นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก กรมสุขภาพจิต บอกว่า คนที่ชอบมีเพศสัมพันธ์แบบแปลก ๆ กับศพ สัตว์ หรือ เด็ก ผู้ป่วยกลุ่มนี้จัดเป็นผู้ป่วยกามวิปริต สำหรับคนที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็กมีชื่อเรียกเฉพาะว่า พีโดฟิเลียแต่คนที่มีพฤติกรรมดังกล่าวอาจจะไม่ได้เป็นโรคก็ได้ อาจเป็นเพราะนิสัย หรือสันดานส่วนบุคคล
     “พีโดฟิเลีย มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในผู้หญิงก็พบได้แต่น้อย ถ้าสังเกตจากภายนอกจะไม่สามารถรู้ได้เลย เพราะคนกลุ่มนี้ก็เหมือนคนปกติทั่วไป พฤติกรรมภายนอกได้รับความเชื่อถือจาก สังคม ใส่สูทผูกไท แต่ในส่วนลึก และพฤติกรรมจะชอบการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก คนกลุ่มนี้ไม่ชอบการรักษา และรักษาไม่หายเพราะความชอบจะฝังอยู่ในจิตใจ เมื่อมีสิ่งเร้า หรือมีอะไรมากระตุ้นก็จะก่อเหตุได้
      อาชีพยอดนิยมของคนกลุ่มนี้ คือ การเป็นครู อาจารย์ หรือเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับเด็ก คนกลุ่มนี้จะใช้วิธีการหลอกล่อ ให้รางวัล เพื่อตีสนิทและจะได้ใกล้ชิดกับเด็ก เนื่องจากคนพวกนี้จะชอบหางานที่ทำให้ตัวเองคลุกคลีใกล้ชิดกับเด็ก
     ที่ผ่านมาเคยมีกรณีพ่อเลี้ยงที่เป็น พีโดฟิเลียหาทางจีบแม่ของเด็กเพื่อแต่งงานแล้วจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก เมื่อคนกลุ่มนี้ได้ใกล้ชิดกับเด็กแล้ว มักจะใช้เงินและสิ่งของเข้าหลอกล่อ คือ ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กรัก จะได้มีความสัมพันธ์กันในระยะยาว แต่ถ้าบางคนมีซาดิสต์ร่วมด้วย คือเป็นพีโดฟิเลียแบบซาดิสต์มักจะทำร้ายเด็ก  ถ้าถามว่าตัวเลขของผู้ป่วยทางจิตเวชกลุ่มนี้มีมากน้อยเพียงใด คงไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากไม่มีใครเปิดเผยตัวเอง แต่จากข่าวคราวที่เกิดขึ้น พฤติกรรมการ ซื้อบริการทางเพศกับเด็ก คิดว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากพอสมควร
       การป้องกันเหตุการณ์นี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกนั้นเป็นไปได้ยาก วิธีป้องกันที่ดีพ่อ แม่ผู้ปกครองจะต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจ ต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าร่างกายนั้นเป็นของหนูนะจะให้ใครมายุ่งไม่ได้ แต่คงไม่ถึง ขั้นที่ว่าต้องอธิบายว่าการมีเพศสัมพันธ์ทำ อย่างไรบ้าง   ที่สำคัญ เมื่อเด็กมาพูด หรือมาเล่าอะไรให้พ่อแม่ผู้ปกครองฟังเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เด็กโดนกระทำให้เชื่อไว้ก่อน เพราะเด็กเป็นผู้ที่ถูกกระทำและส่วนใหญ่เด็กจะไม่โกหก และพ่อแม่ควรให้เวลากับเด็กให้มาก คอยสังเกตความผิดปกติ พร้อมกับสอนให้เด็กรู้จักรักตัวเอง และป้องกันร่างกายจากบุคคลอื่น
      ส่วนกรณีที่เป็นครูต่างชาติ เพื่อป้องกันคนกลุ่มนี้ โรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสอนภาษาควรตรวจสอบประวัติครูที่มาจากต่างประเทศอย่างละเอียด มิใช่แค่พูดภาษาอังกฤษได้ก็รับแล้ว โรงเรียนควรรับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยของเด็กมากกว่านี้.
                          ข้อมูลข่าวโดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2549