“จากไม้ฟืนถึงไฮโดรเจน” เส้นทางพลังงานโลกจากมุมมองอนาคต (1)

ยุคหินไม่ได้สิ้นสุดลงเพราะไม่มีหินเหลือให้ใช้ และยุคของน้ำมันก็จะจบลงนานก่อนที่น้ำมันจะหมดโลก

ฟ้าครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... นายยามานี อดีตรัฐมนตรีน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย กล่าวถึงการสิ้นสุดลงของยุคน้ำมันไว้อย่างน่าคิดว่า “ยุคหินไม่ได้สิ้นสุดลงเพราะไม่มีหินเหลือให้ใช้ และยุคของน้ำมันก็จะจบลงนานก่อนที่น้ำมันจะหมดโลก” (The Economist, Oct 23rd 2003)

นายยามานี ผู้นี้มีส่วนสำคัญต่อการขึ้นราคาน้ำมัน จนนำไปสู่วิกฤตการน้ำมันครั้งแรกเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน น่าสนใจว่าบุคคลระดับนี้ เคยมีวิสัยทัศน์ที่สะท้อนออกมาในความเห็น ที่แน่ใจได้ว่าไม่ใช่ “ความคาดหวัง” แน่นอน

เพราะเขาพูดไว้ตั้งแต่เมื่อตอนที่น้ำมันยังล้นโลก และส่วนใหญ่อยู่ในซาอุดิอาระเบีย...

แล้วราคาน้ำมันก็แพงขึ้น แพงขึ้น จนราคาจะแพงกว่าทองคำอยู่แล้ว

นี่ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการ “มองอนาคต (foresight)”...

 

ย้อนประวัติศาสตร์การมองอนาคต

ในยุคแรก ๆ มนุษย์อาศัยความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและสังคมมนุษย์ในเวลานั้น ผนวกเข้ากับจินตนาการเขียนขึ้นมาเป็นเรื่องราวในรูปแบบของนิยาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางไปดวงจันทร์ (From the Earth to the Moon) ที่จูลส์ เวิร์นเขียนขึ้นเมื่อปี 1865 หรือนิยายวิทยาศาสตร์เชิงเสียดสีสังคมอนาคต (Brave New World) ของอัลดัส ฮักซ์เลย์ ตีพิมพ์ออกมาในปี 1932

นิยายวิทยาศาสตร์ที่ดีจะต้องมีจินตนาการที่ล้ำลึกเกินกว่าที่ผู้อ่านจะคาดเดาได้ แต่ขณะเดียวกันเรื่องราวความเป็นไปก็จะต้องสอดคล้องและมีความสมเหตุสมผลน่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้จริง หากอิงตามหลักการวิทยาศาสตร์บางอย่างที่อธิบายได้ด้วยเหตุผล ทฤษฎี หรือสมมติฐาน (ซึ่งข้อนี้นอสตราดามุสสอบตก!)

และข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ ควรจะให้แง่คิดบางอย่างที่กระตุ้นให้เราเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน เพื่อให้สิ่งที่ลงมือทำในวันนี้นำไปสู่อนาคตที่พึงปรารถนา

นิยายสองเรื่องที่กล่าวถึงข้างต้น หากถือตามเกณฑ์นี้ก็คงกล่าวได้ว่าเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมทีเดียว และยังเป็นการมองอนาคต (จากนี้ไปจะขอใช้คำทับศัพท์ว่า foresight) ที่ส่งผลกระทบมาถึงทุกวันนี้อย่างน่าทึ่ง ตั้งแต่ในยุคที่ยังไ่ม่มีใครใช้คำว่า foresight

แต่นิยายก็ยังเป็นนิยาย ที่สร้างความน่าเชื่อถือได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ข้อเท็จจริง หากแต่มุ่งขยายขอบเขตของจินตนาการ เพื่อให้ผู้อ่านเสพด้วย “สมองซีึกขวา” เสียมาก

และคงไม่มีใครวางแผนอนาคตโดยอิงกับนิยาย (อย่างน้อยก็ในสมัยนั้น) ...

มาถึงยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเริ่มเบ่งบานเฟื่องฟู ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในวงการของนักวางแผนและนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการคาดการณ์อนาคตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นระบบ และอยู่บนฐานของข้อมูลจริงมากขึ้น

เครื่องมือ foresight เหล่านี้ แท้ที่จริงก็พัฒนาขึ้นมาจากเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นหลัก โดยมีองค์กร think tank ระดับมันสมองอย่างเช่น แรนด์ คอร์ปอเรชั่น นำมาใช้อย่างจริงจัง เพื่อป้อน “ข้อมูลอนาคต” ให้กับรัฐบาลสหรัฐเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย

จากการที่เน้นข้อมูลและตัวเลข มุ่งพยากรณ์อนาคต จึงพอเรียกการ foresight ในยุคนี้ได้ว่าเป็นแบบ “สมองซีกซ้าย”

(มีต่อ)  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศิลปะการมองอนาคต เพื่อวันนี้



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

45685

เขียน

21 Aug 2006 @ 21:30
()

แก้ไข

11 Feb 2012 @ 15:41
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
อ่าน: คลิก