นมัสการรอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏ

นมัสการรอยพระพุทธบาทที่เขาคิชฌกูฏ

        จากคำล่ำลือ  ที่เลื่องชื่อของเขาคิชฌกูฏ  คำนี้คงเป็นคำที่คุ้นหูเป็นอย่างดีของคนภาคตะวันออก  แต่ถ้าเป็นคนภาคอื่น  อาจจะคิดว่าชื่อนี้แปลกๆ  เพราะอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน  ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกแบบนั้น  ตามคำล่ำลือของคนภาคตะวันออก  เขามักจะพูดกันปากต่อปากว่า  ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ใครยังไม่เคยขี้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่อำเภอเขาคิชฌกูฏ  จังหวัดจันทบุรี  คงต้องหาโอกาสไปสักครั้งหนึ่งของชีวิต  เพราะเขาเชื่อกันว่าคำอธิษฐานที่เราตั้งจิตอธิษฐานนั้นมันจะเป็นจริง  แต่มีข้อแม้ว่าสิ่งที่เราขอนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี  ที่ถูกต้อง  ไม่ผิดศีลธรรม

        โดยตลอดช่วงเวลาในหนี่งปีนั้น  จะมีการเปิดให้นมัสการรอยพระพุทธบาทเพียงปีละ 1  ครั้งเท่านั้น  สำหรับช่วงเวลาก็ประมาณช่วงประมาณมกราคม – เมษายน  (ยังไม่แน่นอน เนื่องจากแต่ละปีไม่ตรงกัน )  ซึ่งการเปิดให้นมัสการรอยพระพุทธบาทนี้  คนในภาคตะวันออกมักจะรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ  “ขึ้นเขา”  ช่วงที่เปิดให้นมัสการนี้  ก็จะมีบรรดาพุทธศาสนิกชนจาริกแสวงบุญมายังยอดเขาแห่งนี้เป็นจำนวนมาก  เพื่อมาสักการะแผ่นหินซึ่งเชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงมาประทับรอยพระบาทไว้  ด้วยความศรัทธาและความเชื่อในอานิสงส์ที่แรงกล้า  ว่าการได้นมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ถือเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและชีวิต  ครั้งหนึ่งฉันก็มีโอกาสได้ไปนมัสการเหมือนกัน  ต้องบอกเลยว่า  เป็นเหมือนการผจญภัยในชีวิตที่มีทั้งความตื่นเต้น  สนุกสนาน  และการอิ่มบุญ  ,หลายๆท่านคงอาจจะแปลกใจว่าทำไม  ต้องตื่นเต้น  ทั้งๆที่  ไปนมัสการรอยพระพุทธบาท  ไม่ได้ไปท่องเที่ยวผจญภัยสักหน่อย  แต่เนื่องจากเราต้องใช้บริการรถที่ทางเจ้าหน้าที่เขาจัดไว้ให้บริการ  และรถบริการนี้จะต้องเป็นรถที่ขับเคลื่อน  4  ล้อ  (4WD  ซึ่งเป็นรถที่เหมาะกับการลุยในทางทุรกันดาร  และสามารถยึดเกาะถนนได้ดี กรณีฝนตก  เนื่องจากขับเคลื่อน 4 ล้อ )  เพราะหนทางที่จะขึ้นเขานั้นมันแคบ  ชัน  และโค้งพับไปมาเป็นรูปตัวยูติดกันหลายโค้ง  ต้องบอกว่าตื่นเต้นมากๆ  และขอบอกว่าสุดยอดจริงๆ  โดยเฉพาะคนขับรถที่เราใช้บริการนั้น  เขาต้องเป็นคนขับรถเก่ง  มีไหวพริบ  การประสานสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันของของประสาท  มือ  เท้า  และตา  ฯลฯ  เพราะเขาต้องคอยหลบรถที่สวนลงมา  โดยเท้าที่เหยียบคันเร่ง  เบรก  สลับกันไปมา  และในขณะที่มือก็ต้องคอยเปลี่ยนเกียร์  ฉันต้องย้ำอีกครั้งว่าตื่นเต้นมากๆ  สำหรับใครที่ยังไม่เคยไป  ขอบอกว่าถ้าคุณต้องการความตื่นเต้น  เหมือนการผจญภัย  คุณต้องเลือกนั่งข้างหน้า  ( ขอย้ำเลยว่าต้องนั่งข้างหน้า ) ,ซึ่งรถจะขับขึ้นเขาด้วยเกียร์ต่ำตลอด  เนื่องจากเขาที่ชันมาก  และโค้งพับไปมา  ซึ่งในขณะที่รถออกแรงขึ้นเขาเหวี่ยงไปมา  แรงส่งตรงนั้นทำให้คุณเหวี่ยงไปมาซ้ายขวา  (คล้ายกับเล่นเครื่องเล่น)  นอกจากความรู้สึกที่เหมือนการเล่นเครื่องเล่นแล้วนั้น  ข้อดีของการเลือกนั่งหน้า  ก็คือ  คุณจะสามารถเห็นเส้นทางที่ชัดเจนมาก  ( ฉันต้องบอกก่อนว่าถ้าใครใจไม่สู้  คุณจะต้องหลับตาในขณะที่รถขึ้นเขาอย่างแน่นอน  ,  แต่ในขณะที่บางคน  ถึงแม้ว่าจะใจสู้แค่ไหนเมื่อลงรถจากรถก็ต้องบอกว่า “ฉันช่วยคนขับเหยียบเบรก  เมื่อยขามากๆ )  ซึ่งถือได้ว่าเป็นทั้งการเดินทางมาทำบุญและ  การผจญภัยเลยก็ว่าได้ ,  แต่เมื่อรถมาถึงที่ฐานเขาแล้ว  เราจะต้องเดินต่อขึ้นไปอีกประมาณ   3  กิโลเมตร และระหว่างที่เดินขึ้นไปนั้น  เขาเชื่อกันว่าให้โปรยดอกดาวเรือง  ไปตามทาง  และตั้งจิตอธิษฐานในเรื่องที่เรื่องที่เราต้องการ  1  เรื่องไปตลอดทาง  จนกระทั่งถึงจุดนมัสการรอยพระพุทธบาท มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่  มีรอยบุ๋มลึกประมาณ  2  เมตรเศษ  กว้าง 1 เมตร ยาว 2  เมตร  และในบริเวณยอดเขาคิชฌกูฏนั้นยังมีความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติต่างๆ  ที่เชื่อมโยงกับตำนานและความเชื่อทางพระพุทธศาสนา  เช่น  ก้อนหินขนาดใหญ่มีรูปคล้ายกับบาตรพระคว่ำ  ใกล้กับหินรูปรอยพระพุทธบาท ศิลาเจดีย์รอยพระหัตถ์  รอยเท้าพญามาร  ถ้ำฤๅษี ลานแข่งรถพระอินทร์ หินที่มีรูปร่างคล้ายเต่า และช้างขนาดยักษ์  เป็นต้น

        อยากฝากถึงสำหรับคนที่ยังไม่เคยไป  ถ้ามีเวลาว่าง  หรือมีโอกาส  ก็น่าจะไปสักครั้งหนึ่ง  เพราะเป็นสถานที่ที่น่าสักการะบูชาอีกแห่งหนึ่ง  ของประเทศไทย แต่ก่อนการเดินทางไปนั้น  อย่าลืมศึกษา  ช่วงเวลาที่เปิดนมัสการด้วยนะคะ