ตัวทำนบเองกลับทำให้น้ำระบายได้ช้า ..ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการกีดขวางทางไหลหลากของน้ำ

น้ำท่วมปีนี้ท้ังกว้างขวาง รุนแรง และยาวนาน ไม่รู้ว่าปีหน้าและปีต่อๆไปจะเป็นอย่างไรกัน

ที่ผ่านมาประเทศเราได้พากันสร้างสิ่งกีดขวางการไหลหลากของน้ำโดยไม่รู้ตัว ทำให้ระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ช้าลงมาก  เช่นถนนหนทางต่างๆ อาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ และอีกประเด็นสำคัญก็คือผนังกั้นน้ำ(หรือทำนบ หรือคันกั้นน้ำ)เพื่อไม่ให้น้ำท่วมตัวเมืองหรือชุมชนต่างๆนั่นเอง

ซึ่งพวกเราได้พากันสร้างเพิ่มขึ้นมาทุกๆปี และยิ่งสร้างกันมากขึ้นเมื่อมีน้ำท่วมในแต่ละครั้ง

แต่ทว่า ตัวทำนบเองกลับทำให้น้ำระบายได้ช้า จึงทำให้น้ำท่วมนานขึ้น และสูงขึ้นอีก ยิ่งแต่ละเมืองแต่ละชุมชนได้เห็นที่อื่นสร้างก็พากันสร้างตามๆกัน ยิ่งทำให้ภาวะน้ำท่วมกลับทบทวีขึ้นหลายซับหลายซ้อน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ ซึ่งอาจลุกลามทวีคูณขึ้นไปจนรุนแรงเป็นสิบหรืหลายสิบเท่าของภาวะน้ำท่วมที่แท้จริงก็อาจเป็นได้นะครับ ถ้าไม่รีบแก้ไขเสียโดยเร็ว

หลายๆฝ่ายได้พยายามแก้ปัญหาน้ำท่วมมาแล้วด้วยวิธีการที่หลากหลาย อย่างเช่นการผันน้ำผ่านทางลำน้ำอื่น ,อุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำ ,แก้มลิง ,การบริหารเวลาปิดเปิดประตูน้ำ ,การสูบน้ำข้ามประตูน้ำ ,และที่เห็นในข่าวเมื่อไม่นานมานี้ก็คือจะขุดคลองใหญ่คู่ขนานกับลำน้ำเจ้าพระยา

ทุกวิธีที่กล่าวมา ล้วนมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพดีในระดับหนึ่ง ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าควรทำทุกวิธีครับ แต่นั่นไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการกีดขวางทางไหลหลากของน้ำ และเราก็ได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่ายังไม่เพียงพอใช่ไหมครับ

ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่เคยมีการนำมาใช้แล้วได้ผล และในขณะนี้ก็เริ่มมีพูดถึงกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่เท่าใดนัก วิธีที่ว่านี้ก็คือ "การ(ใช้เรือ)ผลักดันน้ำ" ซึ่งผมเองก็มีความเห็นว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีศักยภาพอย่างมาก และน่าจะมีประสิทธิภาพค่อนข้างดี จึงขอแจกแจงรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

จุดเด่นและข้อได้เปรียบ

  1. มีความซับซ้อนน้อยและไม่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับมากนัก จึงเริ่มดำเนินการได้เร็วและได้ผลเร็ว เพียงกำหนดบริเวณจอดเรือในลำน้ำ,จัดหาเรือและจัดเตรียมสถานที่ในด้านอุปกรณ์ในการยึดเรือไม่ให้เคลื่อนที่ก็พอแล้ว
  2. มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวะของน้ำและปัจจัยอื่นๆได้เป็นอย่างดี เริ่มที่ในภาวะปกติ ก็จะมีเพียงหลักยึดเรือ/หรือทุ่น/หรือฐานรากใต้น้ำเท่านั้น ,เมื่อน้ำเริ่มท่วมก็ใช้งานได้ทันที ,ถ้าน้ำท่วมน้อยหรือหาเรือได้น้อยก็ระบายน้ำน้อยๆไปก่อนได้ ,และเมื่อน้ำท่วมมากก็ระดมเรือมาเพิ่ม(หรือแม้แต่จะเกณฑ์เอามาในภาวะวิกฤต - ควรออกกฏเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า) เรือแต่ละลำยังสามารถเร่งเครื่องมากหรือน้อยและกำหนดเวลาใช้งานได้อย่างเป็นเอกเทศ ,สุดท้ายพอจะเลิกใช้ก็สามารถเลิกได้ทันที เรือแต่ละลำก็นำกลับไปใช้งานได้ตามปกติโดยไม่ต้องดัดแปลงอะไรเพิ่มเติม
  3. มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด -ไม่ต้องลงทุนเป็นอสังหาริมทรัพย์ คือไม่ต้องซื้อหรือเวนคืนที่ดิน,ไม่ต้องมีการก่อสร้างมากมาย,ไม่ต้องมีการขุดเจาะหรือขุดลอกใดๆ -ประสิทธิภาพการใช้พลังงานน่าจะดีกว่าการสูบน้ำข้ามประตูน้ำหรือผ่านอุโมงค์เพราะทำงานเพียงการผลักดันน้ำไปตามแนวราบ ไม่ต้องยกมวลน้ำต้านแรงโน้มถ่วง -มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าทั้งในเวลาน้ำท่วมและเวลาน้ำไม่ท่วม ไม่ต้องซื้อหรือสร้างไว้เฉยๆรอใช้งานเฉพาะเวลาน้ำท่วมเหมือนวิธีอื่นๆ
  4. ชุมชนในทำนบเองก็ได้รับประโยชน์ในทางอ้อมด้วย เพราะถ้าน้ำไหลผ่านไปได้เร็วก็ไม่ขังจนท่วมสูงจึงไม่ต้องสร้างทำนบให้สูงขึ้นหรือถูกน้ำไหลบ่าล้นทำนบ และเมื่อน้ำลดเร็วก็คนไม่ถูกขังอยู่ในป้อมปราการ รวมทั้งวิถีชีวิตกับระบบเศรษฐกิจก็จะกลับสู่ปกติเร็วขึ้นเช่นกัน

จุดอ่อนและวิธีแก้ไข

  1. ต้องการใช้เรือจำนวนมากจึงจะเพียงพอในการระบายมวลน้ำปริมาณมาก แก้ไขได้ดังต่อไปนี้- 1.1ระดมเรือทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรือใหญ่หรือเล็ก แต่ถ้าลำใดมีภาระกิจหลักที่สำคัญก็ให้ไปทำภาระกิจหลักก่อน เมื่อเสร็จสิ้นหรือพอจะว่างจากภาระกิจหลักก็สามารถหมุนเวียนมาช่วยในบางเวลาได้- 1.2สามารถหาเรือเพิ่มจากภายนอก เช่นขอยืมจากมิตรประเทศและจากองค์การกุศลทั่วโลก 1.3เรือสินค้าระหว่างประเทศ ในขณะที่รอรับส่งสินค้าก็สามารถขอเช่าหรือยืมมาเดินเครื่องช่วยดันน้ำได้- 1.4เรือรบและเรือของหน่วยราชการทุกลำที่พอจะปลีกจากภาระกิจปกติได้- 1.5เครื่องยนต์ต้นกำลังทุกชนิดสามารถนำมาติดใบพัดแบบเรือหางยาวแล้วติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำก็ใช้ดันน้ำได้เช่นกัน
  2. จำนวนเรือที่มาก เวลาใช้งานในน้ำที่ไหลเชี่ยวต้องระวังเรื่องการเซส่ายไปปะทะชนกันได้
  3. ความหลากหลายในชนิดและขนาดของเรือ อาจทำให้บริหารจัดการได้ยุ่งยากพอสมควร ดังนั้นในระยะเริ่มใช้งานต้องมีบุคลากรที่มีศักยภาพเพียงพอและมีอำนาจในการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันท่วงทีด้วย
  4. เรือแต่ละลำจะต้องมีคนควบคุมบังคับอย่างน้อย1คน ดังนั้นจำนวนคนจึงมีมาก จะตามมาด้วยปัญหาการส่งอาหาร,ดูแลความเป็นอยู่,การผลัดเวร,ค่าจ้างฯลฯ แต่ในภาวะที่เพื่อนร่วมชาติจำนวนมากกำลังทุกข์ยากเช่นนี้ คนไทยเราคงพอจะช่วยๆกันไป และคงมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยเสริมกำลังบ้างพอสมควร ที่เหลือก็คงอาศัยการบริหารจัดการที่ดีมาช่วยให้การปฏบัติลื่นไหลไปได้โดยสะดวก

แนวทางปฏิบัติในภาวะปัจจุบัน

เราคงไม่สามารถทำให้บรรลุผลโดยสมบูรณ์ได้ในทันที ควรตั้งเป้าหมายใว้ว่าให้เริ่มทำไปก่อน ได้มากหรือได้น้อยก็ไม่เป็นไร ประสิทธิภาพและประสิืทธิผลอาจยังต่ำอยู่ แต่เราสามารถเรียนรู้แล้วค่อยหาวิธีแก้ไขไปเรื่อยๆทีละปัญหา ในที่สุดก็จะได้ผลดีขึ้นได้เองในที่สุด

ส่ิงที่ผมเห็นว่าควรให้ความสำคัญในภาวะปัจจุบันคือ

  1. เร่งเผยแพร่แนวคิดให้ประชาชนเข้าใจและเห็นความสำคัญ เพื่อจะได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจ ในด้านจำนวนเรือ คนบังคับเรือ และสถานที่ปฏิบัติงาน (แม้จะใช้ทางน้ำสาธารณะ แต่ถ้าประชาชนเข้าใจผิดก็อาจต่อต้านไม่ให้ทำใกล้บ้านหรือชุมชนของเขาก็ได้)
  2. ทางราชการควรรับเป็นเจ้าภาพรีบทำไปก่อน ทั้งในการริเริ่ม การบริหารงาน ค่าเช่า+ค่าขนย้ายเรือ ค่าจ้างคน และค่าน้ำมันเรือ 
  3. พยายามใช้เรือของทางราชการเองให้มากที่สุดก่อน เช่นเรือรบทุกลำที่พอจะปลีกภาระกิจได้ให้เข้ามาใช้ดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างรวมทั้งบริเวณปากแม่น้ำอื่นๆ ส่วนเรือของหน่วยงานอื่นๆก็ใช้ดันน้ำในบริเวณต้นน้ำเหนือขึ้นไป
  4. การจัดวางตำแหน่งของเรือแต่ละลำและในภาพรวม อย่าให้กีดขวางการสัญจร และค่อยๆลองขยับตำแหน่งดูว่าจัดวางแบบใดแล้วได้ผลดีมากที่สุด

แนวทางปฏิบัติในระยะยาว

เนื่องจากทำนบกั้นน้ำทั้งหลายเป็นสิ่งกีดขาวงการระบายน้ำ ทำให้น้ำท่วมสูงและนานกว่าที่ควรจะเป็น แต่จะไปห้ามไม่ให้สร้างหรือจะสั่งให้รื้อออกก็ไม่ได้

ชุมชนใดที่ได้รับประโยชน์จากทำนบอยู่แล้วหรือที่กำลังจะสร้างเพิ่มขึ้นก็ตาม(รวมทั้งคนใน กทม.ส่วนใหญ่ด้วย) ควรตระหนักไว้ว่าเพื่อนร่วมชาติจำนวนมากต้องเสียสละเพื่อท่านมานานแล้ว

นอกจากนี้ทำนบเองก็มีผลเสียต่อชุมชนที่ได้รับการปกป้องนั้นเองด้วย ที่เห็นได้ชัดๆก็คือจะต้องต่อเติมความสูงของทำนบเพิ่มขึ้นเรื่อย จนบางแห่งทำนบก็พังลงมา และท่านเองต้องถูกกักขังอยู่ในป้อมปราการนี้นานขึ้นเท่ากันกับคนนอกทำนบ ที่ถูกน้ำท่วมนานขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น ทำนบที่มีอยู่แล้วทั้งหมดจะต้องเสริมด้วยมาตรการใช้เรือดันน้ำโดยด่วน เริ่มจากทำเท่าที่จะทำได้ก่อน แล้วค่อยเพิ่มให้เพียงพอในโอกาสต่อไป แต่ทำนบที่จะสร้างเพิ่มจากปัจจุบันจะต้องแบ่งงบประมาณใว้จัดหาระบบดันน้ำอย่างเพียงพอจึงจะสามารถอนุญาติให้สร้างได้

สำหรับปริมาณน้ำที่ต้องการผลักดัน อาจคำนวนคร่าวๆได้จากพื้นที่ซึ่งได้รับการปกป้อง คูณด้วยความสูงของทำนบ(ได้เป็นปริมาตรน้ำ) แล้วคูณด้วยความเร็วของมวลน้ำที่ไหลผ่านชุมชน(จะได้ปริมาตรของน้ำต่อหน่วยของเวลา)

ส่วนปริมาณน้ำที่เรือจะผลักดันไปได้ จะคำนวนได้จากระวางขับน้ำปกติของเรือนั้น คูณด้วยความเร็วของเรือ(ขึ้นอยู่กับการจะเร่งเครื่องมากหรือน้อย)

                               สวัสดีครับ    ขอให้น้ำลดเร็วๆทุกแห่งครับ