เกี่ยวกับการบัญชี
ความสำคัญของการขาย (The importance selling)
ความหมายของการขายตีความได้หลายอย่าง พจนานุกรมตีความหมายของการขายว่า "การโอนทรัพย์สินจากบุคคลหนึ่ง โดยได้รับค่าคอบแทน" หรือการขายคือ "การให้สิ่งของ โดยได้รับค่าตอบแทน" แต่ความหมายทั้งหมดนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะได้ระบุไว้ว่า หากไม่ได้สิ่งตอบแทนเป็นเงิน ย่อมไม่เกิดการขาย การขายเกิดขึ้นเมื่อบุคคลถูกรบเร้าให้ซื้อไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ก็ตาม ถ้าพนักงานขายได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการบรรยายสรรพคุณของสินค้าและจากไปโดยไม่ได้รับใบสั่งซื้อเลย การขายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของหรือเงิน ผู้คนถูกชักจูงให้ดูแผนป้ายโฆษณาหรือฟังการโฆษณาต่าง ๆ แต่เขาก็มิได้ซื้อสินค้าที่โฆษณาเหล่านั้น แต่นั่นก็หมายความว่าการขายได้เกิดขึ้นแล้ว
คณะกรรมการสมาคมการตลาดของสหรัฐอเมริกา (The American Marketing Association--AMA.) ได้กำหนดคำนิยามการขายว่า "คือกระบวนการขายทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อชักจูงใจให้ผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคตซื้อสินค้าหรือบริการ หรือยินยอมกระทำตามในสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทางด้านการค้าแก่ผู้ขาย"
การขาย คือ "ศิลปะในการชักจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการด้วยความพึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายลูกค้าและฝ่ายนักขาย ความพึงพอใจนี้จะมีตลอดไป ไม่เพียงชั่งขณะใดขณะหนึ่ง และเป็นสาเหตุทำให้ลูกค้ากลับมาอุดหนุนอยู่เป็นประจำ"
การขาย คือ "การชักจูงใจคนให้บังเกิดความต้องการในผลิตภัณฑ์ที่ท่านมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการ หรือแนวความคิด" ศิลปการขาย คือ กระบวนการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ กัน โดยการวิเคราะห์ถึงความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่มแต่ละประเภท รวมถึงการเสนอขายโดยนักขาย ทั้งนี้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ซื้อในส่วนของสินค้านั้น ๆ มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การขาย
การขายแบบสร้างสรรค์ คือ ศิลปะในการชักจูงใจผู้มุ่งหวังลูกค้า โดยใช้เทคนิคการวางแผนกระตุ้นให้ลูกค้าเห็นถึงความจำเป็นและความต้องการถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้สินค้าหรือบริการและตัดสินใจซื้อด้วยความพึงพอใจ
ลักษณะการขายพื้นฐานที่ดี ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ
1. การขายคือการให้ความช่วยเหลือลูกค้า (selling is providing service)
คนเราย่อมมีความอยากได้และความต้องการสินค้าหรือบริการเสมอ พนักงานขายจะต้องค้นให้พบว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นคืออะไร พนักงานขายที่ไม่สนใจต่อความต้องการของลูกค้า มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการขายงานชิ้นแรกที่พนักงานจะต้องรู้ ก็คือลูกค้าอยากได้หรือต้องการอะไร เมื่อทราบแล้วจึงเสนอผลิตภัณฑ์ หรือบริการตอบสนองความต้องการหรือความอยากได้ของลูกค้า
2. การขายคือการชักจูงใจลูกค้า (selling is using persuasion)
พนักงานขายที่ประสบความสำเร็จย่อมรู้ดีว่าการบีบบังคับให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ พนักงานขายจะต้องชักจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยการสร้างภาพพจน์ในตัวสินค้า โดยให้ลูกค้ามีส่วนแสดงความคิดเห็น เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกสินค้าหรือบริการด้วยความพึงพอใจ พนักงานขายสามารถที่จะเร่งเร้าให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยความประทับใจ
3. การขายคือการติดต่อสื่อสาร (selling is communication)
พนักงานขายที่มีประสิทธิภาพคือนักสื่อสารที่ดีสามารถถ่ายทอดคุณภาพของสินค้า ลักษณะของการทำงานของสินค้า อธิบายคุณสมบัติ และผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับอย่างฉลาด ในขณะเดียวกันพนักงานขายจะต้องสามารถถ่ายทอดนโยบายของบริษัทให้ลูกค้าเข้าใจลักษณะการค้าของบริษัท และลูกค้าจะได้รับบริการอะไรจากบริษัทบ้าง
การติดต่อสื่อสาร มี 2 วิธีคือ
ก. พนักงานขายจะต้องเป็นได้ดีทั้งผู้รับและผู้ให้ข่าวสาร หมายความว่าพนักงานขายจะต้องรับฟังคำถามลูกค้า ข้อสงสัย ความคิดเห็นเพื่อที่จะต้องเป็นผู้ตอบคำถามเหล่านั้น ขจัดข้อสงสัยแก้ไขการเสนอขาย เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าสินค้านั้นถูกต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า
ข. ในขณะเดียวกันพนักงานขายก็มีหน้าที่สื่อสารให้แก่บริษัทด้วย เพื่อให้บริษัททราบถึงสถานการณ์ในตลาดจะต้องรายงานถึงวิธีที่ลูกค้าได้รับสินค้า วิธีการใช้ ข้อตำหนิต่อว่า คำชมเชย ข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้า ตลอดจนนโยบายของบริษัท รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยาของลูกค้า แล้วรายงานกลับบริษัท เรียกว่า "ข้อมูลย้อนกลับ"
กล่าวโดยสรุปพนักงานขายเป็นตัวเชื่อมระหว่างบริษัทกับตลาด ตราบใดที่ลูกค้ายังเกี่ยวข้องด้วย พนักงานขายก็คือ เงาของบริษัท ดังนั้น พนักงานขายจึงต้องกระทำตนเสมือนกับ "ทูตแห่งค่าความนิยม" ให้กับนายจ้าง
4. การขายคือการแก้ปัญหาให้กับลูกค้า (selling is problem solving)
ลูกค้าทั่วไปมักจะประสบปัญหาในการตัดสินใจซื้อ คือ ไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานขายที่จะให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ตัวอย่าง แม่บ้านต้องการซื้อพรม มักจะมีปัญหาเสมอ เธอกำลังตกแต่งบ้านใหม่ และพร้อมที่จะใช้เงินเป็นจำนวนมาก ที่จริงแล้วเธอต้องการให้แน่ใจว่าได้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าเธอต้องการเลือกพรมที่ทำให้เธอและสมาชิกในบ้านพอใจ เจ้าของร้านค้าปลีกกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มจำนวนสินค้าจากพ่อค้าขายส่งก็กำลังมีปัญหา ถ้าสินค้าที่สั่งเพิ่มขึ้นไม่เป็นที่สนใจของลูกค้า เจ้าของร้านขายปลีกอาจขายสินค้าไม่ได้ หรือขายได้บ้างแต่ไม่คุ้มกับเงินลงทุนหรือถ้าสินค้าพอขายได้บ้างแต่พ่อค้าขายส่งสินค้ามากเกินไป เจ้าของร้านค้าปลีกคงไม่สามารถขายสินค้าได้มากจนคุ้มกับค่าใช้จ่าย หรืออีกประการหนึ่ง ได้ลงทุนไปมากและยังเรียกทุนคืนไม่ได้ ในทางกลับกัน ถ้าตัดสินใจที่จะทุนในสินค้าอย่างใหม่ เจ้าของร้านค้าปลีกอาจปฏิเสธการสั่งสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าชนิดนั้นลูกค้าอาจซื้อกันมาก และช่วยให้ขายสินค้าได้และสร้างผลกำไรให้กับบริการ
หน้าที่ของพนักงาน คือ การช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า พนักงานจะต้องสามารถอธิบายได้ว่า สินค้าที่เสนอขายนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ในการแก้ปัญหาพนักงานขายจะต้องรู้ให้ซึ้งถึงปัญหานั้น เสมือนหนึ่งว่าเป็นปัญหาของพนักงานขายเอง บางครั้งปัญหาที่เกิดกับลูกค้าไม่ใช่ปัญหาทางการค้า แต่เป็นปัญหาส่วนตัว พนักงานขายที่ดีก็ต้องยอมรับฟังเสนอแนะแก้ปัญหาและทางออกเป็นกลาง ๆ ไม่ลำเอียง หรือซ้ำเติมข้างใดข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตามลูกค้ามักจะแก้ปัญหาของตัวลูกค้าก่อนเสมอก่อนที่ปัญหานั้นจะมาถึงพนักงานขาย พนักงานขายมักจะเป็นแหล่งระบายความในใจของลูกค้ามากกว่า
5. การขายคืออาการให้ความรู้แก่ลูกค้า(selling is educating)
คนเราโดยทั่วไปมักไม่ค่อยนึกถึงว่าตัวเองอยากได้และต้องการอะไรจึงเป็นหน้าที่ของพนักงานขายที่จะต้องค้นหาคำตอบเหล่านี้ในตลาดมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคมากเกินกว่าที่ลูกค้าทั่ว ๆ ไปจะเข้าใจได้ จากสาเหตุดังกล่าว พนักงานขายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้รายละเอียด ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าแก่ลูกค้า สินค้าบางชนิดมีคุณสมบัติพิเศษไม่ได้ชี้แจงหรือระบุไว้ในคู่มือการใช้สินค้า เช่น เครื่องดูดฝุ่น ซึ่งสามารถทำเป็นเครื่องพ่นสีได้ พนักงานขายที่มีประสิทธิภาพจะรู้ถึงความลับอันนี้ และบอกให้ลูกค้าได้ทราบถึงคุณภาพพิเศษของสินค้าที่มิได้ระบุไว้ในคู่มือ ย่อมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และทำให้ขายสินค้าได้ พนักงานขายเปรียบเสมือนกับครู ซึ่งจะต้องอธิบาย สาธิต เปรียบเทียบ ให้ความกระจ่าง และบางครั้งยังทำหน้าที่อบรมสั่งสอนอีกด้วย
การขายแบบสร้างสรรค์ (creative selling)
การขายในยุคโลกไร้พรมแดน การใช้ศิลปการขาย ทำให้พนักงานขายที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีมโนทัศน์ที่กว้างไกล ต้องอาศัยจินตนาการในการเสริมสร้างมโนทัศน์แนวใหม่ เพื่อวางแผนในการเสนอขาย คือการขายแบบสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นความต้องการของลูกค้าให้เกิดขึ้น ทำให้ลูกค้ามองเห็นอรรถประโยชน์ จากการใช้สินค้าหรือบริการ สามารถสนองความต้องการของเขาได้
ความหมายของการขายตีความได้หลายอย่าง พจนานุกรมตีความหมายของการขายว่า "การโอนทรัพย์สินจากบุคคลหนึ่ง โดยได้รับค่าคอบแทน" หรือการขายคือ "การให้สิ่งของ โดยได้รับค่าตอบแทน" แต่ความหมายทั้งหมดนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะได้ระบุไว้ว่า หากไม่ได้สิ่งตอบแทนเป็นเงิน ย่อมไม่เกิดการขาย การขายเกิดขึ้นเมื่อบุคคลถูกรบเร้าให้ซื้อไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ก็ตาม ถ้าพนักงานขายได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการบรรยายสรรพคุณของสินค้าและจากไปโดยไม่ได้รับใบสั่งซื้อเลย การขายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของหรือเงิน ผู้คนถูกชักจูงให้ดูแผนป้ายโฆษณาหรือฟังการโฆษณาต่าง ๆ แต่เขาก็มิได้ซื้อสินค้าที่โฆษณาเหล่านั้น แต่นั่นก็หมายความว่าการขายได้เกิดขึ้นแล้ว
คณะกรรมการสมาคมการตลาดของสหรัฐอเมริกา (The American Marketing Association--AMA.) ได้กำหนดคำนิยามการขายว่า "คือกระบวนการขายทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อชักจูงใจให้ผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นลูกค้าในอนาคตซื้อสินค้าหรือบริการ หรือยินยอมกระทำตามในสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทางด้านการค้าแก่ผู้ขาย"
การขาย คือ "ศิลปะในการชักจูงใจให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการด้วยความพึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายลูกค้าและฝ่ายนักขาย ความพึงพอใจนี้จะมีตลอดไป ไม่เพียงชั่งขณะใดขณะหนึ่ง และเป็นสาเหตุทำให้ลูกค้ากลับมาอุดหนุนอยู่เป็นประจำ"
การขาย คือ "การชักจูงใจคนให้บังเกิดความต้องการในผลิตภัณฑ์ที่ท่านมีอยู่ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ หรือบริการ หรือแนวความคิด" ศิลปการขาย คือ กระบวนการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ กัน โดยการวิเคราะห์ถึงความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่มแต่ละประเภท รวมถึงการเสนอขายโดยนักขาย ทั้งนี้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ซื้อในส่วนของสินค้านั้น ๆ มากที่สุด เพื่อนำไปสู่การขาย
การขายแบบสร้างสรรค์ คือ ศิลปะในการชักจูงใจผู้มุ่งหวังลูกค้า โดยใช้เทคนิคการวางแผนกระตุ้นให้ลูกค้าเห็นถึงความจำเป็นและความต้องการถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้สินค้าหรือบริการและตัดสินใจซื้อด้วยความพึงพอใจ
ลักษณะการขายพื้นฐานที่ดี ประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือ
1. การขายคือการให้ความช่วยเหลือลูกค้า (selling is providing service)
คนเราย่อมมีความอยากได้และความต้องการสินค้าหรือบริการเสมอ พนักงานขายจะต้องค้นให้พบว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการนั้นคืออะไร พนักงานขายที่ไม่สนใจต่อความต้องการของลูกค้า มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการขายงานชิ้นแรกที่พนักงานจะต้องรู้ ก็คือลูกค้าอยากได้หรือต้องการอะไร เมื่อทราบแล้วจึงเสนอผลิตภัณฑ์ หรือบริการตอบสนองความต้องการหรือความอยากได้ของลูกค้า
2. การขายคือการชักจูงใจลูกค้า (selling is using persuasion)
พนักงานขายที่ประสบความสำเร็จย่อมรู้ดีว่าการบีบบังคับให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ พนักงานขายจะต้องชักจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยการสร้างภาพพจน์ในตัวสินค้า โดยให้ลูกค้ามีส่วนแสดงความคิดเห็น เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกสินค้าหรือบริการด้วยความพึงพอใจ พนักงานขายสามารถที่จะเร่งเร้าให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยความประทับใจ
3. การขายคือการติดต่อสื่อสาร (selling is communication)
พนักงานขายที่มีประสิทธิภาพคือนักสื่อสารที่ดีสามารถถ่ายทอดคุณภาพของสินค้า ลักษณะของการทำงานของสินค้า อธิบายคุณสมบัติ และผลประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับอย่างฉลาด ในขณะเดียวกันพนักงานขายจะต้องสามารถถ่ายทอดนโยบายของบริษัทให้ลูกค้าเข้าใจลักษณะการค้าของบริษัท และลูกค้าจะได้รับบริการอะไรจากบริษัทบ้าง
การติดต่อสื่อสาร มี 2 วิธีคือ
ก. พนักงานขายจะต้องเป็นได้ดีทั้งผู้รับและผู้ให้ข่าวสาร หมายความว่าพนักงานขายจะต้องรับฟังคำถามลูกค้า ข้อสงสัย ความคิดเห็นเพื่อที่จะต้องเป็นผู้ตอบคำถามเหล่านั้น ขจัดข้อสงสัยแก้ไขการเสนอขาย เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าสินค้านั้นถูกต้องตรงกับความต้องการของลูกค้า
ข. ในขณะเดียวกันพนักงานขายก็มีหน้าที่สื่อสารให้แก่บริษัทด้วย เพื่อให้บริษัททราบถึงสถานการณ์ในตลาดจะต้องรายงานถึงวิธีที่ลูกค้าได้รับสินค้า วิธีการใช้ ข้อตำหนิต่อว่า คำชมเชย ข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงคุณภาพสินค้า ตลอดจนนโยบายของบริษัท รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยาของลูกค้า แล้วรายงานกลับบริษัท เรียกว่า "ข้อมูลย้อนกลับ"
กล่าวโดยสรุปพนักงานขายเป็นตัวเชื่อมระหว่างบริษัทกับตลาด ตราบใดที่ลูกค้ายังเกี่ยวข้องด้วย พนักงานขายก็คือ เงาของบริษัท ดังนั้น พนักงานขายจึงต้องกระทำตนเสมือนกับ "ทูตแห่งค่าความนิยม" ให้กับนายจ้าง
4. การขายคือการแก้ปัญหาให้กับลูกค้า (selling is problem solving)
ลูกค้าทั่วไปมักจะประสบปัญหาในการตัดสินใจซื้อ คือ ไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการให้ตรงกับความต้องการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานขายที่จะให้ความช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ตัวอย่าง แม่บ้านต้องการซื้อพรม มักจะมีปัญหาเสมอ เธอกำลังตกแต่งบ้านใหม่ และพร้อมที่จะใช้เงินเป็นจำนวนมาก ที่จริงแล้วเธอต้องการให้แน่ใจว่าได้ใช้เงินอย่างคุ้มค่าเธอต้องการเลือกพรมที่ทำให้เธอและสมาชิกในบ้านพอใจ เจ้าของร้านค้าปลีกกำลังพิจารณาที่จะเพิ่มจำนวนสินค้าจากพ่อค้าขายส่งก็กำลังมีปัญหา ถ้าสินค้าที่สั่งเพิ่มขึ้นไม่เป็นที่สนใจของลูกค้า เจ้าของร้านขายปลีกอาจขายสินค้าไม่ได้ หรือขายได้บ้างแต่ไม่คุ้มกับเงินลงทุนหรือถ้าสินค้าพอขายได้บ้างแต่พ่อค้าขายส่งสินค้ามากเกินไป เจ้าของร้านค้าปลีกคงไม่สามารถขายสินค้าได้มากจนคุ้มกับค่าใช้จ่าย หรืออีกประการหนึ่ง ได้ลงทุนไปมากและยังเรียกทุนคืนไม่ได้ ในทางกลับกัน ถ้าตัดสินใจที่จะทุนในสินค้าอย่างใหม่ เจ้าของร้านค้าปลีกอาจปฏิเสธการสั่งสินค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าชนิดนั้นลูกค้าอาจซื้อกันมาก และช่วยให้ขายสินค้าได้และสร้างผลกำไรให้กับบริการ
หน้าที่ของพนักงาน คือ การช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า พนักงานจะต้องสามารถอธิบายได้ว่า สินค้าที่เสนอขายนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ในการแก้ปัญหาพนักงานขายจะต้องรู้ให้ซึ้งถึงปัญหานั้น เสมือนหนึ่งว่าเป็นปัญหาของพนักงานขายเอง บางครั้งปัญหาที่เกิดกับลูกค้าไม่ใช่ปัญหาทางการค้า แต่เป็นปัญหาส่วนตัว พนักงานขายที่ดีก็ต้องยอมรับฟังเสนอแนะแก้ปัญหาและทางออกเป็นกลาง ๆ ไม่ลำเอียง หรือซ้ำเติมข้างใดข้างหนึ่ง อย่างไรก็ตามลูกค้ามักจะแก้ปัญหาของตัวลูกค้าก่อนเสมอก่อนที่ปัญหานั้นจะมาถึงพนักงานขาย พนักงานขายมักจะเป็นแหล่งระบายความในใจของลูกค้ามากกว่า
5. การขายคืออาการให้ความรู้แก่ลูกค้า(selling is educating)
คนเราโดยทั่วไปมักไม่ค่อยนึกถึงว่าตัวเองอยากได้และต้องการอะไรจึงเป็นหน้าที่ของพนักงานขายที่จะต้องค้นหาคำตอบเหล่านี้ในตลาดมีผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคมากเกินกว่าที่ลูกค้าทั่ว ๆ ไปจะเข้าใจได้ จากสาเหตุดังกล่าว พนักงานขายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้รายละเอียด ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าแก่ลูกค้า สินค้าบางชนิดมีคุณสมบัติพิเศษไม่ได้ชี้แจงหรือระบุไว้ในคู่มือการใช้สินค้า เช่น เครื่องดูดฝุ่น ซึ่งสามารถทำเป็นเครื่องพ่นสีได้ พนักงานขายที่มีประสิทธิภาพจะรู้ถึงความลับอันนี้ และบอกให้ลูกค้าได้ทราบถึงคุณภาพพิเศษของสินค้าที่มิได้ระบุไว้ในคู่มือ ย่อมสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า และทำให้ขายสินค้าได้ พนักงานขายเปรียบเสมือนกับครู ซึ่งจะต้องอธิบาย สาธิต เปรียบเทียบ ให้ความกระจ่าง และบางครั้งยังทำหน้าที่อบรมสั่งสอนอีกด้วย
การขายแบบสร้างสรรค์ (creative selling)
การขายในยุคโลกไร้พรมแดน การใช้ศิลปการขาย ทำให้พนักงานขายที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีมโนทัศน์ที่กว้างไกล ต้องอาศัยจินตนาการในการเสริมสร้างมโนทัศน์แนวใหม่ เพื่อวางแผนในการเสนอขาย คือการขายแบบสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นความต้องการของลูกค้าให้เกิดขึ้น ทำให้ลูกค้ามองเห็นอรรถประโยชน์ จากการใช้สินค้าหรือบริการ สามารถสนองความต้องการของเขาได้
ดีมาก
ขอบจัยหลายๆ สำหรับเนื้อหาดีๆ
ขอบคุณคร๊ ^^
สำหรับความรู้ดีๆ
สำหรับความรู้ดีๆ