ผมได้บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๑๕ มิ.ย. ๔๘    ว่าคุณภีมมีวิธีมอง KM และออกแบบการปฏิบัติต่างไปจากที่ สคส. ใช้อยู่
  เมื่อวันที่ ๒๓ มิ.ย. ๔๘ คุณภีมได้มี e-mail มาเล่าวิธีคิด-ปฏิบัติดังต่อไปนี้ 
  
    เรียน
  
    อ.หมอวิจารณ์ที่เคารพ
  
    
  
    ขอบคุณอาจารย์ที่ให้ข้อคิดเห็นครับผมมีคำอธิบายขยายความกระบวนการที่ผมออกแบบไว้ดังนี้ครับ
  
  
    
  
    คราวที่แล้วเครือข่ายจัดการความรู้องค์กรการเงินชุมชนเชิญ อ.ประพนธ์อบรมปฏิบัติการเครื่องมือ
  
  
    
  
    ธารปัญญากับนักวิจัยและคุณอำนวย โดยใช้เป้าหมายที่ต้องการบรรลุของคุณกิจเป็นประเด็นเดินเรื่อง
  
  
    
  
    บางคนได้เอาเครื่องมือธารปัญญาไปทดลองใช้ในพื้นที่กับกลุ่มองค์กรการเงินชุมชนพบว่าค่อนข้างยาก
  
  
    
  
    ผมได้ทดลองกับวงคุณอำนวยซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน
  
  
    
  7-8
  
     หน่วยงานที่นครศรีธรรมราช  โดยทำเป็นโครงการความร่วมมือ(ตอนนี้ผู้ว่าอนุมัติงบซีอีโอให้ดำเนินการขยายผลจาก 
  
  3 
  
    หมู่บ้านที่เราทำกันเองเป็น 
  
  3 
  
    ตำบลแล้วครับ)พบว่ากระบวนการค่อนข้างยุ่งยาก  ผมจึงประยุกต์ เครื่องมือธารปัญญาใหม่ดังนี้ครับ   
  
  
    
  
    กระบวนการจะเน้น  
  
  
    
    
  1)
  
      การสร้างพลังจินตนาการ(ส่วนใหญ่เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันด้วยบรรยากาศที่ดีจะมีจินตนาการด้านบวกและสร้างสรรค์)เพื่อกำหนดเป้าประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ 
  
  (
  
    ทำส่วนหัวปลา)
  
  
    
  
    จากนั้นใช้เครื่องมือจัดการเรียนรู้ท่อนแรกของธารปัญญาโดยการ
  
  
    
    
  2)
  
    ระดมความเห็น  
  
  (
  
    ปลุกให้คิดเพื่อให้สมองตื่นตัวว่องไว)จากประสบการณ์ในปัจจัย(ความสามารถ)ที่นำไปสู่ เป้าหมาย  
  
  (
  
    ความเห็นก็คือความรู้จากประสบการณ์ -
  
  TK)
    
  3
  )
  
      จากนั้นทำความเห็นให้ละเอียดขึ้นโดยกำหนดตัวชี้วัดในระดับต่าง ๆ
  
  
    
  (
  
    ย่อยความรู้-
  
  TK
  
    ให้ละเอียดขึ้น)แล้วให้แต่ละคนประเมินตนเองและระดับที่ต้องการจะไปให้ถึง
  
  
    
  
    ให้เวลาแต่ละคนอยู่กับตนเองเพื่อเชื่อมโยงภาพฝัน ปัจจัยและทักษะความรู้ของตนเอง
  
  
    
  
      
  
  4)
  
      จบขั้นตอนที่ 
  
  2 
  
    แล้ว (ในวง-แต่ละคน-จะมีภาพฝันจากจินตนาการ เห็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จและเห็นตำแหน่ง-ประสบการณ์(ความรู้)-ของตนเอง
  
  
    
    
  5)
  
    จากนั้นจะข้ามไปเรียนรู้จากกันและกันเลย
  
    
  (
  
    ไม่ทำแผนภูมิสายน้ำ ขั้นบันได) โดยใช้สุนทรียสนทนา
  
  
    
  (
  
    กระบวนการนี้จะไม่เน้นการคิด แต่เป็นการเปิดเผยตัวตน โดยเล่าประสบการณ์จากเรื่องที่ตนเองทำสำเร็จหรือภูมิใจ เล่าจากใจ
  
    ไม่ใช่ความคิด  ซึ่งจะเชื่อมร้อยกับจินตนาการ(ความฝัน)และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง(เหตุผล)โดยอัตโนมัติ
  
    
  
    เชื่อม 
  
  3 
  
    พลังเข้าด้วยกัน
  
  
    
  
    ในธรรมชาติของการเรียนรู้จะมีทั้งรับและให้โดยการฟังและนำไปเทียบเผชิญกับประสบการณ์ของ
  
  
    
  
    ตนเอง กระบวนการอบรมนี้เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้โดยการพบปะกันในวงสนทนา
  
  
    
  (
  
    ที่จริงมนุษย์ก็ แลกเปลี่ยนประสบการณ์-ความรู้-กันอยู่แล้ว
  
  
    
  
    แต่อาจจะไม่เล็งเป้าหมายเพื่อหวังผลเชิงประสิทธิภาพแบบธุรกิจ)
  
  
    
  
    ผมในฐานะเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ก็จะจัดกลุ่มให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกันอย่างสอดคล้องที่สุดจากข้อมูลของผู้เข้าร่วมและเนื้อหาโครงการที่ผมมีอยู่
  
  
    
  
    ในฐานะผู้ประสานงาน (ซึ่งท่อนแรกของการสัมมนา
  
  
    
  
    จะให้แต่ละทีมนำเสนอให้คนอื่นรับรู้ภาพรวมโดยสรุปของแต่ละพื้นที่
  
  
    
  
    ให้ใกล้เคียงกับที่ผมรับรู้)
  
  
    
  
    ถ้าเป็นการเรียนรู้จากงานก็ต้องไปดูของจริง
  
    ซึ่งการอบรมก็ออกแบบไว้ส่วนหนึ่งในตอนเย็น
  
    
  
    และโดยที่กระบวนการเหล่านี้เป็นการฝึกทักษะ
  
    แต่แก่นของการจัดการเรียนรู้คือหัวใจที่เปิดรับซึ่งต้องสร้างมิตรภาพโดยบรรยากาศที่เป็นกันเองให้รู้สึกถึงความเป็นพวกพ้องในความสัมพันธ์แห่งมิตรเพื่อเกื้อหนุนกัน(เสริมพลัง)ไปสู่เป้าหมายที่ดีร่วมกัน  เราจึงผนวกการดูงานกับการทานข้าวเย็นในชุมชนด้วย 
  
    
  
    ที่จริงตั้งใจเรียนเชิญอาจารย์ไปร่วมสังเกตการณ์
  
    เพื่อจะได้ฟังเสียงสะท้อนของอาจารย์หลังจากจบกระบวนการแล้ว
  
    
  
    แต่อาจารย์ให้ข้อคิดเห็นก่อนก็เป็นประโยชน์ครับ อย่างน้อยก็ทำให้ผมเตรียมการมากขึ้น
  
  
    
  
    ถ้าอาจารย์พอมีเวลาก็เรียนเชิญนะครับ
  
  
    
  
    ภีม
  
  
    

 

           เครื่องมือ KM เมื่ออยู่ในมือผู้ใช้ต่างคนกัน  ก็ต้องปรับให้เหมาะมือผู้ใช้นะครับ     ปรับถูกหรือผิด ดูได้ที่ผลงานครับ    ถ้าเกิดผลดีก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าเราปรับถูกแล้ว
วิจารณ์ พานิช
๒๔ มิ.ย. ๔๘