19 ก.ย.54 เรื่อง “กิจกรรมชมรมวิชาการของสถาบันการศึกษาทางไกล” 26 ก.ย.54 เรื่อง “หลักสูตรเซียนกล้องและแนวคิดการถ่ายภาพเชิงศิลปะ”, 3 ต.ค.54 เรื่อง “การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม”, 10 ต.ค.54 เรื่อง “การสร้างจิตสำนึกให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษา”, 17 ต.ค.54 เรื่อง “การสร้างจิตสำนึกให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษา”, 24 ต.ต.54 เทปซ้ำวันที่ 8 ส.ค.54
รายการสายใย กศน. วันที่ 24 ตุลาคม 2554
เทป ซ้ำวันที่ 8 ส.ค.54 เรื่อง “กศน. กับแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ( เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการชดเชยวันปิยมหาราช )
รายการสายใย กศน. วันที่ 17 ตุลาคม 2554
เรื่อง “ทัศนคติและค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต”
ดำเนินรายการโดย นายอิทธิเดช สุพงษ์
วิทยากร คือ
- นายพะนอม แก้วกำเนิด อนุกรรมการเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต สำนักงานคณะกรรมการ ปปช.
เอแบคโพลสำรวจความคิดเห็นวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงอุดมศึกษาระดับต้น พบว่า ยอมรับการโกงได้ถ้าตนมีส่วนได้รับประโยชน์ ซึ่งเป็นทัศนคติที่น่าเป็นห่วง ผู้ใหญ่ก็เห็นเรื่องการทุจริตเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เรื่องใหญ่ โกงได้แต่ขอให้บ้านเมืองเจริญ ( ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่โกงแล้วบ้านเมืองจะเจริญ )
เราต้องสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้คนมีนิสัย ( สันดาน ) รักความซื่อสัตย์สุจริต เกลียดชังการทุจริต จึงจะช่วยแก้ปัญหาความไม่ซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างยั่งยืน กฎหมายก็เป็นส่วนหนึ่ง ต้องทำควบคู่กันระหว่างการปราบปรามด้วยกฎหมายกับการป้องกันด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันโดยปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต
อนุกรรมการเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต สำนักงานคณะกรรมการ ปปช. ได้สร้างโครงการเสริมสร้างฯต่าง ๆ โดยระยะแรก ( ตอนยังเป็น ปปป. ) สร้างความสัมพันธ์กับสถานศึกษาทุกระดับ เพื่อสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ต่อมาขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มต่าง ๆ สู่ข้าราชการ ประชาชน มุ่งสร้างคุณธรรมจริยธรรมเป็นหลักใหญ่ ไม่ได้มุ่งเฉพาะความซื่อสัตย์สุจริต แต่มุ่งคุณธรรมอื่น ๆ ด้วย ซึ่งคุณธรรมแต่ละตัวจะเกื้อหนุนกัน
มีโครงการการจัดประชุมสัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อหาวิธีบริหารจัดการให้ผู้เรียนมีคุณธรรม โครงการประชุมสัมมนาครูเพื่อหาวิธีจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีคุณธรรม โครงการรักชาติถูกทาง ( ให้เด็กออกไปสำรวจปัญหาและคิดโครงการพัฒนาชุมชน ส่งโครงการมาประกวดที่สำนักงาน ปปช. รางวัลที่ 1 จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีฯ พร้อมเงินรางวัลห้าหมื่นบาท มีโครงการเข้าประกวดปีละสองร้อยกว่าโครงการ การดำเนินงานตามโครงการของเด็ก เป็นการเรียนรู้ด้วยการกระทำ ซึ่งจะได้ผลสูงสุด ได้เรียนรู้หลาย ๆ ด้านจากกระบวนการ ) และหลักสูตรปัจจุบันก็เอื้ออำนวย เพราะในหลักสูตรจะมีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ( กิจกรรมพัฒนาชุมชน ) และโรงเรียนสามารถสร้างหลักสูตรเองในการเรียนรู้ท้องถิ่น
โครงการอื่น ๆ เช่น โครงการสถานศึกษาสัมพันธ์ ( คณะอนุกรรมการ ปปช. ออกไปที่สถานศึกษา ดูกิจกรรมผลงานดีเด่น ของแต่ละสถานศึกษา ) โครงการยกย่องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ( 1. เป็นคนยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอนเอียงไปตามอิทธิพล 2. ต่อสู้ ไม่ยอม เมื่อเห็นการทุจริต 3. มุ่งมั่นพากเพียร อบรมสั่งสอน สร้างรูปแบบไม่ให้เกิดการโกง ) โครงการประกวดเครื่องหมายสัญลักษณ์คุณธรรมความดี สำหรับใช้ประดับเพื่อแสดงออกถึงความชื่นชมในความซื่อสัตย์สุจริต ( ผลการประกวดได้ “ช่อสะอาด” เป็นรูปมือหลายมือทรงพุ่มรวบด้วยริ้วธงชาติ แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจ ) โครงการแต่งและจัดทำหนังสือนิทานคุณธรรม โครงการกัลยาณมิตรของ ปปช. ( ประสานงานกับจังหวัดต่าง ๆ สรรหาคนในท้องถิ่นที่เป็นคนดีเป็นที่ยอมรับ ช่วยเหลือชุมชน จังหวัดละประมาณ 10 คน เป็น “กัลยาณมิตรของ ปปช.” มาประชุมสัมมนาหาวิธีช่วยสังคม เช่นเป็นวิทยากรอบรม โดยมีศูนย์ประสานงานในจังหวัด ) โครงการประกวดละครสั้น ภาพยนตร์สั้น ค่ายคุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ
ความไม่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นอุปสรรคกัดกร่อนความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ทั้งๆที่ประเทศไทยมีทรัพยากรทางธรรมชาติมาก แต่ไม่สามารถพัฒนาได้เท่าที่ควร ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกัน จะสามารถแก้ปัญหาได้ผลอย่างยั่งยืน
รายการสายใย กศน. วันที่ 10 ตุลาคม 2554
เรื่อง “การสร้างจิตสำนึกให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษา”
ดำเนินรายการโดย อัญชิษฐา บุญพรวงค์
วิทยากร คือ
- นายบุญสม นาวานุเคราะห์ อนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม สำนักงาน ปปช.
- นายนิวัฒน์ วชิรวราการ อนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม สำนักงาน ปปช.
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ ( สำนักงาน ปปช. ) มีหน้าที่แก้ปัญหาความไม่ซื่อสัตยสุจริตใน 3 บทบาท คือ 1. ป้องกัน 2. ปราบปราม 3. ป้องปราม ( ตักเตือน ) แต่ยิ่งปราบยิ่งเพิ่ม คนเห็นแก้ได้ เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน กระทรวงศึกษาธิการบอกว่าเน้นคุณธรรมนำความรู้ ในทางปฏิบัติไม่ได้เน้นคุณธรรมจริง แต่ไปเน้นด้านการสอนความรู้ ที่ผ่านมาในการป้องกันมีการปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริตแก่ผู้ใหญ่ โดยร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดอบรมผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศทั้งใน-นอกระบบ ทุกระดับ ในเรื่องต่าง ๆ เช่นเทคนิควิธีการถ่ายทอดให้ผู้เรียน แต่ผู้ใหญ่ปรับยาก เพราะเป็น “ไม้แก่” ไม่ค่อยบังเกิดผลในการนำไปปฏิบัติ และโรงเรียนมีปัญหาขาดงบประมาณและบุคลากร จึงไม่ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องทุกปี ทำชั่วครั้งชั่วคราวในลักษณะไฟไหม้ฟาง ตามผู้บริหารระดับสูง
ปัจจุบัน สำนักงาน ปปช. เน้นด้านการป้องกันที่เด็กและเยาวชน ซึ่งโรงเรียนยังมีกิจกรรมสร้างความซื่อสัตย์สุจริตน้อย ควรเน้นกิจกรรมมากกว่าการสั่งสอนบนกระดานอย่างเดียว หน่วยงานควรจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดกิจกรรมด้านคุณธรรมให้มากกว่านี้และต่อเนื่องทุกปี เช่นงบประมาณสำหรับให้เด็กทำกิจกรรมหลังเวลาเรียน แทนที่จะเข้าร้านเกมอินเตอร์เน็ต ครูต้องปลูกฝังคุณธรรมอยู่เสมอ ให้เด็กมีจิตสำนึกเข้มแข็ง ไม่ไปทางไม่ดีตามเพื่อน มีระเบียบวินัยเหมือนชาวญี่ปุ่น ( ควรเน้นการบังคับใช้กฎหมายเหมือนญี่ปุ่น สิงคโปร์ )
กิจกรรมที่โรงเรียนต้องฟื้นฟูเช่น กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ค่ายอาสา ค่ายจริยธรรม เพื่อให้เด็กมีจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม การนำพระ โต๊ะอิหม่าม มาเป็นวิทยากรเพื่อให้เด็กได้ใกล้ชิดพระ ก็ดี ควรมีการนำเด็กไปทัศนศึกษานอกโรงเรียน ( ดูกิจกรรมทางสังคมดี ๆ รอบ ๆ โรงเรียน )
โรงเรียนกับครอบครัวมีความสำคัญมาก ถ้าครอบครัวไม่ช่วยรับผิดชอบ สิ่งแวดล้อมจะพาเด็กเสีย
( ในส่วนของสำนักงาน ก.พ. จะเน้นที่ข้าราชการพลเรือน ไม่รวมข้าราชการครูและข้าราชการ กทม. ให้ปฏิบัติตามจรรยาบรรณและรายงานผลต่อ ก.พ. โดยผูกเรื่องจรรยาบรรณไว้กับเรื่องวินัยด้วย มีบทลงโทษผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ ซึ่งก็ยังไม่เห็นผลชัดเจน )
ควรมีการเผยแพร่ตัวอย่างที่ดี ทั้งด้านกิจกรรม วิธีการ
รายการสายใย กศน. วันที่ 3 ตุลาคม 2554
เรื่อง “การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม”
ดำเนินรายการโดย อัญชิษฐา บุญพรวงค์
วิทยากร คือ
- สมลักษณ์ จักกระบวนพล ประธานอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม
- ดร.เฉลิม ศรีผดุง อนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม
- นายประสาท เกศวพิทักษ์ อนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม
- นายต่อยศ วงศ์สุนทร อนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคมและเลขานุการ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ ( ปปช. ) มีหน้าที่
- ปราบปราม
- ป้องกัน
- ตรวจสอบทรัพย์สิน
และกำกับดูแลคุณธรรมจริยธรรม ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 250 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรม ได้อาศัยอำนาจตามกฎหมาย ปปช. มาตรา 19 อนุ 11 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นหลายคณะ รวมทั้ง คณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม
คณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคม ดำเนินการหลายเรื่อง เรื่องสำคัญที่นำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว เช่น
1. การสร้างความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนให้ดำรงตำแหน่งสูง เป็นไปตามระบบคุณธรรม ( ถูกต้อง ไม่ใช่ถูกใจ ) รัฐบาลชุดที่แล้วให้ความเห็นชอบแล้ว ส่งสำนักงาน ก.พ.ดำเนินการ ให้คนดีคนเก่งมีโอกาสเข้าถึงการพิจารณาแต่งตั้งอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่มาโดยระบบอุปถัมภ์ ซื้อขาย เล่นพรรคเล่นพวก ( ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ห้ามนักการเมืองก้าวก่ายในการแต่งตั้ง ) โดยคณะอนุกรรมการป้องกันการทุจริตด้านสังคมได้จัดสัมมนาในภูมิภาคต่าง ๆ สรุปว่า ให้มีกลไกการถ่วงดุลอำนาจของข้าราชการการเมืองและข้าราชการระดับสูง โดยให้ทุกกระทรวงจัดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดำเนินการเลือกคนมาเป็นกรรมการเลือกสรรในการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ( คณะอนุกรรมการจะดำเนินการเสนอต่อรัฐบาลใหม่อีกครั้ง และจะติดตามการดำเนินงานของกระทรวงต่าง ๆ ยกเว้นกระทรวงกลาโหมซึ่งไม่ใช่ข้าราชการพลเรือน )
2. ปัญหาการส่งเสริมโครงการปลูกยางพารา ซึ่งโครงการระยะที่ 2 ( ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ) มีปัญหามาก คณะอนุกรรมการฯจึงพิจารณาเสนอมาตรการป้องกันการทุจริต เช่น ปัญหาการส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม คุณภาพกล้ายางไม่ได้มาตรฐาน ส่งกล้ายางช้ากว่ากำหนดไม่ตรงฤดูกาล ประกอบกับเกษตรกรขาดความรู้ ส่งผลให้ต้นยางตายเป็นแสนไร่ แต่ประชาชนเปลี่ยนจากการปลูกข้าวมาปลูกยางมาก ก่อให้เกิดความเสียหาย คณะอนุกรรมการฯเสนอรัฐบาลชุดที่แล้ว ดังนี้
1) ให้ชะลอโครงการระยะที่ 3 ( ข้อนี้รัฐบาลไม่เห็นชอบ ซึ่ง ปปช.จะติดตามโครงการต่อไป )
2) ให้ศึกษาปัญหาโครงการที่ทำไปแล้ว
3) ดำเนินการแก้ปัญหาโครงการระยะที่ 2 ไม่ให้ต้นยางตาย เช่น ให้ความรู้เกษตรกร
4) ทบทวนนโยบายเรื่องอาหารและพลังงานจากพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม่ควรทำให้พื้นที่ปลูกข้าวลดลง ไม่ต้องส่งเสริมการปลูกยาวพารา เพราะเกษตรกรปลูกกันเองมากอยู่แล้ว
3. การศึกษาประเด็นการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาไม่ต้องเสียภาษี ปัจจุบันมีการกวดวิชาเป็นธุรกิจตั้งแต่จะเข้าอนุบาล มีการยกเว้นภาษีเพื่อส่งเสริมการศึกษา แต่ปัจจุบันธุรกิจนี้มีรายได้มาก การไม่เสียภาษีจึงไม่เป็นธรรมแก่สังคม คณะอนุกรรมการฯเสนอรัฐบาลให้แก้กฎหมายเป็นให้เก็บภาษีจากโรงเรียนกวดวิชาเชิงธุรกิจ และดูแลให้ครูสอนในโรงเรียนเต็มที่ รวมทั้งควบคุมไม่ให้เปิดโรงเรียนกวดวิชาในอาคารสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยไม่เหมาะสม โดยให้ตรวจสอบอาคารสถานที่ทุกปี รัฐบาลชุดที่แล้วไม่เห็นชอบให้เก็บภาษี แต่ให้กระทรวงศึกษาธิการ/กระทรวงการคลังควบคุมอัตราการเก็บเงินค่ากวดวิชาไม่ให้สูงเกินไป และเข้มงวดไม่ให้ครูสอนในระบบโรงเรียนด้อยคุณภาพลงแต่ไปสอนเต็มที่ในโรงเรียนกวดวิชา และให้ตรวจสอบอาคารสถานที่โรงเรียนกวดวิชา แต่กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่มีมาตรการติดตามควบคุมการดำเนินการที่ชัดเจน คณะอนุกรรมการฯจึงจะเสนอรัฐบาลใหม่ให้เก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่คณะอนุกรรมการฯดำเนินการเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการนำเสนอ ครม. คือเรื่องการพิจารณาศึกษาโครงการยกระดับคุณภาพทั้งระบบ และเรื่องที่ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการอีก 6 เรื่อง เช่น การบริหารงานบุคคลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( โดยเฉพาะการโยกย้าย ) การจัดการศึกษาระดับมหาบัณฑิต-ดุษฎีบัณฑิตของกระทรวงศึกษาธิการ การศึกษาประเด็นการซื้อขายประกาศนียบัตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู
รายการสายใย กศน. วันที่ 26 กันยายน 2554
เรื่อง “หลักสูตรเซียนกล้องและแนวคิดการถ่ายภาพเชิงศิลปะ”
ดำเนินรายการโดย นายอิทธิเดช สุพงษ์
วิทยากร คือ
- นายบุญส่ง คูวรากุล ผอ.สถาบันการศึกษาทางไกล
- นายเชาวลิต ธาดาสิทธิเวท อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเซียนกล้องฯ
- นายศิวกฤษฎิ์ ศราวิช ( อ.ไม้หลัก ) เจ้าของแนวคิดการถ่ายภาพเชิงศิลปะและผู้ก่อตั้ง 19 Studio
สถาบันการศึกษาทางไกลมีหน้าจัดการศึกษาโดยวิธีทางไกล ใน 2 ประเภท คือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประถม ม.ต้น ม.ปลาย ) กับหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง ( เดิมเรียกว่าหลักสูตรระยะสั้น ) เน้นการเรียนด้วยตนเอง และใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ
สถาบันการศึกษาทางไกลได้พัฒนาหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องตามความต้องการ ความสนใจ ตามสภาพความจำเป็น เช่นหลักสูตรภาษาจีน ภาษาอังกฤษ เซียนพระ การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
ในเชิงของศิลปะมี 2 หลักสูตร คือหลักสูตรร้องเพลงเบื้องต้น ( จัดมา 8 รุ่นแล้ว ) กับหลักสูตรเซียนกล้อง : พื้นฐานการถ่ายภาพเส้นทางสู่มืออาชีพ
กระบวนการบริหารพัฒนาหลักสูตรเซียนกล้องฯ ได้นำผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพมาช่วยกันทำหลักสูตร แบ่งเนื้อหาเป็น 7 หน่วยการเรียนรู้ ใช้เวลาเรียน 240 ชั่วโมง ( ประมาณ 4 เดือน ) เริ่มตั้งแต่ประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการของการถ่ายภาพ กล้องถ่ายภาพ องค์ประกอบ-หลักพื้นฐานต่าง ๆในการถ่ายภาพ การถ่ายภาพเชิงศิลปะ คอมพิวเตอร์กับการถ่ายภาพ ช่องทางการประกอบอาชีพหารายได้จากการถ่ายภาพ มีการพัฒนาสื่อเป็นชุดการเรียน ให้ทำกิจกรรมท้ายหน่วยการเรียนเป็นหลักฐานว่าปฏิบัติจริงเกิดการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่ง ( 60 % ) ของการประเมินผล มีการฝึกปฏิบัติภาคสนามกับอาจารย์ไม้และทีมงาน “19 สตูดิโอ” ในการถ่ายภาพจริง โดยแบ่งฐานการฝึกเป็น 6 ฐาน ( การใช้กล้อง และเทคนิคพิเศษต่าง ๆ ) ใช้เวลา 1 วันเต็ม มีการประเมินผลภาคสนามว่าผู้เรียนไดฝึกและเกิดทักษะจริงหรือไม่ มีใบรับรองความรู้การผ่านการฝึกภาคสนาม ( ไม่ได้บังคับ เพราะนักศึกษากระจายอยู่ทั่วประเทศ )
กระบวนการเรียน นอกจากผู้เรียนจะศึกษาด้วยตนเองแล้ว มีการจัดอาจารย์ที่ปรึกษาให้คำปรึกษาผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล และหน้าเฟซบุ๊ค รวมทั้งมีการสัมมนาประเมินผลเป็นส่วนสุดท้าย ( ให้ความรู้เพิ่มเติมโดยวิทยากร การสอบข้อเขียน การแสดงผลงานของนักศึกษา นักศึกษาคัดเลือกภาพของตัวเองมาประกวดชิงรางวัล ) ผู้ผ่านเกณฑ์จะได้รับวุฒิบัตรรับรองความรู้ที่ออกร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาทางไกล กับ 19 สตูดิโอ ทั้งนี้ในการบริหารหลักสูตรได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งจากบริษัทแคนนอนมาร์เก็ตติ้ง ( MOU กัน 3 หน่วยงาน )
คุณสมบัติผู้สมัครเรียน คือ ต้องเป็นผู้สนใจด้านการถ่ายภาพ และต้องมีกล้อง D-SLR ไม่ใช่กล้องคอมแพ็คหรือกล้องอัตโนมัติ ซึ่งต่างกันที่ฟังค์ชั่นการทำงาน ) ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเรียนการสอนรุ่นที่ 2 ผู้เรียนส่วนใหญ่สนใจวิธีการใช้กล้องให้ถ่ายภาพคมชัด แต่การถ่ายภาพในปัจจุบันต้องเน้นที่ ความคมชัด ชัดตื้นชัดลึก และศิลปะด้านอารมณ์ความรู้สึก การถ่ายภาพที่ดีต้องคิดก่อนถ่าย ( ศิลปะ เป็นหัวใจของการถ่ายรูป และเป็นหัวใจของหลักสูตรนี้ ) ผู้เรียนไม่ต้องเป็นอะไรมาก่อนเลย ( แต่ควรศึกษาจิตวิทยาเป็นเบื้องต้น ) เมื่อเรียนจบจะมีผลงานการถ่ายภาพที่โชว์ได้ ผู้เรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในหลักสูตร ได้ประโยชน์ทุกคนแต่ไม่ได้ไปถึงเส้นที่เท่ากัน ( ผู้ที่เรียนการถ่ายภาพจะเป็นคนละเอียดอ่อน นุ่มนวล รู้จักรอคอย รู้จักจินตนาการ รู้จักวางแผน รักสิ่งแวดล้อม มีสมาธิ ไม่เครียด มีระเบียบวินัย ไม่อยู่ในจุดเสี่ยง )
ค่าลงทะเบียนเรียน 2,500 บาท รวมทุกอย่างแล้ว ยกเว้นค่าเดินทางไปร่วมกิจกรรม รุ่นที่ 3 เปิดรับสมัคร 1 พ.ย. - 9 ธ.ค.54 ดูรายละเอียดที่ www.dei.ac.th หรือโทรศัพท์ 02 216 2685-7 ต่อ 15
รายการสายใย กศน. วันที่ 19 กันยายน 2554
เรื่อง “กิจกรรมชมรมวิชาการของสถาบันการศึกษาทางไกล”
ดำเนินรายการโดย นายอิทธิเดช สุพงษ์
วิทยากร คือ
- บุญส่ง คูวรากุล ผอ.สถาบันการศึกษาทางไกล
- วิไล แย้มสาขา หัวหน้าส่วนจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
- กนกศักดิ์ ใจกล้า ที่ปรึกษาชมรมวิชาการ
- ฤติมา ฤกษ์เขียว เลขานุการชมรมวิชาการ
- พัชราภรณ์ ติ๊บรัตน์ ประชาสัมพันธ์ชมรมวิชาการ
องค์ประกอบในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาใด ๆ คือ สถานศึกษา ครูอาจารย์-เครือข่าย และผู้เรียน ทั้ง 3 ส่วนต้องเชื่อมโยงพบปะปฏิสัมพันธ์กัน แต่ในการจัดการศึกษาทางไกลของสถาบันการศึกษาทางไกล เป็นการศึกษาทางเลือกที่ออกแบบสำหรับผู้เรียนที่ไม่มีเวลามาพบกัน แม้แต่การพบกลุ่มสัปดาห์ละครั้งก็ไม่มีเวลา จึงจัดการศึกษาทางไกลคล้าย มสธ. โดยให้มีการพบกันผ่านทาง โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต (เว็บไซต์) และหลักสูตรกำหนดว่าต้องพบกัน 1 ครั้ง (สัมมนา 20 ชั่วโมง ก่อนจบ) รวมทั้งมีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต 80 ชั่วโมง โดยอาจทำกับเพื่อนร่วมสถาบันซึ่งทำให้ผู้เรียนได้มาพบกัน นอกจากนี้จะพบกันในช่วงปฐมนิเทศ-สอนเสริม(สัปดาห์เว้นสัปดาห์)-สอบ อีกทั้งมีครูที่ปรึกษาที่ช่วยให้ติดต่อสัมพันธ์กันได้
ถ้าสามารถทำในลักษณะให้เพื่อนช่วยเพื่อนได้ จะมีประโยชน์มาก นักศึกษาจึงตั้งเป็น “ชมรมวิชาการ” (กิจกรรมนักศึกษา) ขึ้น โดยชมรมคิดกิจกรรมเอง เช่นนักศึกษาสมาชิกชมรมบางคนเก่งภาษาอังกฤษ ก็จัดกิจกรรม ติวช่วยเหลือแลกเปลี่ยน กับเพื่อนเป็นกลุ่ม ๆ ( การจัดตั้งชมรมแต่ละชมรมต้องรวมตัวกันอย่างน้อย 10 คน เสนอขอจัดตั้งกับสถาบันการศึกษาทางไกล และขออนุมัติจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง มีครูที่ปรึกษาชมรม มีการสนับสนุนงบประมาณบางส่วน มีการเสนอแผนฯและรายงานอย่างน้อยภาคเรียนละครั้ง )
แรก ๆ มี “ชมรมนักศึกษา” “ชมรมภาษาอังกฤษ” ตอนหลังเปลี่ยนชื่อจากชมรมภาษาอังกฤษเป็น “ชมรมวิชาการ” กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งครั้งละ 2 ปี มีการประเมินการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง มีการเลือกตั้งประธาน แล้วฟอร์มทีมงานคณะกรรมการ ประชุมกับสถาบันฯอย่างน้อยภาคเรียนละครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการดำเนินงานต่าง ๆ
( ช่วงครึ่งหลังของรายการ คุยกับกรรมการชมรมวิชาการ )
ชมวิชาการ ตั้งมา 5 ปีแล้ว มีกรรมการชมรม 4 รุ่นแล้ว ปัจจุบันมีสมาชิก 250 คน
วัตถุประสงค์ของชมรม
- จัดกิจกรรมทางวิชาการที่สนับสนุนการเรียนและเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีส่วนในการทำกิจกรรมต่างๆ
- เป็นตัวกลางในการส่งเสริมแลกเปลี่ยน ความรู้ระหว่าง นักศึกษาด้วยกันเอง หรือนักศึกษากับคณาจารย์และผู้มีความรู้ด้านต่างๆ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านการเรียนและบริการด้านวิชาการ
- เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมของทางชมรมและข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้แก่นักศึกษาของทางสถาบันและสมาชิกชมรมวิชาการ
- สร้างเสริมความสัมพันธ์ ความสามัคคีในหมู่สมาชิก โดยไม่มีผลประโยชน์หรือวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรมอันดีงาม
การติดต่อประสานงานในกลุ่ม ใช้วิธี การพูดคุยปากต่อปาก - เว็บไซต์ (มีเว็บบอร์ดของชมรม) - จดหมาข่าว - SMS - เฟซบุ๊ค - MSN ปัจจุบันทำกิจกรรมแต่ละครั้งมีผู้ร่วม 150 กว่าคน มีระเบียบชมรม เลือกตั้งประธานทางไปรษณีย์เพราะนักศึกษากระจายอยู่ทั่วประเทศ ผู้สมัครเป็นประธานต้องมีผู้รับรอง 30 % ของจำนวนสมาชิก คณะกรมการประกอบด้วย ประธาน-รองประธาน-เหรัญญิก-นายทะเบียน-ประชาสัมพันธ์-เลขานุการ-กรรมการ รวม 18 คน มีการตั้งโต๊ะชมรมในวันปฐมนิเทศ วันสอนเสริม วันสอบปลายภาค มีคู่มือการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง (คู่มือประกอบด้วย ระเบียบ ตารางกำหนดการ เกมนันทนาการ ทีมงาน แบบประเมิน ฯลฯ) หลังการจัดกิจกรรมจะมีการประชุมสรุปประเมินผลและเตรียมการจัดกิจกรรมครั้งต่อไป
ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดกิจกรรม
ประโยชน์ต่อคณะกรรมการ
1. ฝึกทักษะการเป็นผู้นำ ทักษะการพูดการติดต่อประสานงานต่าง ๆ
2. ทักษะการเข้ากลุ่ม ที่มีหลากหลายอายุ
3. กรรมการที่ร่วมทำงานจริง ได้รับชั่วโมง กพช. 60 ชั่วโมง
ประโยชน์ต่อสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรม
1. ได้ความรู้
2. ได้พบปะกับอาจารย์ตัวจริง เพราะอาจารย์จะเข้าร่วมกิจกรรมและตอบคำถามต่างๆด้วย
3. ได้ชั่วโมง กพช. ตามกิจกรรมที่ร่วม โดยไม่ต้องเขียนโครงการเอง ( กิจกรรมส่วนใหญ่เริ่มจากเช้าจนค่ำ ได้ชั่วโมง กพช.ประมาณวันละ 10 ชั่วโมง )
ขอขอบคุณ อ.เอกชัย สำหรับข้อมูลข่าวสาร
ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ
เว็บลิ้งค์ ของนี ติดต่อที่ http://www.gotoknow.org/blog/korsornorlukchai นะคะ ที่ขึ้นไว้ไม่ได้ใช้ค่ะ
- ผมเปลี่ยนลิ้งค์ในเว็บศูนย์รวมให้แล้วครับ
ถ้าเจอที่ผิดอีกก็ช่วยบอกอีกนะ
- ผมได้รับเอกสารเกี่ยวกับ ASEAN แล้ว
ขอบใจมากครับ