เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo ค.ศ. ๑๗๗๒-๑๘๒๓) ริคาร์โดและมัลทัส เป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันเป็นเวลานานพอสมควร หนังสือเล่มสำคัญของริคาร์โด ชื่อ Principles of Political Economy and Taxation ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาในปี ค.ศ. ๑๘๑๗ ริคาร์โดเป็นผู้ดำเนินรอยตามความคิดของสมิท โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือของริคาร์โดเป็นการรวบรวมผลงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยในประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญที่เขาให้ข้อคิดเห็นออกมาเป็นรูปเล่มโดยไม่ได้มีการจัดหมวดหมู่และระบบที่ดี ทำให้หนังสือเล่มนี้ไม่มีความต่อเนื่องกันแต่ในบางประเด็นที่ที่เขาได้หยิบยกขึ้นมาพิจารณานั้น เขาก็สามารถวิเคราะห์ไดอย่างละเอียดลึกซึ้งกว่าสมิท

          ริคาร์โดได้หยิบยกประเด็นเรื่องวิภาคกรรม (distribution) ขึ้นมาเป็นหัวใจของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเขา โดยสิ่งที่เขาสนใจในการพิจารณาคือ อะไรเป็นเครื่องกำหนดสัดส่วนของผลประโยชน์ของชาติ (national dividend) หรืออีกนัยหนึ่ง รายได้ที่เจ้าของปัจจัยการผลิตประเภทต่าง ๆ คือ ผู้ใช้แรงงาน เจ้าของที่ดิน และนายทุนควรจะได้รับ ปัญหาเกี่ยวกับวิภาคกรรมหรือการกระจายรายได้นี้มิใช่เป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริงแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นปัญหาการเมืองอันสืบเนื่องมาจากภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศอังกฤษในขณะนั้นด้วย ซึ่งประเทศอังกฤษกำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะฟื้นฟูประเทศหลังจากผ่านพ้นสงคราม นโปเลียนไปใหม่ ๆ ระดับราคาสินค้าสูงขึ้นมาก อัตราภาษีก็สูงขึ้นและประเทศมีหนี้สาธารณะที่ท่วมท้น ในขณะเดียวกันการเพิ่มของประชากรที่รวดเร็วได้ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร ซึ่งทำให้ประเทศอังกฤษต้องสั่งสินค้าประเภทธัญญาหารเข้ามาจากต่างประเทศ ฝ่ายเจ้าของที่ดินเกรงว่าธัญญาหารจากต่างประเทศจะเข้ามาตีตลาดผลผลิตภายในประเทศ ทำให้ราคาผลผลิตของตนเองต่ำ จึงรียกร้องให้มีการเก็บภาษีขาเข้าธัญญาหารจากต่างประเทศในอัตราสูง แต่ฝ่ายประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปและคนงานก็ไม่พอใจต่อมาตรการของรัฐบาลที่มีผลทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น โดยมีเหตุผลว่าราคาอาหารที่สูงขึ้นจะมีผลทำให้ค่าแรงสูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น การผลิตน้อยลง กำไรน้อยลง และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของการลงทุนซึ่งในที่สุดก็กลับไปมีผลเสียต่อการว่าจ้างงานและต่อ ๆ ไป ปัญหาดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความขัดแย้งในผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นใหญ่ ๆ ๒ กลุ่มคือ เจ้าของที่ดินและนายทุน ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้ริคาร์โดหยิบยกปัญหาวิภาคกรรมขึ้นมาพิจารณา

            ด้วยเหตุนี้หนังสือของเขาจึงใช้ชื่อว่า “เศรษฐศาสตร์การเมือง” โดยเขาให้เหตุผลว่าเศรษฐศาสตร์การเมืองไม่ใช่ศาสตร์ที่พิจารณาถึงธรรมชาติและสาเหตุของความมั่งคั่ง แต่เป็นศาสตร์ที่พิจารณาถึงกฎที่กำหนดการแบ่งสรรผลผลิตของอุตสาหกรรมระหว่างชนชั้นต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนในการก่อให้เกิดผลผลิตขึ้น นอกจากริคาร์โดจะให้ความสนใจต่อวิภาคกรรมเป็นอย่างมาก โดยมุ่งประเด็นการพิจารณาเกี่ยวกับทฤษฎีค่าเช่า (rent theory) ทฤษฎีค่าแรง (wage theory) และทฤษฎีกำไร (profit theory) แล้วในเรื่องเกี่ยวกับการผลิตนั้นเขาชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ทำการผลิตนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตเอาไว้บริโภคหรือขาย และการที่ผู้ผลิตขายผลผลิตออกไปนั้นก็มีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อสินค้าอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อเขา หรือช่วยให้เขาสามารถทำการผลิตต่อไปในอนาคต ดังนั้นในการที่ผู้ผลิตทำการผลิตเขาก็ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บริโภคผลผลิตของเขาเองหรือไม่ก็ซื้อได้ด้วยบริการ ส่วนเงินนั้นเป็นเพียงสื่อกลางที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้เท่านั้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับภาษีนั้นเขาเป็นผู้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษีกับการสะสมทุน โดยเขาชี้ให้เห็นว่า ถ้าประเทศหนึ่งประเทศใดมีการผลิตที่สูงกว่าการบริโภคที่เกิดขึ้นในแต่ละปี ประเทศนั้นก็จะมีทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้นทุนของประเทศจะเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มขึ้นในการผลิต และจะลดลงโดยการบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต (unproductive consumption) ด้วยเหตุนี้จึงมีความสำคัญในการที่จะต้องไม่กระทำสิ่งใดให้เป็นผลกระทบในทางที่เสียหายต่อทุนของประเทศ

          ริคาร์โดมีความเห็นเกี่ยวกับการเก็บภาษีโดยทั่ว ๆ ไปว่า ถ้าการเก็บภาษีนั้นมีผลทำให้การบริโภคลดลง การเก็บภาษีก็จะก่อให้เกิดภาระต่อรายรับโดยที่ทุนไม่ถูกกระทบกระเทือน แต่ถ้าหากการเก็บภาษีมีผลทำให้การผลิตไม่เพิ่มขึ้นแล้วการเก็บภาษีก็ก่อให้เกิดภาระต่อทุนและทำให้มีผลกระทบต่อเงินทุนซึ่งจะใช้ไปในการบริโภคที่ก่อให้เกิดผลผลิต (productive consumption) ดังนั้นเขาจึงเสนอแนะว่า นโยบายภาษีของรัฐบาลนั้นไม่ควรที่จะเรียกเก็บภาษีที่มีผลกระทบต่อทุน เพราะมิฉะนั้นแล้วจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเงินทุนซึ่งจะต้องใช้จ่ายไปในการว่าจ้างคนงานอันจะนำมาซึ่งการลดลงในการผลิตของประเทศในอนาคต