SAP ชื่อนี้
คงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับคนในวงการไอทีรวมทั้งผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กร
ไม่ว่าจะขนาดใดก็ตาม เพราะผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงได้สัมผัสกับระบบ SAP
กันมาบ้างแล้ว
บางท่านอาจเป็นผู้ใช้ระบบ บางท่านอาจเป็นที่ปรึกษาในการวางระบบ
SAP แต่เชื่อมั้ยว่า บางครั้งคำถามง่ายๆ ที่ว่า SAP คืออะไร หลายๆ
ท่านยังตอบคำถามสั้นๆ นี้ไม่ได้เลย
ผมเคยได้ยินบางคนพูดว่า SAP คือซอฟต์แวร์บัญชีตัวหนึ่งเท่านั้น
ผมในฐานะที่ทำงานอยู่ในแวดวง SAP มาเกือบ 8 ปี
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะผันตัวเองมาเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย
แต่ก็ไม่ได้ทิ้งความรู้ความเข้าใจทางด้านระบบ SAP R/3 แต่อย่างใด
เพราะที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีระบบ SAP
ให้ใช้สอนนิสิตภาควิชาการบัญชี
ผมจะขอเป็นตัวแทนที่จะมาเสนอแนวคิดที่ว่า SAP คืออะไร
สำหรับผมแล้ว ถ้าจะตอบคำถามในเรื่องอะไรก็ตาม
ผมมักจะกล่าวถึงทฤษฎีของเรื่องนั้นๆ ก่อนเสมอ
เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจในหลักการของเรื่องนั้นๆ คำตอบง่ายๆ คือ SAP
ซอฟต์แวร์ทางด้าน Enterprise Resource Planning หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า
ERP ชั้นนำตัวหนึ่งในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์นั่นเอง
บางท่านอาจจะมีคำถามต่อไปว่า แล้ว ERP มันคืออะไรกันล่ะ
นี่ละครับหัวใจสำคัญของบทความนี้ ผมจะขออธิบายความหมายของ ERP
ทางด้านทฤษฎีในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนในหัวข้อ ERP นี้อยู่
ERP คืออะไร?
ERP เป็นซอฟต์แวร์ที่มีการรวบรวม
หรือผนวกฟังก์ชันงานทั้งหมดในองค์กร
หรือมีการเชื่อมโยงในส่วนของโมดูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน
โดยมีการทำงานในลักษณะแบบเรียลไทม์ และ ERP
จะได้รับการออกแบบมาบนพื้นฐานของวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมนั้นๆ
(Best Practice) ก็คือมีการกำหนดในส่วนของกระบวนการทางธุรกิจ
ที่มีการทดสอบ
และสำรวจมาแล้วว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมนั้นๆ
ไว้ในตัวของ ERP
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า มีหลายธุรกิจที่อิมพลีเมนต์ ERP
เพื่อผลในการทำ Business Reengi -neering
เพราะต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรให้เป็นไปตามกระบวนการที่เป็น
Best Practice โดยที่ซอฟต์แวร์ ERP
จะสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับลักษณะการดำเนินงานขององค์กรนั้น
(ที่เรียกกันว่า Customizing หรือ คอนฟิกูเรชัน)
ซึ่งในทางทฤษฎีได้แบ่งซอฟต์แวร์สำเร็จรูปออกเป็น 2 ประเภทคือ
ซอฟต์แวร์แพ็กเกจ กับ Customizing Software Package
ข้อแตกต่างของซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทั้งสองประเภทก็คือ
ซอฟต์แวร์แพ็กเกจ นั้น
เราไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนระบบงานในซอฟต์แวร์นั้นได้ตามความต้องการของธุรกิจแต่ละแบบ
ถ้าต้องการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้เข้ากับธุรกิจนั้นๆ
ก็อาจต้องแก้ไขโปรแกรมของซอฟต์แวร์สำเร็จรูปตัวนั้นเลยทีเดียว
แต่ถ้าเป็น Customizing Software Package ระบบของซอฟต์แวร์นั้นๆ
ได้เตรียมส่วนที่เรียกว่า Customizing
ไว้ให้เราใช้ปรับเปลี่ยนการทำงานของซอฟต์แวร์
ให้เข้ากับรูปแบบในการดำเนินธุรกิจขององค์กรแล้ว
ถ้าจะกล่าวถึงเทคโนโลยีหลักๆ ที่ผลักดันให้เกิดซอฟต์แวร์ ERP
ขึ้นมาก็คือ เทคโนโลยีทางด้านระบบฐานข้อมูล
และไคลเอ็นต์/เซิร์ฟเวอร์นั่นเอง เพราะระบบ ERP นั้น
เป็นระบบที่อินทิเกรตฟังก์ชันงานทั้งหมดขององค์กร
ดังนั้นข้อมูลจึงจำเป็นที่จะต้องเก็บอยู่ในฐานข้อมูลกลางด้วย
ส่วนไคลเอ็นต์/เซิร์ฟเวอร์นั้น
เนื่องจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของการบันทึกข้อมูล
จากระบบเดิมที่เคยทำงานในส่วนของแบ็กออฟฟิศมาเป็นรูปแบบในการทำงานในส่วนของฟรอนต์ออฟฟิศซึ่งต้องการหน้าจอในลักษณะกราฟิก
(Graphic User Interface: GUI) ไม่ใช่รูปแบบที่แสดงแต่ตัวอักษร
เหมือนสมัยก่อน
ดังนั้นไคลเอ็นต์/เซิร์ฟเวอร์จึงสามารถสนองตอบในส่วนความต้องการในเทคโนโลยีด้านนี้ได้
ซึ่งถ้าลองศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของระบบซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทางธุรกิจกันจริงๆ
แล้ว จะพบในอดีตประมาณช่วงต้นของทศวรรษที่ 1970 นั้น
ผู้ที่อยู่ในทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรต่างๆ
มีความต้องการที่จะพัฒนาระบบที่เป็นอินทีเกรตซอฟต์แวร์แพ็กเกจแต่ด้วยเทคโนโลยีทางด้านระบบฐานข้อมูลที่ยังมาไม่ถึง
รูปแบบของซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นไม่ได้
ERP ก็มีประวัติศาสตร์เหมือนกัน
ก่อนที่จะมีระบบ ERP นั้น เดิมในวงการอุตสาหกรรม ประมาณช่วงทศวรรษ
ที่ 1960 ได้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์
เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตทางด้านการคำนวณความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
หรือที่เรียกเป็นทางการว่าระบบ Material Requirement Planning (MRP)
ซึ่งก็คือ
การใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการในส่วนของวัตถุดิบ
ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ต่อมาในช่วงประมาณทศวรรษที่ 1970
ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น
จึงมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตในด้านของเครื่องจักร
และส่วนของเรื่องการเงิน นอกเหนือไปจากส่วนของวัตถุดิบ
ซึ่งเราจะเรียกระบบงานเช่นนี้ว่า Manufacturing Resource Planning
(MRP II) จากจุดนี้เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆ
ของการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารงานในอุตสาหกรรมได้
ในช่วงที่ผมจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีมาใหม่ๆ นั้น
ผมได้มีโอกาสได้สัมผัสระบบ MRP II ตัวหนึ่งที่ชื่อ TIMS
ของประเทศนิวซีแลนด์ ถ้าดูจากหน้าจอเมนูหลัก จะพบว่ามีอยู่ 3
โมดูลหลักๆ ด้วยกันคือ Financial Accounting, Distribution และ
Manufacturing และในโมดูลของ Manufacturing จะมี MRP รวมอยู่ด้วย
จะเห็นได้ว่า ในการนำเอาระบบ MRP II เข้ามาช่วยในองค์กรหนึ่งๆ นั้น
ยังไม่สามารถสนับสนุนการทำงานทั้งหมดในองค์กรได้
พอจะนึกออกมั้ยครับว่ายังขาดส่วนของระบบงานใด คำตอบก็คือ
ระบบการจัดการทางด้านทรัพยากรบุคคลนั่นเองครับ
นี่จึงเป็นที่มาของระบบ ERP โดยที่นิยามของคำว่า ERP นี้
เกิดขึ้นในยุคต้นทศวรรษที่ 1990 โดย Gartner Group
ซึ่งจะรวมเอาส่วนของ M ตัวสุดท้ายก็คือ Manpower
เข้าไปไว้ในส่วนของระบบงานที่เรียกตัวเองว่า ERP ดังนั้นระบบ ERP
จึงเป็นระบบที่ใช้ในการบริหารงานทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร
หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบ ERP จะเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการ 4
M ในองค์กร ซึ่งจะประกอบไปด้วย Material, Machine, Money และ Manpower
นั่นเอง ดังนั้นถ้าเราเข้าไปดูที่เมนูหลักของระบบ ERP
เราจะพบว่ามีเมนูของทั้ง MRP และ MRP II รวมอยู่ด้วย เพราะ ERP
มีต้นกำเนิดมาจากระบบ MRP และ MRP II นั่นเอง
สรุปแนวคิดคร่าวๆ ของระบบ ERP
-
ERP
เป็นซอฟต์แวร์ที่อินทิเกรตฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดทั่วทั้งองค์กร
ไม่ใช่ระบบสารสนเทศ ที่สนับสนุนการทำงานเฉพาะส่วนของ Business
Function เหมือนในสมัยก่อน ซึ่ง ERP
จะสนับสนุนรูปแบบการทำงานในส่วนของ
กระบวนการทางธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานในหลายๆ ฟังก์ชัน
-
ERP
มีการเก็บข้อมูลทั้งหมดอยู่ใน Common Database
-
ERP
มีการทำงานในแบบเรียลไทม์ ถูกพัฒนาขึ้นมาตามมาตรฐานที่เป็น Best
Practice ในอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ERP
ไม่ใช่เป็นแค่เพียงซอฟต์แวร์แพ็กเกจ
แต่มันเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ หรือที่เรียกว่าเป็น The way of
doing business
-
SAP เป็นมากกว่าคำว่า
ERP
ดังนั้นท่านที่คิดว่า SAP เป็นแค่เพียงซอฟต์แวร์บัญชี
คงจะเปลี่ยนแนวคิดได้แล้วนะครับ ผมรู้สึกเสียดายนะครับถ้าท่านคิดว่า
SAP เป็นแค่เพียงซอฟต์แวร์บัญชีตัวหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วมันคือ ERP
ตัวหนึ่งที่ใช้ในการบริหารและจัดการทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร หลายๆ
องค์กรได้ใช้ขีดความสามารถของ SAP
เพียงแค่ใช้ในการทำงานในส่วนของระบบประมวลผลทรานซ์แอ็กชันเท่านั้น
ผมในฐานะที่ทำงานในส่วนของ Basis ในระบบ SAP R/3 รู้สึกว่า SAP
ไม่ใช่เพียงแค่ซอฟต์แวร์แพ็กเกจตัวหนึ่ง แต่เป็นเทคโนโลยี
สำหรับแอพพลิเคชันทางธุรกิจ มากกว่า
ทราบไหมครับว่า SAP มีส่วนของระบบ Electronic Data Interchange
หรือ EDI ที่สนับสนุนการส่ง EDI Message ทั้งในมาตรฐาน ANSI X.12 หรือ
EDIFACT มีส่วนของ Web Integration ที่สนับสนุน HTML
โดยอาศัยเว็บบราวเซอร์เป็นไคล-เอ็นต์แทน SAPGUI โดยทำงานผ่าน
In-ternet Transaction Server (ITS) ของระบบ SAP มีส่วนของ Business
Connector ที่สนับสนุนการส่งข้อมูลในรูปแบบของ XML มีส่วนของ
SAPConnect ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อระบบ SAP R/3 กับระบบภายนอก
ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต แฟกซ์ X.400 หรือ SAPOffice R/3-R/3
Connection มีส่วนของ SAP Exchange Connector
ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบ R/3 Mail System กับระบบ MS Exchange Server
ของไมโครซอฟท์และระบบ SAP Internet Mail Gateway ที่ใช้ในการส่ง
และรับเมสเซจผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
นอกจากนี้ยังมีระบบ SAPphone ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อกับระบบ
Computer Telephony Integration (CTI) Server
ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบ Private Branch Exchange (PBX)
โดยที่เราสามารถที่จะใช้งานในส่วนของ Telephony Control Function
ได้เช่น Initiating and Transferring Call, Processing Incoming Call
Information และรวมถึงเรื่อง Interactive Voice Res ponse(IVR)
นอกเหนือจากที่ผมกล่าวมาทั้งหมดแล้ว SAP R/3 ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ
อีกมากมายที่มีการทำงานในลักษณะของระบบเปิด
ซึ่งผมเองยังยอมรับเลยครับว่า ถึงแม้ว่าจะทำงานมากับระบบ SAP R/3
มาเกือบ 8 ปี ผมยังไม่ได้ใช้งานระบบ SAP R/3 ในส่วนของ Basis
ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของระบบ SAP สักเท่าไร
บางทีอาจจะเป็นเพราะรูปแบบธุรกิจขององค์กรที่ผมได้มีโอกาสอิมพลีเมนต์ให้
ไม่ได้ต้องการงานในส่วนนี้ หรืออาจเป็นเพราะลูกค้าที่ผมวางระบบ SAP
ให้นั้น ไม่ทราบว่ามีส่วนระบบงานพวกนี้อยู่ในเอ็นจินของระบบ SAP R/3
ดังนั้นบทความที่ผมเขียนในส่วน SAP R/3 นี้
ผมอยากให้เป็นสื่อกลางในการให้ความรู้ความเข้าใจกับเทคโนโลยีของระบบ
SAP R/3 ซึ่งในส่วนของข้อมูลทางเทคนิคนี้ ผมยกไปนำเสนอในนิตยสาร PC
Magazine Thailand ส่วนที่ eLeader นี้
ผมคงนำเสนอในมุมมองทางด้านแนวคิดและเทคโนโลยีมากกว่า
ส่วนงานในระบบ SAP Basis ถือว่าเป็นส่วนงานกลางของระบบ SAP (Core)
โดยเราจะเรียกคนที่ทำหน้าที่ดูแลในส่วนของ Basis นี้ว่าเป็น Basis
Administrator นอกจากนี้ในส่วนของงานทางด้านเทคนิคยังมีงานทางด้าน
ABAP ซึ่งแบ่งออกเป็นงานย่อยๆ ได้ 3 ส่วนหลักๆ คืองาน ABAP Report
คือการเขียนโปรแกรม ABAP เพื่อออกรายงานที่เป็น Customizing Report
งาน Dialog Programming ก็คือการเขียนโปรแกรม ABAP
ในลักษณะของทรานส์แอ็กชัน และสุดท้ายก็คืองาน SAPScript ก็คือการเขียน
ABAP เพื่อพิมพ์ Preprint Form ต่างๆ เช่น อินวอยซ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีส่วนของการเขียน BDC Program สำหรับการทำ Data
Conversion และ Interface Program ซึ่งผมจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงาน
ABAP Report
เบื้องหลังของระบบ SAP R/3
สำหรับในส่วนของแอพพลิเคชันทั้งหมดในระบบ SAP นั้น
จะได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยภาษา ABAP หรือ Advance Business Application
Programming (ABAP/4 ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมในยุคที่ 4 หรือ 4GL
เป็นคำที่เรียกใน SAP Release 3.0 ส่วนใน SAP Release 4.0 เป็นต้นไป
จะเรียกว่า ABAP เนื่องจากว่ามีการพัฒนาภาษาโปรแกรม ABAP
เป็นแบบออบเจ็กต์โอเรียลเต็ดมากขึ้น) และในส่วนของรันไทม์หรือ
เคอร์เนลของระบบ SAP นั้น จะถูกพัฒนาขึ้นมาจากภาษา C/C++
(ในรีลีสถัดไปจะมีส่วนของจาวา)
ในส่วนของการอิมพลีเมนต์ ระบบ SAP นั้น จะมีการทำในส่วนของ
Customizing หรือ คอนฟิกูเรชัน (จริงๆ แล้วก็คือ
การกำหนดค่าพารามิเตอร์ต่างๆ นั่นเอง) ผ่านทาง Implementation Guide
(IMG) เพื่อให้ระบบงาน SAP ทำงานได้กับองค์กรนั้นๆ
โมดูลแอพพลิเคชันหลักๆ ในระบบ SAP

-
FI Financial Accounting หรือโมดูลทางด้านบัญชีการเงิน
-
CO Controlling หรือโมดูลทางด้านบัญชีจัดการหรือบัญชีบริหาร
-
AM Fixed Assets Management
หรือโมดูลทางด้านการจัดการสินทรัพย์ถาวร
-
SD Sale & Distributions
หรือโมดูลทางด้านขายและการกระจายสินค้า
-
MM Material Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการวัตถุดิบ
-
PP Production Planning หรือโมดูลทางด้านการวางแผนการผลิต
-
QM Quality Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ
-
PM Plant Maintenance หรือโมดูลทางด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน
-
HR Human Resource หรือโมดูลทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล
-
TR Treasury หรือโมดูลทางด้านการบริหารการเงิน
-
WF Workflow หรือโมดูลทางด้าน Flow ของกระบวนการทำงาน
-
IS Industry Solutions คือส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ
โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตรฐานของระบบ SAP R/3 ซึ่งจะมีทั้งระบบ Aerospace,
Automotive, Banking, Chemicals, Consumer Products, Engineering and
Construction, Healthcare, Higher
-
Education and Research, High Tech, Insurance, Media, Mill
Products, Oil and Gas, Pharmaceuticals, Public Sector, Retail,
Service Provider, Telecommunications, Transportation และ
Utilities
|
Thx u. ^^
^^
ตัวหนังสือน่าจะเล็กลงกว่านี้นะคะ
ดีเยี่ยม
หามาอีกนะ
เนื้อหาน่าอ่านดีนะจ๊ะ
ขอบคุณคร๊ ^^
สำหรับความรู้ดีๆ