างแทนแล้วจะแก้ยากกว่าเดิมเข้าไปอีก
ใช้วิธีการใ่ส่น้อยแต่ใส่บ่อยๆจะดีกว่า
มนตรี บุญจรัส
มาเยี่ยมและนำภาพดอยตุงมาฝากครับ
ขอบคุณครับ