น้ำท่วม...
ความเสียหายประจำปีของคนไทย
นับวันภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยล้วนมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ความเสียหายและการเยียวยาของผู้ประสบภัยแต่ละปีมีมูลค่านับหลายหมื่นล้านบาท ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 8ชนิดคือ พายุหมุนเขตร้อน แผ่นดินไหว อุทกภัย พายุฟ้าคะนองหรือพายุฤดูร้อน แผ่นดินถล่ม คลื่นพายุซัดฝั่ง ไฟป่า ฝนแล้ง จากข้อมูลทางสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงปี 2540 – 2550 พบว่าในช่วงต้นปีตั้งแต่มกราคมถึงเดือนเมษายน ภัยธรรมชาติที่เกิดบ่อยเป็นไฟป่า ฝนแล้ง พายุฤดูร้อน พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายนเกือบทุกภาคจะประสบปัญหาพายุหมุนเขตร้อน อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง ฝนทิ้งช่วง และช่วงสุดท้ายเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคตะวันออกจะเริ่มเข้าฤดูหนาว ในขณะที่ภาคใต้จะอยู่ในช่วงฤดูฝนจะประสบปัญหาอุทกภัย พายุหมุนเขตร้อน คลื่นพายุซัดฝั่งและแผ่นดินถล่ม
เมื่อเรามาดูว่าทำไมพื้นที่ประเทศไทยมีน้ำท่วมได้ทุกปี ต้นเหตุก็ไม่น่าจะไปไหนไม่ได้นอกจากสภาพพื้นที่ของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไป มีการเพิ่มขึ้นของพื้นที่การเกษตร พื้นที่ที่อยู่อาศัย ประกอบกับพื้นที่ป่าธรรมชาติที่เคยเป็นที่ดูดซับน้ำ ชะลอความเร็วและยืดระยะเวลาการไหลของน้ำที่จะเข้าสู่พื้นที่ชุมชนลดลงเป็นจำนวนมาก และอีกสาเหตุหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องแต่เมื่อฟังชื่อแล้วจะรู้สึกว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดน้ำท่วมนั้นก็คือ การชลประทาน ถึงแม้ว่าการชลประทาน การสร้างเขื่อนจะมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านต่างๆทั้งการบริโภคและอุปโภค แต่การที่จะได้มาซึ่งเขื่อนหนึ่งเขื่อนได้มีการสูญเสียพื้นที่ป่าไปเท่าไรเพื่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ จำเป็นต้องมีการสำรวจพื้นที่และศึกษาผลกระทบต่อชุมชนพืช สัตว์และสภาพพื้นที่โดยรอบอย่างถี่ถ้วน
นาที...นี้ข่าวน้ำท่วมดูจะเป็นที่สนใจของประชาชนมากที่สุดข่าวหนึ่ง น้ำท่วมเป็น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดขึ้นทุกปีในประเทศไทย แต่ปีนี้น้ำมาเร็วทำให้ชาวนาหลายๆรายไม่ทันได้เตรียมตัวที่จะรับมือกับน้ำท่วม ทุกปีจะได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วมภัยแล้งมิใช่น้อย แต่สิงหาคม 2554 ภัยธรรมชาติมาเร็วและมาแรงกว่าที่คาดคิด เกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง และมีการคลาดเคลื่อนในการลงมือปลูกข้าวนาปรังรอบนี้ล่าช้า ส่งผลให้นาข้าวที่ใกล้เก็บเกี่ยวถูกน้ำท่วมเสียหายอย่างมากมาย...
กระทรวงเกษตรฯ สรุปพื้นที่การเกษตรเสียหายจากน้ำท่วมตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงปัจจุบัน ประมาณ 4.45 ล้านไร่ โดยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นนาข้าว นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่เพาะปลูกพืชเสียหายประมาณ 4.45 ล้านไร่ แบ่งเป็นผลกระทบจากน้ำท่วมช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน พื้นที่ประสบภัย 53 จังหวัด เกษตรกรเดือดร้อน 293,947 ราย พื้นที่เสียหาย 2,757,236 ไร่ เสียหายมากสุดเป็นที่นากว่า 2.44 ล้านไร่ ช่วงเดือนตุลาคมถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบภัย 24 จังหวัด เกษตรกรเดือดร้อน 150,981 ราย พื้นที่เสียหาย 1,690,531 ไร่ มากสุดคือที่นาประมาณ 1.33 ล้านไร่ ด้านประมง ผลจากน้ำท่วมตั้งแต่ วันที่ 1 สิงหาคม จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบภัย 48 จังหวัด เกษตรกรเดือดร้อน 40,335 ราย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กว่า 5.3 หมื่นไร่ด้านปศุสัตว์ ช่วงน้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมถึงปัจจุบัน กระทบ 33 จังหวัด เกษตรกร 52,031 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบกว่า 4,500,000 ตัว แปลงหญ้า กว่า 30,000 ไร่
ประธานหอการค้าจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การชดเชยนาข้าวเสียหายไร่ละ 606 บาทนั้นไม่เพียงพอแน่ ชาวนามีต้นทุนต่อไร่ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ในส่วนนี้รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาเพิ่มเงินชดเชยให้ภาคเกษตรมากกว่านี้ เร่งพิจารณาการลดหนี้ ลดดอกเบี้ย ลูกค้า ธกส. ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูสภาพจิตใจของพี่น้องเกษตรผู้สูญเสีย ข้อถามเรื่องบางระกำโมเดล ที่นายกรัฐมนตรี ยกเป็นวาระสำคัญให้จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่นำร่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งแบบบูรณาการนั้น ขอให้ทำจริงจัง ในระยะสั้นเป็นแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ระยะยาวตนยังมองไม่เห็นเลยว่ามีการพูดถึงเรื่องแหล่งกักเก็บน้ำของลุ่มน้ำยม ที่จะบรรเทาน้ำท่วม ช่วยเรื่องภัยแล้ง ในแต่ละปี รัฐใช้เงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม มากกว่าเงินที่จะลงทุนสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำยม
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2554 ได้เห็นชอบในหลักเกณฑ์ อัตรา กรอบวงเงิน และขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2554 กรณีพิเศษ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม เฉพาะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ด้านพืชกับกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านประมงกับกรมประมง และด้านปศุสัตว์กับกรมปศุสัตว์ โดย อัตราการใช้ความช่วยเหลือกรณีพิเศษด้านพืช จะได้รับการช่วยเหลือในอัตราร้อยละ 55 ของต้นทุนการผลิตรวมเฉลี่ยต่อไร่ปี 2554 และจะช่วยเหลือตามพื้นที่ที่เสียหายจริงร้อยละ 100 ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 2,222 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 3,150 บาท พืชสวนและอื่น ๆ อัตราไร่ละ 5,098 บาท
กรณีพืชสวนและอื่น ๆ อาทิ มะม่วง ขนุน ลำไย เป็นต้น ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ทำให้ชะงักการเจริญเติบโตแต่ไม่ตายและยังอยู่ในสภาพฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมได้ จะได้รับการช่วยเหลือ อัตราไร่ละ 2,549 บาท ส่วนกรณีพื้นที่การเกษตรถูกดินทับถมได้รับความเสียหายจะช่วยเหลือ อัตราไร่ละ 7,000 บาท รายละไม่เกิน 5 ไร่ โดยมีกรอบวงเงินการให้ความช่วยเหลือ ด้านพืช คิดเป็นเงิน 7,741.8994 ล้านบาท แยกเป็นพื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 3.18 ล้านไร่ คิดเป็นเงิน 7,717.8702 ล้านบาท และพื้นที่ถูกดินทับถม 3,433 ไร่ คิดเป็นเงิน 24.0292 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2554)
ผศ.โชติไกร ไชยวิจารณ์ สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต กล่าวว่าปัญหาและสาเหตุของการเกิดน้ำท่วมฝนตก...น้ำหลาก...น้ำท่วมปรากฏการณ์นี้เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานและนับวันดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงเหมือนแผ่นดินไหวหรือไฟไหม้ แต่ก็ทำให้มีการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากในหลายๆเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หรือเช่นกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง
หากลองวิเคราะห์ปัญหาที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในบ้านเราที่กำลังประสพกันอยู่ก็จะพบว่าน่าจะมาจากสาเหตุต่างๆ คือปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในช่วงฤดูฝนจากการที่ประเทศไทยของเราตั้งอยู่ในเขตมรสุมมีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนึอสลับกันพัดผ่านเกือบตลอดปี อิทธิพลของลมมรสุมทั้งสองได้ก่อให้เกิดผลต่างกัน ยังมีอิทธิพลอื่นๆที่สำคัญ ได้แก่ อิทธิพลของร่องความกดอากาศ อิทธิพลของพายุหมุนหรือหย่อมความกดอากาศต่ำซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ดังนั้น เมื่อผสมรวมกันจึงทำให้ฝนตกต่อเนื่องโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๕๐๐ มิลลิเมตรต่อปีและเป็นสาเหตุหรือที่มาของการเกิดน้ำหลาก น้ำท่วมอย่างรุนแรง
การป้องกันปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายนอกคือน้ำที่จะหลากเข้าท่วมโดยใช้มาตรการปิดล้อมพื้นที่หรือชุมชนที่ไม่ต้องการให้ถูกน้ำท่วมโดยการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมโดยรอบ ได้แก่ การก่อสร้างคันกั้นน้ำตามแนวลำน้ำหรือใกล้เคียง การยกระดับของถนนบางสายให้สูงกว่าระดับน้ำหลากสูงสุด รวมถึงการก่อสร้างประตูน้ำตามคู คลองต่างๆ เป็นต้น เพื่อปิดกั้นไม่ให้น้ำจากภายนอกเข้ามาในพื้นที่ป้องกันได้
การแก้ไขปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายในคือฝนที่ตกหนักลงในพื้นที่โดยตรงโดยการแก้ไขปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสามารถรองรับอัตราการไหลได้อย่างเหมาะสม และจัดหาพื้นที่บาง ส่วนสำหรับทำเป็นแก้มลิงหรือบึงพักน้ำฝนชั่วคราว พร้อมติดตั้งสถานีสูบน้ำเพื่อสูบน้ำระบายออกจากพื้นที่กรณีที่น้ำภายนอกสูงกว่าระดับน้ำภายในพื้นที่ป้องกัน
ให้มีการออกแบบและก่อสร้างคลองระบายน้ำหรือคลองผันน้ำสายใหม่เพื่อผันน้ำจากลำน้ำเดิมที่เคยไหลผ่านพื้นที่โดยตรงออกไปทิ้งยังจุดที่ต้องการ เพื่อมิให้เกิดการไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ป้องกัน
อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้จะให้ได้ผลลัพธ์ร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะต้องยอมรับสภาพความจริงก่อนว่าการขยายตัวอย่างกระจัดกระจายและขาดการวางแผนของชุมชนเมืองตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้การตามแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ไม่แตกต่างจากการแก้ปัญหาการจราจรของกรุงเทพฯในปัจจุบัน แต่กระนั้นก็คงจะดีกว่าที่เราจะไม่ยอมลุกขึ้นมาหาทางป้องกันหรือทำอะไรเลยมิใช่หรือ
ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมและทราบได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่เราสามารถคาดคะเนจากข้อมูลและหลักฐานเมื่อนำมาคำนวณหาเพื่อที่จะได้ประกาศเตือนให้ประชาชนทั่วไปเตรียมตัวและรับมือกับภัยธรรมชาติดังกล่าว แต่นั่นมันก็เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ส่วนการแก้ปัญหาที่แท้จริงควรร่วมมือกันหลายๆฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชน การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติแบบคนไทยสมัยก่อนก็ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีและน่าจะเหมาะสมกับสังคมไทย…