บันทึก 5 ธันวาคม 2554

เมื่อมาเยือนจังหวัดเลย...สิ่งหนึ่งที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาในอันดับต้น ๆ คือ งานประเพณีผีตาโขน อ.ด่านซ้าย ซึ่งเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่แสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม ที่มีมาตั้งแต่โบราณ และเป็นความน่าภาคภูมิใจ ที่มีงานประเพณีที่ดีงามเช่นนี้  การละเล่นผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งของงาน “บุญหลวง” (บุญพระเวส) ซึ่งรวมกับการขอฝน และการแห่บั้งไฟ ของชาวอำเภอด่านซ้ายเท่านั้น จึงมีการจัดขึ้นทุกๆ ปี จนมีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลก

 

ในภัตตาคารแห่งหนึ่ง...ก็มีการจัดโชว์หุ่นผีตาโขนมากมายหลายแบบ...นับเป็นการผสมผสานในการดีไซน์การแต่งกายที่ผสมผสานอย่างลงตัว...จนผมอดทึ่งในความสวยงามและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประดิษฐ์ประดอยไม่ได้

 

เมื่อพูดถึง “ผี” แม้เป็นสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงหรือไม่ ?

 

แต่ในมุมมองความเชื่อของชาวบ้าน “ผี” นับเป็นความความรู้ชาวบ้าน (popular knowledge)

ที่คนทำงานสุขภาพปฐมภูมิต้องเรียนรู้ เพื่อเข้าใจในวิธีคิด...ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น...ว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านล้วนมีผลต่อสุขภาวะของชาวบ้าน

 

ผมได้อ่านงานของอาจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ ประเด็นมองข้ามวัฒนธรรมสู่การเรียนรู้ที่ชายขอบสังคมไทย ในหนังสือคนใน : ประสบการณ์ภาคสนามของนักมานุษวิทยาไทย (2545)

 

 มีตอนหนึ่งเล่าว่า...

 

“...มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมได้เข้าร่วมในพิธีเซ่นไหว้ผีปู่ย่า ในกลุ่มตระกูลที่เรียกว่า ผีมดผีเม้งในตัวจังหวัดลำปาง

ลูกหลานเจ้าภาพเลิกจัดพิธีมาหลายหลายปี ...ครั้งนี้ ต้องจ้างผู้ชำนาญพิธี และค่าใช้จ่ายมากมาย แต่งานก็ให้ความมีชีวิตชีวาและอารมณ์ความรู้สึกร่วมผสมผสาน

เจ้าภาพและผู้ร่วมพิธีต่างตอบตรงกันว่า...พวกเขามีความสบายใจขึ้นที่ได้อยู่ร่วมหน้าร่วมตาระหว่างพี่น้อง

เพราะเจ้าภาพนั้นหมกมุ่นกับการทำธุรกิจ... จนห่างเหินจากญาติพี่น้อง แม้จะร่ำรวยแต่ก็ขัดแย้งกัน จนเกิดอาการปวดหัวที่รักษาไม่หาย

เมื่อประกอบพิธีแล้วเจ้าภาพก็รู้สึกจิตใจดีขึ้น...”

 

ผมเห็นด้วยว่า...ผี...มีนัยยะมากมายและลึกซึ้งแต่แตกต่างกันไปกับวิถีชีวิตและความรู้สึกของแต่ละคน

และเห็นด้วยอย่างมาก...ว่า...คนทำงานสุขภาพปฐมภูมิ...นอกจากมุ่งดูแลโรคทางกายที่บ่งบอกแล้ว ควรสนใจกระบวนการ พิธีกรรม และความเชื่อของชาวบ้าน

เพื่อทำความเข้าใจกับคำถาม และคำตอบของชาวบ้าน

 

และมองข้าม "ผี" สู่...การเรียนรู้.....