จุดเปลี่ยนเส้นทางเดินชีวิต เรียนรู้ความทุกข์ นิมิตกับชีวิตที่ผูกพันธ์

.....การเป็นชาวบ้านคนธรรมดาไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับข้อกฎหมาย

เมื่อมาเจอโจทย์ข้อใหญ่ที่กลายมาเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน(ทรัพย์สิน)

ถือคำพิพากษาของศาลคดีถึงที่สุดไว้ในมือแต่ไม่สามารถทำการอะไรใดๆได้(บังคับใช้)

ทนายความที่อุตส่าห์เชื่อใจก็กลายๆจะแพ้ทางเงินคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้าม(อิทธิพล)

เมื่อทนายความแปรเปลี่ยนหนี้สินเดิมที่กู้ยืมมาใช้วิ่งแก้ไขปัญหาก็ยังใช้ไม่หมด

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องแก้ไขแล้วจะทำไงดีหละคราวนี้(ได้ยินเสียงผู้ใหญ่พูดคุยกัน) 

ได้ยินพ่อพูดถึงอาสมเกียรติ(น้องชายเจ้าของโรงฆ่า ซึ่งสนิทสนมกับพ่อของข้าพเจ้า)

หลังจากนั้นจึงได้ไปปรึกษาอาเกียร( ข้าพเจ้าเรียกชื่อนี้จนติดปาก และเป็นคนที่

เห็นข้าพเจ้าตั้งแต่ข้าพเจ้าเด็กๆ8ขวบ รูปหล่อสาวเยอะแต่ไม่ดื่ม ) 

ปู่และพ่อได้ไปขอร้องให้อาช่วยแต่อาไม่มีเงิน ปู่จึงขอแบ่งที่ดินเป็นค่าตอบแทน

และได้ทำสัญญาซื้อขายไว้ให้โดยให้อาวิ่งหาทนายความดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

หลังจากตกลงกันเรียบร้อย หายไปพักใหญ่ๆอาก็เข้ามาหาปู่ที่บ้านพร้อมกับแจ้งว่า

รู้จักกับคนๆหนึ่งอยู่ที่ อ.น้ำพอง ก็มีปัญหาเกี่ยวกับที่ดินเหมือนกันคนดีฯ พรุ่งนี้จะพามา

บรรยายซะข้าพเจ้าคิดในใจ ใครฟะขนาดทนายยังเชื่อไม่ได้ (กินลูกเดียว)

(ทนายความนั้นมีเยอะแต่เราจะไปเสาะแสวงหาคนดีๆที่ไม่แพ้เงินได้ที่ไหนกันหละคะ)

เมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงอยากจะเห็นหน้าซักหน่อย(ออกไปทุ่งตั้งแต่เช้าห่างจากบ้าน3กม.)

สายๆได้พบหน้าคนนั้นก็คือคุณโอภาส ไชยจันทร์ดี(เด็กโดนขนมปิดปากเงียบเลยค่ะ)

ขณะนั้นข้าพเจ้าอยู่ประถม6กลางเทอม(จุดเริ่มต้นการพบกันระหว่างคนสองคน)

.....แต่เมื่เรียนจบประถม6เป็นจุดที่จะเลือกเดินของเส้นทางชีวิตที่ตัวเองเคยตั้งไว้....

(คุณโอภาส)  ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าได้ตามหาคนๆหนึ่งจากเรื่องราวที่ฝัน"นิมิต"

 .....(ภาพนิมิต:สมเด็จพระเทพทรงช้างถือดาบที่เป็นมรกตทั้งด้าม ได้ทรงถอดดาบออกมาจากฝัก

ดาบนั้นเปล่งแสงมรกตเจิดจ้าและพระองค์ทรงชี้ดาบมาที่เบื้องล่างทีมีช้าง(รุ่นลูก)เป็นทองคำทั้งตัว

ทรงสั่งสอนช้างทองคำให้ดู  ไม่นานสมเด็จพระบรมโอรสาฯทรงชุดนาคถือขันเงินเด็จมาและ

เปล่งเสียงออกมาว่าช้างทองคำตัวนี้อายุ18-19ปีนะช่วยอบรมสั่งสอนให้ดี เหตุการณ์นิมิต)

......เพื่อตามหาช่วยเหลือ! ได้ติดตามหามาตั้งแต่เหนือสุดภาคใต้(เชียงราย-สุไหงโกลก)

รวมทั้งต่างประเทศสมัยทำงานบนเรือบริษัทต่างชาติช่างเชื่อมระบบท่อ(มาเล บรูไนฯ)

ก็หาไม่เจอแต่มาเจอที่นี่ลำน้ำพอง ซึ่งคือข้าพเจ้า ยังบอก..เราคือเนื้อคู่

  (ใครจะไปเชื่อ!อย่ามาหลอกเด็กเสียให้ยาก!ไม่เชื่อๆๆๆข้าพเจ้าได้แต่คิดในใจ).....

   .....พร้อมกันนั้นคุณโอภาส ได้พูดกับข้าพเจ้าว่าอยากให้เรียนต่อการศึกษา

จะได้มีความรู้มาช่วยพ่อแม่แก้ปัญหา(อย่างน้อยก็อ่านออกเขียนได้ติดต่อราชการ)

ส่วนค่าเล่าเรียนก็จะช่วยส่วนหนึ่ง (หลังจากที่ทบทวนดูแล้วจบม.3หรือม.6เรื่องน่าจะเสร็จ  

ปัญหาที่เกิดขึ้นพ่อแม่คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เข้าวัดก็คงจะทัน ก็เลยokเรียนก็เรียน) 

แต่ข้าพเจ้าก็บอกไว้ด้วยว่าอย่ามีเงื่อนไขอะไรใดๆทั้งสิ้นกับข้าพเจ้านะจะหันหน้าเข้าวัด)

ข้าพเจ้าเรียนมัธยม3ที่ตัวอำเภอและเรียนระดับปวช.ที่ตัวจังหวัดขอนแก่น สาขาคหกรรม

ระหว่างเรียนคุรโอภาสก็มาที่บ้านคุยเรื่องการแก้ปัญหาที่ดินกับปู่พ่อแม่

.....แต่เรื่องราวที่คุยกันกับข้าพเจ้าตลอดระยะเวลา6ปีก็คือเรื่องธรรมมะกับต้นไม้(ผักหวานป่า)

ซึ่งขณะนั้นได้ปลูกมะขามหวานและเริ่มเพาะปลูกผักหวาน(ตามประสาคานทองฯ) เมื่อข้าพเจ้า

.....อายุ18ปีย่าง19ครึ่งเทอม ก่อนเรียนจบชั้นปวช. ก็เป็นช่วงชีวิตที่สับสนมากสำหรับตัวข้าพเอง

ใจหนึ่งอยากเรียนต่อปวส.กับเพื่อนๆ(สนุกกับการเรียน)แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องคิดถึงคนที่รอ

(อยู่บนคานรอมา6ปี หนุ่มเหลือน้อยทุกทีๆ เรื่องราวปัญหาก็ยังไม่เสร็จสิ้น ไปๆมาๆ

.....ปัญหาอยู่ที่คนพูดรู้ดีกว่าคนทำ ใจหนึ่งก็สงสารที่คนที่มารับปัญหาแท้ๆ ก็คือคุณโอภาส 

 แต่ก็ยังไม่ยอมรับด้วยอายุที่ห่างกันมากบอกตัวเองไม่ใช่ๆๆๆ แต่ใจลึกก็นึกถึงความดีที่คนๆ

หนึ่งมีให้ตลอด6ปี การให้เกียรติ อยู่กันมาในกรอบศีลธรรมประเพณีมาตลอด

แต่สภาพคนในครอบครัวกับมุมคิดมุมดำเนินชีวิตไปคนละด้าน ที่เป็นแบบปฎิบัติในทางถูกต้อง

ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าต้องแต่งงานจริงๆเหรอเรา ใช่คนนี้แน่หรือๆๆ

.....ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อในขณะที่ถามตัวเองอยู่นั้นกับทางเลือกชีวิตและโหยหาแบบทางเดิน.....

ในค่ำคืนส่งท้ายเรียนจบได้ทราบคำตอบที่ตอบชัดกับใจตัวเองจากความฝัน"นิมิต"

ในหลวงเสด็จมาหาในนิมิต พระราชินีเสด็จมาหาในนิมิต สมเด็จพระเทพฯเสด็จมาหาในนิมิต

ทั้ง สามเหตุการณ์คือสิ่งสูงสุดในชีวิตที่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอกับตัวเอง

แต่กระนั้นก็ยังคิดว่าตัวเองคิดมากปรุงแต่ง แต่ในค่ำคืนส่งท้ายเรียนจบ

ฉลองน้ำแดงกับเพื่อนหลับสนิท(พักที่หอพักในเมือง เรียนภาคค่ำ)ไม่มีเวลาคิดฝันใดๆ

.....เกิดภาพนิมิตอย่างชัดแจ้ง สมเด็จย่า พระเจ้าพี่นางเธอฯ ในหลวงพระราชินีและพระบรม

วงศานุวงศ์ฯทรงเสด็จมาหาในความฝัน"นิมิต" เป็นภาพที่ไม่เคยลืมเลือนจากใจข้าพเจ้าตราบ

เท่าทุกวันนี้. เป็นจุดนำพาให้ข้าพเจ้าได้ค้นพบคำตอบกับต้นแบบทางเดินชีวิตที่เบื้องบนมา

โปรดชี้ให้เห็นตัวเองกับแนวทางใจรัก คือต้นไม้ "ธรรมะก็อยู่กับต้นไม้"

การพิจารณาความดีคนที่ปราถนาดีต่อกันกับการเริ่มชีวิตคู่คือเหตุผล(แต่งก็แต่ง) ซึ่งตลอด

ชีวิตคู่ที่ดำเนินมาทุกครั้งที่ต้องเผชิญอุปสรรคชีวิตถึงขั้นจะขอยอมแพ้กับการทำความดี เบื้อง

บนทรงเสด็จมาโปรดทุกครั้ง(ทุกครั้งที่เสด็จมามีทั้งภาพและเสียง) ซึ่งในหลวง

และสมเด็จพระเทพฯทรงเสด็จมาบ่อยที่สุด เปรียบได้กับเข็มทิศสีทองที่นำพาชีวิตคู่ฟันฝ่า

กำลังใจสูงสุดสำหรับข้าพเจ้า.  ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงรักในหลวงและทุกๆพระองค์ยิ่งชีวิต 

เหตุผลที่ข้าพเจ้าขอนำเรื่องราว"นิมิต"และชีวิตระหว่างคนสองคนที่อายุห่างกัน23ปี

แต่ต้องมาสร้างความดีร่วมกันในฐานะชีวิตคู่ เนื่องจากท่านทั้งหลายที่มาเยี่ยมเยือนที่

อุฑยานผักหวานป่า'๔๔แห่งนี้ สงสัยและสอบถามเรื่องราวของคนปลูก มากพอๆกัน

กับเรื่องราวของผักหวานป่า. สิ่งที่จับต้องไม่ได้หากไม่เจอกับตัวเองข้าพเจ้าคงไม่มีทางเชื่อ....

คือแรงบันดาลหัวใจยามเหนื่อยล้า คือที่มาหัวใจกับการตั้งปณิธานไว้จะช่วยปลูกต้นไม้เผยแพร่ความรู้ที่มี

เพื่อเพิ่มสีเขียวในแผ่นดินไทยไทยเพื่อเทิดไท้ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจนกว่าชีวิตจะหาไม่