การขับเคลื่อนโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชน (รน.สช.)
โดยใช้แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ (SRM) พื้นที่อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน (ตอน 2)
วิชัย ศิริวรวัจน์ชัย นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
จากตอนที่ 1 ได้เล่าถึงการเรียนรู้การสร้าง แผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ หรือ SRM (Strategy Route Map) ของทีมวิทยากรระดับตำบล ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ในการพัฒนาสุขภาพของตำบล แล้วจึงเลือกประเด็นสุขภาพที่เร่งด่วนหรือต้องการพัฒนามาสร้างแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการหรือ SLM (Strategic Linkage Model Construction) เพื่อจัดทำแผนงานโครงการนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป โดยมีทีมวิทยากรระดับอำเภอเป็นผู้ถ่ายทอดและสนับสนุนการเรียนรู้ ในส่วนของตาราง 11 ช่องนั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบกองทุนสุขภาพของ อบต. กับ รพ.สต. รวบรวมความคิดจากขั้นตอนต่างๆ มาเรียบเรียงลงในตาราง 11 ช่องให้ครบถ้วน
ค้นหานวัตกรรมสุขภาพ
จากโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจากจังหวัด กำหนดให้พื้นที่ตำบลศรีษะเกษพัฒนาให้เกิดโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชน (รน.สช.) ด้วยนั้น ทางทีมพัฒนาระบบสุขภาพเชิงรุกแบบบูรณาการอำเภอนาน้อย จึงได้จัดกระบวนการค้นหาประเด็นนวัตกรรมสุขภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลศรีษะเกษ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553

โดยพบว่า โครงการที่ดำเนินการโดยงบประมาณของกองทุนสุขภาพตำบลหลายๆ โครงการมีความสำเร็จเด่นชัด สามารถพัฒนาต่อยอดและขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ได้ พื้นที่จึงได้คัดเลือกเรื่องที่โดดเด่นมา 3 เรื่องคือ เรื่องการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนเอง “สุขภาพดีวิถีธรรม”, เรื่องการป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน และเรื่องอาหารปลอดภัย ในขั้นตอนนี้ก็ได้มีการทำให้ชัดเจนว่าในแต่ละเรื่องมีใครเป็นแกนนำหรือเป็นผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อจะได้พัฒนาสู่การเป็นครู (ผู้ถ่ายทอด) ในเรื่องนั้นๆ ต่อไป ได้แก่
1. เรื่องการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนเอง “สุขภาพดีวิถีธรรม” มี คุณครูอำไพรัฐ เหมภัทรสุวรรณ คุณไพสิษฐ์ แปงมา รองนายก ทต.ศรีษะเกษ และหมอวุ่น ศรีต๊ะสาร หมอพื้นบ้านผู้มากประสบการณ์ เป็นครู
2. เรื่องการป้องกันและควบคุมโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน มี คุณสุดารัตน์ ใจจะดี และคุณสุดารัตน์ นวลขาว อสม.คนเก่ง เป็นครู
3. เรื่องอาหารปลอดภัย มี คุณทองสุข แก้วภิรมย์ ประธานสภา ทต.ศรีษะเกษ เป็นครูผู้ถ่ายทอด
เล่าเรื่องนวัตกรรมสุขภาพ
เมื่อได้เรื่องที่เป็นนวัตกรรมสุขภาพพร้อมกับผู้ที่จะเป็นครูผู้ถ่ายทอดแล้ว จึงได้ชวนเล่าเรื่องราวของนวัตกรรมสุขภาพที่ได้ดำเนินงานมาสู่กันฟัง โดยที่ครูแต่ละประเด็นเป็นผู้เล่าถึงสภาพปัญหาที่พบมาเป็นอย่างไร คิดอย่างไรถึงมาทำเรื่องนี้ มีวิธีการทำอย่างไร มีใครมาช่วยทำบ้าง ทำแล้วเกิดผลอย่างไร และมีข้อขัดข้องอะไรบ้าง

โดยในขณะที่ครูเล่าเรื่องราวอยู่นั้นทีมบูรณาการก็จับประเด็นมาเขียนเป็นแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการหรือ SLM ของแต่ละเรื่องดู จากนั้นก็นำ SLM มาเล่าทวนดูอีกครั้งเพื่อให้กลุ่มฟังและช่วยกันแต่งเติม SLM ให้ครบถ้วนตามเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง ซึ่ง SLM ที่ได้จากการเล่าเรื่องนี้ อาจมีความแตกต่างไปบ้างจาก SLM ที่เขียนไว้ตอนแรกก็ไม่เป็นไร เพราะที่เขียนตอนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ถึงตอนนี้ก็ถือว่าเป็นการทบบทวน SLM กันอีกครั้งหนึ่ง
อย่างเรื่องที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษของพื้นที่ตำบลศรีษะเกษก็คือ เรื่องการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนเอง “สุขภาพดีวิถีธรรม” ที่เกิดจากสภาพปัญหาทางสุขภาพที่เกิดจากพฤติกรรมตามวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เร่งรีบมีโรคหรือสภาพการเจ็บป่วยมากมาย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคกล้ามเนื้อ และมีสารเคมีตกค้างในเลือด

ทางคุณอดุลย์ภัทร เหมภัทรสุวรรณ นายก ทต.ศรีษะเกษ ได้เล็งเห็นปัญหานี้จึงมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานว่า “สุขภาพดี มีความรู้ สู้งาน ชาญวิชา ประชาร่มเย็น” มีนโยบายเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน โดยได้อาศัยประสบการณ์ที่เคยเข้าอบรมค่ายสุขภาพพึ่งตนเอง หลักสูตร 7 วัน ที่สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ของหมอเขียว (ใจเพชร กล้าจน) เสนอแนวคิดต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลศรีษะเกษ ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้มีมติที่จะนำแนวทางสุขภาพพึ่งตนเองตามแนววิถีธรรมมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ความรับผิดชอบของตำบลศรีษะเกษ เพิ่มเติมจากสิ่งที่ดำเนินงานไว้อยู่ก่อนแล้ว เช่น การออกกำลังกาย การใช้มาตรการชุมชนเรื่องเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด และการพนัน
จากนั้น จึงมีการนำแนวทางสุขภาพพึ่งตนเองตามแนววิถีธรรมมาเป็นโครงการหนึ่งในกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลศรีษะเกษ มีกิจกรรมต่อเนื่องมา ดังนี้

30 พฤษภาคม 2553 กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลศรีษะเกษ ได้เปิดประเด็น “สุขภาพพึ่งตนเองตามแนววิถีธรรม” โดยทีมงานของหมอเขียวมาอธิบายพร้อมสาธิตวิธีการปฏิบัติตัวที่ตนเองสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ ให้ประชาชนจำนวน 200 คน ประกอบด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ณ วัดบ้านใหม่ไชยสถาน ผลปรากฏว่าประชาชนมีความสนใจเป็นอย่างมาก จนในเดือนมิถุนายน 2553 กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลศรีษะเกษ ได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้บุคคลกลุ่มแกนนำ จำนวน 9 คน เดินทางไปศึกษาองค์ความรู้ ณ ค่ายสุขภาพพึ่งตนเอง ที่สวนป่านาบุญอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งได้บุคคลที่เป็นเครือข่ายในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนอื่นได้ แก่นของการเรียนรู้จากหมอเขียวเขาเรียกกันว่า “ยา 9เม็ด” คือ
1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล (น้ำคอร์โรฟิล)
2. การกัวซา หรือการขูดพิษ หรือขูดลม
3. การสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีทอกซ์)
4. การแช่มือแช่เท้า ในน้ำสมุนไพร
5. การพอก ทา หยอด อบ อาบ สมุนไพร เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสบาย
6. การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหาร ที่ถูกต้อง
7. การรับประทานอาหาร ปรับสมดุลร่างกาย
8. การฝึกธรรมะ ทำใจให้สบาย เพื่อผ่อนคลายความเครียด
9. การทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ รู้จักความเพียร ความพอดี

15 - 19 กันยายน 2553 ได้เปิดค่ายสุขภาพพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 1 ณ เทศบาลตำบลศรีษะเกษ ซึ่งมีประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมถึงคนต่างจังหวัดสมัครเข้าร่วมค่ายจำนวน 250 คน โดยมีทีมวิทยากรจากสวนป่านาบุญ มาเป็นวิทยากรร่วมกับบุคคลกลุ่มแกนนำที่กองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลตำบลศรีษะเกษ ส่งไปอบรม เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วยกัน เป็นการนำเอาองค์ความรู้มาถ่ายทอด ฝึกปฏิบัติกันจริงๆ และเป็นการเสริมทักษะ เสริมความมั่นใจให้กับกลุ่มแกนนำของตำบลศรีษะเกษ ได้เป็นอย่างดี
ชวนกันคุย ชวนกันเล่าเรื่องดีๆ แล้วก็ลองมาดูว่าถ้าเขียนเป็นแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการ หรือ SLM จะเป็นอย่างไร

และต่อจากนั้น ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2553 บุคคลกลุ่มแกนนำและผู้ที่ผ่านการเข้าค่ายครั้งที่ 1 มีการตั้งกลุ่มชื่อว่า “กลุ่มคนรักสุขภาพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้น ได้ออกให้ความรู้และฝึกทักษะตามวิถีธรรมให้แก่ประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ ในตำบลศรีษะเกษ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างดี สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และมีความต้องการให้เปิดค่ายเรียนรู้กันอีกครั้ง

5 - 9 มีนาคม 2554 จึงได้เปิดค่ายสุขภาพพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ขึ้น ณ เทศบาลตำบลศรีษะเกษ ซึ่งมีประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ตำบลศรีษะเกษ เข้าร่วมจำนวน 200 คน โดยในการเปิดค่ายครั้งนี้นอกจากแกนนำและทีมงานหมอเขียวแล้ว คุณหมอเขียวยังได้มาเป็นวิทยากรเองอีกด้วย
จัดตั้งเป็นโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชน (รน.สช.)
เมื่อได้ประเด็นนวัตกรรมสุขภาพที่จะใช้เรียนรู้แล้ว 3 เรื่อง แต่ละเรื่องก็มีกิจกรรม มีการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จที่สามารถเป็นแบบอย่างได้ พร้อมกับมีแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ฉบับปฏิบัติการหรือ SLM ประกอบการทำงาน และที่สำคัญมีครูผู้ถ่ายทอดประจำเรื่องทุกเรื่อง ขั้นต่อไปที่จะดำเนินการคือ จัดเตรียมสถานที่และสื่อที่จะใช้ในการเรียนรู้กัน ซึ่งสถานที่ในที่นี้ก็เป็นเพียงที่จะใช้เป็นที่พบปะพูดคุยกัน หรือเรียกง่ายๆ ก็คือเป็นที่ทำการของ รน.สช.ตำบลศรีษะเกษ ส่วนสถานที่ที่จะใช้เรียนใช้สอนกันจริงนั้น จะกระจายไปหลายๆ แห่งตามที่มีกิจกรรมปฏิบัติกันจริงๆ

ในการสร้างที่ทำการของ รน.สช.ตำบลศรีษะเกษ นั้น ทางเทศบาลตำบลศรีษะเกษได้รับเป็นเจ้าภาพทั้งเรื่องสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ แล้วช่วยกันสร้างเป็น “เฮือนมะเก่า” (เรือนแบบโบราณ) ซึ่งโครงสร้างเป็นไม้ทั้งหลัง มุงคา ฝาและพื้นเป็นฟากไม้ไผ่ ได้เข้าไปอยู่แล้วก็รู้สึกผ่อนคลายเย็นสบายดี
ได้ฤกษ์เปิด รน.สช. ตำบลศรีษะเกษ
เมื่อมีครบองค์ประกอบทั้ง ประเด็นนวัตกรรม มี SLM มีครูผู้ถ่ายทอด มีสถานที่ และมีการเรียนการสอนเกิดขึ้นแล้ว จึงทำพิธีเปิดโรงเรียนนวัตกรรมสุขภาพชุมชนตำบลศรีษะเกษ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 โดยได้รับเกียรติจากท่านนายแพทย์บุญชัย สมบูรณ์สุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขต 16 มาเป็นประธานเปิดและนำคณะเยี่ยมชมกิจกรรมสุขภาพของตำบลศรีษะเกษ

บรรยากาศในวันนั้น เป็นวันหลังจากฝนตกหนักมาก่อนอากาศจึงเย็นสบาย พอท่านผู้ตรวจฯ และคณะมาถึงก็ต้อนรับด้วยขบวนกลองยาว และการฟ้อนเจิงของสองผู้เฒ่าเก๋าประสบการณ์ หลังจากท่านได้ลั่นฆ้องหลวงเปิด รน.สช. แล้วก็ได้พบปะกับพี่น้องตำบลศรีษะเกษและชาวอำเภอนาน้อย ฝากย้ำว่า รน.สช. นี้เป็นของทุกคนในตำบลศรีษะเกษ และขอให้เกิดความต่อเนื่องของกิจกรรมต่างๆ จากนั้นก็ได้เยี่ยมชมกิจกรรม นิทรรศการเกี่ยวกับการดำเนินงานของ รน.สช. และกองทุนสุขภาพตำบลศรีษะเกษ ที่จัดไว้ต้อนรับอย่างเต็มรูปแบบ ดูแล้วก็รู้สึกดีใจที่ทุกท่านให้ความสนใจและอิ่มท้องไปตามๆ กัน

ปิดท้ายตอน
การพยายามใช้ SRM เป็นเครื่องมือที่จะให้ท้องถิ่น ชุมชน สาธารณสุข และภาคีต่างๆ มาร่วมกันพัฒนาสุขภาพชุมชน โดยมีเป้าหมายที่จะให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้อง ดูแลสุขภาพตนเองได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นจริงจังและจริงใจจากทุกฝ่าย รวมทั้งทีมบูรณาการระดับอำเภอที่จะมีบทบาทเป็นผู้กระตุ้น สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง
รน.สช. จะเกิดขึ้นได้นั้น อย่างน้อยจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือ ๑) ประเด็นสุขภาพที่มีผลงานเด่นชัด มีกิจกรรมต่อเนื่อง มีผู้ร่วมดำเนินการหลากหลาย และได้เรียบเรียงเนื้อหาสำหรับถ่ายทอดไว้แล้ว ๒) มีผู้ถ่ายทอด ที่รู้เรื่องนั้นดีที่สุดเพราะเป็นผู้ที่ได้ทำมากับมือ 3) มี SLM เป็นสื่อในการทำงานและถ่ายทอดประสบการณ์ ๔) มีผู้เรียน เป็นกลุ่มคนที่มีความสนใจและกลุ่มที่สมควรได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และ 5) มีสถานที่ที่จะเรียนรู้กันในแต่ละเรื่อง
การเปิด รน.สช. เป็นเรื่องท้าทาย แต่การทำอย่างไรให้ รน.สช. มีความต่อเนื่อง พัฒนา ก้าวหน้า และยั่งยืน เป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งกว่า เป็นการบ้านสำหรับทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันต่อไป