ความรัก...ความผูกพัน...ผ่านกาลเวลา
กรุงเทพฯในสมัยก่อนคนจะเรียกว่า “ บางกอก ” คงมาจาก Bangkokที่ฝรั่งชอบเรียกคนไทย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทย มีเรื่องราวและความสำคัญมากมายซึ่งทำให้เกิดความรักและความผูกพันซึ่งผ่านกาลเวลา...จนผึ้งงานอยากบอกว่า....รักนะ...บางกอก...
1. บางกอก...สอนให้คนต้องต่อสู้ชีวิต...เพื่อความอยู่รอด
สังคมที่ใช้ชีวิตแบบรีบเร่งแข่งกับเวลา...คนทำงานไม่ว่าอาชีพอะไร?ก็ตามต้องมีความอุตส่าห์และอดทนทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายดาย ความอดทนนั้นสอนให้เราเป็นคนสู้ชีวิตและรู้จักคุณค่าของเงินที่หามาได้ด้วยตนเอง ธรรมชาติของมนุษย์.....ย่อมต่อสู้เพื่อความอยู่รอดเสมอ....ไม่ว่ารูปแบบใด การรู้จักคบเพื่อน การมีกัลยาณมิตรที่ดีเหมือนมีเพื่อนช่วยพยุงเราในยามที่ล้มแล้วให้มีแรงลุกขึ้นมาสู้ใหม่และมีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต ดังนั้นการใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯคือโรงเรียนแห่งการต่อสู้ของชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีไว้ทดสอบชีวิตหลายๆคน...
(เรียนรู้...การต่อสู้ชีวิต...รู้จักคุณค่าของเงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง...)
2. จุดเริ่มต้นและจุดจบ....ที่มีพอๆกัน
บางคนการต่อสู้ของชีวิตในการดิ้นรนหางานทำในเมืองกรุงเพิ่งเริ่มขึ้น โอกาสการหางานทำได้หรือไม่?นั้นมีพอๆกัน บางคนงานมีความเจริญก้าวหน้า...ทำให้หลงระเริงกับชีวิต ขาดการระมัดระวังในการใช้ชีวิต...งานที่ทำก็มีโอกาสตกต่ำได้เหมือนกัน ยิ่งงานทำด้านธุรกิจด้วยแล้ว...ต้องนึกไว้เสมอว่า...จุดเริ่มต้นและจุดจบมีพอๆกัน....
( เรียนรู้...การไม่ประมาทในการใช้ชีวิต...)
3. เรื่องราวที่ดังๆก็เหมือนกับไฟไหม้ฟาง....เกิดเร็ว...ดับเร็ว
เรื่องราวต่างๆในเมืองกรุง...ชอบเป็นกระแส...เรื่องราวหรือข่าวที่ดังๆก็เหมือนไฟไหม้ฟาง...เกิดเร็ว...ดับเร็วเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนพระพุทธเจ้ากล่าวว่า...ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง...!!ไม่สามารถอยู่คงทนได้ ดังนั้นเรื่องบางอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้ว...ต้องทำใจและรอเวลาแล้วทุกอย่างมันจะเงียบไปเอง คนเรามีโอกาสผิดพลาดในชีวิตได้ทั้งนั้น ควรลุกขึ้นสู้และตั้งสติเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง (เรียนรู้...ว่าเมื่อพลาดแล้ว...เรียนรู้ที่จะตั้งต้นใหม่...)
4. บางกอก...เมืองที่ผู้คนมีความแตกต่างทางฐานะแบบสุดโต่ง...
ศูนย์รวมความเจริญในบางกอก...ชีวิตผู้คนมีความแตกต่างกันในด้านฐานะทางสังคมแบบสุดโต่ง...แบ่งเขตการเป็นอยู่อย่างชัดเจน คนหาเช้ากินค่ำ คนทำงานทำงานระดับปานกลาง คนระดับมีเงินฐานะทางการเงินดีก็เดินห้างมีระดับ สินค้าแพงพอๆกับเงินรายได้ทั้งเดือนของคนหาเช้ากินค่ำและความแตกต่างฐานะทางสังคมนี้ ทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดด้วยเช่นกันเช่นการเรียกร้องทางการเมืองก็มักยกเอาฐานะทางสังคมนี้มาเป็นข้อต่อรอง คนรวยอยู่คอนโดหรูหรือบ้านราคาหลายสิบล้าน สวยหรู สะดวกสบาย ส่วนคนจนก็อยู่บ้านเช่า สลัม ใช้ชีวิตเพียงเพื่ออยู่รอดในแต่ละวัน คนหาเช้ากินค่ำ บ้านก็ต้องเช่า...ข้าวก็ต้องซื้อ...นี่แหละชีวิตจริง
( เรียนรู้...การกินอยู่แบบพอเพียง...แค่นี้ชีวิตก็มีความสุข )
5. 77 in 1 = Bangkok
Bangkok…เป็นศูนย์รวมของ 77 จังหวัด เนื่องจากมีผู้คนมากมายทั่วทั้งประเทศต่างมุ่งตรงมาหางานทำ...เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น คาดหวังว่าจะได้พบสิ่งที่ดีๆมีงานทำที่มั่นคง รวมถึงการมีครอบครัวหรือคู่ชีวิตในเมืองหลวงของประเทศ การฝากความหวังไว้กับกรุงเทพฯมากมาย ซึ่งสมหวังบ้าง...ผิดหวังบ้างจึงเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งเป็นศูนย์รวมทั้งภาษา วัฒนธรรม การใช้ชีวิต การศึกษา ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ด้านการแพทย์ การบันเทิง แฟชั่น การทำงานที่มีอาชีพมากมายให้มาค้นหาความเป็นตัวเองของผู้คน...
ดังนั้นจึงถือว่า...เป็นการรวมตัวของผู้คนทั้ง 77 จังหวัดจากทุกภาคของประเทศที่มาใช้ชีวิตทำงานร่วมกัน ทำให้เมื่อมีวันหยุดยาวทีไรกทม.ก็จะกลายเป็นเมืองร้าง ถนนว่างจนแปลกตา ผู้คนก็น้อยลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด
( เรียนรู้...ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งการแข่งขัน ซึ่งต้องใช้ความอดทน...)
6. ศูนย์รวม...บุคลิกภาพของคน
คนใจดำ... ก็มีมากจนน่าตกใจ...สังเกตได้จากการมีน้ำใจหรือการช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าในรถเมล์หรือที่สาธารณะต่างๆ
คนใจดี... ก็มีไม่ใช่น้อย ดูจากกลุ่มจิตอาสาก็มีให้เห็นทั่วไป เช่นในโรงพยาบาลจะมีกลุ่มจิตอาสามาช่วยเหลือผู้ป่วย อ่านหนังสือให้ผู้ป่วยฟัง ช่วยป้อนข้าว เล่นดนตรีให้ฟัง ช่วยทำบัตร พาไปห้องตรวจหรือสอนงานอดิเรกไม่ให้คนไข้เหงาเช่นเย็บถักปักร้อยเป็นต้น ยังมีมูลนิธิต่างๆที่ให้การช่วยเหลือสาธารณชนด้านต่างๆ
คนขี้เหร่...แต่อยากดูดี... ก็มีแฟชั่นมากมายที่จะช่วยให้คนขี้เหร่ดูดีได้ รวมถึงสถานความงามที่ผุดขึ้นเกือบจะทุกหัวมุมถนนหรือทุกห้างสรรพสินค้า ที่จะช่วยเนรมิตให้ดูดีเหมือนใจนึก...แต่ต้องร้องเพลงของคุณพุ่มพวงที่ว่า...เงินน่ะ...มีไหม? ...เงินน่ะ...มีไหม? ....
คนสวย... ทำอะไร?ก็ดูดีไปหมด มีให้เห็นมากมายในเมืองกรุง เมื่อสวรรค์ให้มา..ก็มีอาชีพการแสดงมากมายให้แจ้งเกิดสำหรับคนสวย คนหล่อ ซึ่งส่วนมากเมื่อโชคดีด้านการงาน...มักไม่สมหวังในความรัก ดังนั้นจะเห็นว่าวิทยุ...ดีเจจะเปิดเพลงอกหักรักคุด กินใจผู้คนให้ดื่มด่ำกับความเจ็บปวดที่มีบรรยากาศ...ฝนตก...อกหัก...เศร้าจัง!!!!
คนเกือบสวย... แต่...โชคดีด้านการงาน ใช้สติปัญญาหาเลี้ยงชีพไปตามความรู้ความสามารถ แล้วก็จะทำให้คุณดูดีขึ้นเองแหละ ไม่ต้องแคร์สายตาใคร? ในเมื่อเราสามารถยืนบนลำแข้งตัวเองได้ ถึงแม้ไม่สวยแต่...น่าภูมิใจจ๊ะ
( เรียนรู้...พอใจในความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ )
7. ทอม – ดี้ – ตู๊ด – เกย์
ศูนย์รวมคนทุกประเภทก็ในกรุงเทพฯนี่เอง ที่เปิดโอกาสให้แสดงออกได้เต็มที่ ซึ่งการอยู่ต่างบ้าน..ห่างไกลสายตาครอบครัว ดังนั้นจะเห็นได้ว่า...พวกขาสามารถแสดงออกได้เต็มที่ มีกลุ่มคนที่เหมือนกันเข้าใจกัน มีชมรมหรือกิจกรรมร่วมกันและมีที่เที่ยวกลางคืนเฉพาะของเขา แต่...ถึงอย่างไร?พระเจ้า...ก็ให้ความสามารถที่พิเศษหรือพรสวรรค์อย่างอื่นมาชดเชยเช่นกัน เช่น ความคิดสร้างสรรค์หรือศิลปะแขนงต่างๆต้องยกให้เขาเลย...มีความคิดสุดยอดถือว่ามีปมเด่นที่จะโชว์...เต็มที่เลย...สู้..ๆๆๆๆค่ะ
( เรียนรู้...ในการให้โอกาสทุกคนได้แสดงความสามารถ...)
8. กรุงเทพฯ...ไม่เคยหลับใหล...
คำกล่าวที่ว่า “ กรุงเทพฯ...ไม่เคยหลับใหล...” นั้นไม่เกินจริงเลย เมื่อท่านมากทม.จะเห็นว่าถนนหนทางสว่างไสวไปด้วยแสงสีตอนกลางคืน กลางวันก็มีผู้คนมากมายกลางคืนก็ยังทำงานกันคึกคัก ถนนไม่เคยเว้นว่างจากรถวิ่ง บางคนก็หลงแสงสีเพราะมีสถานบันเทิงมากมายผุดขึ้นต้อนรับคนนอนดึก นักเที่ยวนักดื่มทั้งหลายยิ่งถึงฤดูบอลโลกด้วยแล้ว...กรุงเทพฯ...ไม่เคยหลับใหลจริงๆ แต่...คนทำงานนั้นกลางวันจะมาแอบงีบ...ที่ทำงานแทน..
( เรียนรู้...ว่าชีวิตคืองาน...งานคือชีวิต...)
9. เรียกหมอชิต...แต่ไม่ใช่สถานพยาบาล
ไม่รู้...เหมือนกันว่าใคร? เป็นคนตั้งชื่อสถานีขนส่งสายเหนือและอีสานว่า...หมอชิต...ซึ่งไม่ใช่สถานพยาบาลซักหน่อยมีแต่ความจอแจ วุ่นวาย รถวิ่งเข้า-ออกตลอดเวลา ผู้คนเดินทางไม่รู้ไปไหนกันทุกวัน...หมอชิตนี้มีมิจฉาชีพแอบแฝงอยู่มากมายทั้งล่อลวง ลักทรัพย์ ข่มขู่ จี้ชิงทรัพย์ มอมยา มอมเหล้า แท็กซี่ป้ายดำซึ่งเอาเปรียบผู้โดยสาร ดังนั้นเมื่อท่านเดินทางมาใช้บริการหมอชิตนี้ คุณต้องระวังอย่าเชื่อคนง่ายเด็ดขาด ส่วนมากเข้ามาแบบเนียนๆ...มักพูดภาษาบ้านเดียวกันให้ตายใจ หลอกได้สนิทใจดีแท้ ต้องระวังกันไว้...บอกเพื่อย้ำเตือนใจจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อคนเหล่านี้
( เรียนรู้...ว่าชีวิตเปรียบเหมือนการเดินทาง...ซึ่งก็ต้องระมัดระวังในการใช้ชีวิต )
10. คิดถึง...อดีตแดนเนรมิต
แดนเนรมิต...นั้นเป็นสวนสนุกกลางแจ้งพื้นที่ 33 ไร่ เปิดบริการเมื่อ 29 มกราคม 2519 มีเครื่องเล่นจากต่างประเทศมากกว่า 30 ชนิด (สวนสนุกแห่งแรกของกรุงเทพฯคือแฮปปี้แลนด์) แดนเนรมิตปิดดำเนินการ 31 ธันวาคม 2543 หมดสัญญาเช่าเวลา 25 ปี (ข้อมูลจาก...วิกิพีเดีย )
มีคนไม่น้อยที่เคยใช้บริการสวนสนุกแดนเนรมิต ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินใกล้กับเซ็นทรัลลาดพร้าวเป็นสวนสนุกของคนเมืองที่อยู่คู่กับกรุงเทพฯมานาน เด็กๆทุกคนใฝ่ฝันอยากมาที่นี่ มาเล่นรถไฟเหาะ เรือไวกิ้ง บ้านผีสิง ดูขบวนแห่พาเหรดตัวการ์ตูนในเทพนิยาย ล่องเรือในสวนน้ำและเล่นรถบั้ม พอวันหยุดเสาร์-อาทิตย์คนก็จะคึกคัก ซึ่งพอผึ้งงานนั่งรถผ่านที่ไร?ก็...ทำให้คิดถึงอดีต...ของแดนเนรมิตที่เคยมาเที่ยวสนุกสนาน ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสนามแข่งรถโกคาร์ตซะแล้ว
( เรียนรู้... อดีตที่น่าจดจำ )



มาดูภาพแสงสีกรุงเทพ
เคยไปพัก ที่ รพ.ศิริราช ช่วงมีแห่เรือลอยกระทง ยังติดตาถึงทุกวันนี้คะ :-)
สวัสดีค่ะคุณCMUpal
โรงหนังเฉลิมกรุงปัจจุบันยังมีอยู่ ลองขับรถไปดูก้ได้
ส่วนโรงหนังที่โดนทุบทิ้งเป็นลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์คือ โรงหนังเฉลิมไทยครับ
อย่าเอาข้อมูลเท็จแบบนี้มาเผยแพร่นะ
อือม์ ก็เคยสงสัยนะ ว่าทำไมถึงเรียก "หมอชิต"
สวัสดีค่ะคุณ123soul
สวัสดีค่ะคุณ กิ่งไผ่