ในภาคการศึกษาต้น ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ผมได้ทดลองวิธีการสอนแบบ "กรณีศึกษา" ในวิชาการจัดการทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม ระดับชั้นปีที่ ๔
โดยใช้สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและของโลกในปัจจุบัน
ไม่ว่าจะเป็น
- กรณีน้ำท่วม
- ภัยแล้ง
- ป่าไม้ถูกบุกรุก ทำลาย
- การท่องเที่ยว
- การพัฒนาอุตสาหกรรม และพลังงานทดแทน
- การทำการเกษตรแบบต่างๆ
- การจัดการภาครัฐ
- ระบบธุรกิจข้ามชาติ และ
- ความเกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้สินและการสูญเสียที่ทำกินของเกษตรกร
- ฯลฯ
โดยนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิด ที่ไป ที่มา ความจริง ความเชื่อ และความเข้าใจผิดต่างๆในทุกระดับ
นำมาแจงให้เห็นข้อดีและข้อด้อยในการบริหารจัดการ
และพยายามชี้ประเด็นการวิวัฒนาการของปัญหาและสถานการณ์ต่างๆอย่างเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยพิจารณา
- เงื่อนไข
- แรงจูงใจ และ
- แรงผลักดันในทุกๆด้านอย่างเป็นธรรม
ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีอคติต่อใครทั้งสิ้น
เมื่อสอนจบประเด็นตามเวลาที่มี โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ ๒๑ ชั่วโมง
ผมได้ออกข้อสอบแบบปรนัย ด้วยคำถามลูกโซ่จำนวน ๕๐ ข้อ ใน ๕ ระดับของระบบทรัพยากร และ ๑๐ ขั้นตอนของการแก้ไขปัญหาที่เป็นจริงในสังคมไทย
- ที่ใครจะเริ่มตอบจากจุดไหนก่อนก็ได้
- แต่ต้องตอบให้ครบประเด็น
- และแสดงความเชื่อมโยงของปัญหา สาเหตุ ทางออก ทางแก้ไขอย่างยั่งยืน
- และสิ่งที่แก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
ผมพบว่า
- ในจำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชานี้ทั้งหมด ๒๔ คน
- มีประมาณครึ่งหนึ่งที่แสดงความตั้งใจเรียน ตื่นตัว มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีตลอดเวลาของการสอน
- ประมาณ หนึ่งในสาม มานั่งฟังเฉยๆ
- ประมาณ หนึ่งในห้า แสดงความไม่สนใจ เดินเข้าเดินออกห้องเรียนแบบไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน หรือคุยกันในประเด็นอื่นๆในเวลาเรียน
- มี ๒ คน ที่เข้าเรียนน้อยมาก และ
- ๑ คนไม่เข้าเรียนเลยตลอดการสอนของผม
จากผลการตรวจข้อสอบ พบว่า
- เพียงหนึ่งในสี่ของนักศึกษาทำข้อสอบได้ดีถึงดีมาก เกิน ๘๐% หรือเกือบเต็ม
- ครึ่งหนึ่งของห้อง อยู่ระดับกลางๆ
- ประมาณหนึ่งในสี่ ต้องแก้ไขปรับปรุงโดยการให้ไปทบทวนและทำรายงานเพิ่ม
- ที่ค่อนข้างประหลาดใจ ก็คือมีนักศึกษาบางคนที่เรียนน้อย หริอไม่เข้าห้องเรียนเลยกลับทำข้อสอบของผมได้ค่อนข้างดีกว่านักศีกษาที่เข้าเรียนส่วนใหญ่เสียอีก
- และที่ประหลาดใจมาก ก็คือ มีนักศึกษาที่เข้าเรียนประจำ แสดงความสนใจในการเรียนค่อนข้างดี แต่กลับทำข้อสอบไม่ค่อยได้ แต่เมื่อมาซักถามก็ตอบได้ดี สมควรให้ผ่านได้
-
แต่ที่ประหลาดใจมากที่สุดคือ มีนักศึกษาคนหนึ่งเข้าเรียนสม่ำเสมอ โต้ตอบดีในการเรียน ทำข้อสอบไม่ได้เลย คะแนนเกือบ ๐
-
และเมื่อใช้วิธีสอบแบบสัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังการตรวจพบผลการสอบ กลับหลุดประเด็นสำคัญๆ
- ที่กำลังหาวิธืประเมินอยู่ ว่าจะต้องประเมินโดยวิธีใดจึงจะวัดผลการเรียนได้ดีที่สุด
-
และเมื่อใช้วิธีสอบแบบสัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังการตรวจพบผลการสอบ กลับหลุดประเด็นสำคัญๆ
ผมจึงได้ข้อสรุปสำคัญมากว่า
- คนที่ดูตั้งใจเรียนนั้น อาจมีผลการสอบที่ไม่ดีได้ ขึ้นกับวิธีการวัดผล
- คนที่ไม่เข้าเรียนเลยอาจมีผลการเรียนรู้ที่ดีได้
- และ นักศึกษาบางคนมีวิธีการอธิบายผลการเรียนของตนเองที่ไม่สามารถใช้ข้อสอบมาตรฐานอย่างหนึ่งอย่างใดได้
- อาจต้องพัฒนาการวัดผลอย่างหลากหลายและเหมาะสมกับกลุ่มที่มีพฤติกรรมการเรียน การแสดงผลการเรียนแตกต่างกัน
ผมได้ความรู้เพิ่มเติมอีกมากเลยจากการสอนและการวัดผลแบบที่ผมลองใช้ในภาคการศึกษานี้ครับ
ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนและการวัดผลการเรียนครับ
ขอบคุณคะ
ที่อาจารย์เปิดกว้างนำ วิธีการสอน และการสอบของอาจารย์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ขออนุญาตแสดงความเห็น เพื่อร่วมเรียนรู้ดังนี้คะ
เท่าที่อ่าน เข้าใจว่าการสอบนี้ ต้องอาศัยทักษะ problem solving skill (logical thinking)
คือ จับประเด็นปัญหา -> ประมาณการณ์ ทางออก -> คิดหาทางแก้หลายๆ ทาง -> ประเมินชั่งน้ำหนักแต่ละทาง ->เลือกทาง และวิธีบริหารจัดการ ที่เหมาะสมกับทรัพยากร วัฒนธรรม อันนำไปสู่ความยั่งยืน
Problem solving คือ IQ ที่เราวัดกัน
คนที่รู้ตัวว่า IQ ดี บางที เชื่อว่าตัวเองไม่ต้องเรียนในห้อง ถึงเวลาสอบก็ใช้ความได้เปรียบทาง logical skill ได้
คนที่เข้าเรียนประจำ อาจเป็นกลุ่ม EQ ดี มีวินัย ยอมรับคนอื่น
หรือไม่ถนัด Problem solving เท่ากับ
- Creative thinking ( ฉายประกาย ตอน brain stroming)
- Critcal thinking ( กลุ่มนี้น่าจะทำข้อสอบได้ค่อนข้างดี แต่ตกม้าตายตอนบริหารจัดการทรัพยากร )
- Conceptual thinking ( ฉายแวว ตอน เขียนอัตนัยอธิบายหลักการ ทฤษฎี)
ขอบคุณคะ ที่สละเวลาอ่าน
I had my time teaching and mentoring undergrads on IT.
In my first year, I tried to deliver (knowledge, tricks and experiences).
That did not go well in my view - though the results were much 'normal' (distribution).
Then I tried to deliver only experiences (through stories, practices, hands-on tests and class forums).
That did strange things - the results were divided clearly into very good and very poor with a few on 'average'.
I would now try to focus on 'learning to learn' because I think learning skill is 'foundational' to critical thinking, problem solving, etc. And I think everyone is born with a natural drive to learn (by observing, measuring/reckoning, testing, summarizing, memorizing, adjusting/adapting and adopting). Children learn this way. Undergrads had been 'conditioned' to learn differently. I would love to see young children continue to use this natural approach to the best they can throughout their lives.
Sadly, today we see learning as a means to get a piece of paper.
When we should really see learning as a continuing process.
Learning (to learn) can be used to achieve successes.
Learning (to learn) can be improved as we go on (learning).
เป็นประเด็นที่ดีมากเลยครับ ขอนำไปปรับขยายผลการประเมินนะครับ
ขอบพระคุณมากครับ
ดีใจที่ได้ยินอาจารย์ประเมินผลการเรียนการสอนได้น่าสนใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ผมเห็นด้วย และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่า คนส่วนใหญ่ มีความรู้ แต่อาจจะขาดทักษะความสามารถในการตอบหรือเขียนเพื่อให้ได้คะแนน ผมเองก็เคยถูกอาจารย์ที่ปรึกษาแซวอยู่บ่อย ๆ ว่า High potential but low performance.