ผมตั้งปณิธานไว้หลายปีแล้วว่าจะไม่ใช้ชีวิตในการทำงานบริหารใดๆ   คือชีวิตนี้ไม่ต้องการผลงานใดๆ ของตัวเองอีกแล้ว   แต่ถ้ามีโอกาสก็จะทำงานอาสาในลักษณะ “กองเชียร์”   และผมพอจะมีบุญอยู่บ้างที่ยังมีหน่วยงานมาใช้งานมากพอสมควร   ในลักษณะของการใช้ให้เป็นฝ่ายกำกับดูแล

 

          ชีวิตกองเชียร์นี้ นอกจากทำหน้าที่กำกับดูแลแล้ว   ยังมีอีกแนวหนึ่งคือแนวเป็นโค้ช   ผมตีความการทำหน้าที่แนวนี้จากการร่วมกับ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ไป ลปรร. กับฝ่ายจัดการ R2R ของศิริราช   คือ อ. นพ. อัครินทร์ นิมมานนิตย์, รศ. นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ, อ. นพ. กุลธร เทพมงคล  และทีมงานอีกจำนวนหนึ่ง   โดยเขาเรียกการประชุมนี้ว่า การประชุม Core Team R2R  ประชุมเดือนละ ๑ – ๒ ครั้งอย่างสม่ำเสมอ 
 
          การประชุมนี้มีลักษณะคล้ายๆ ไปทำหน้าที่ที่ปรึกษา   คือทีมจัดการ R2R ของศิริราชเตรียมมาเล่าว่าคิดจะทำอะไรบ้างในช่วงต่อไป   และขอความเห็น หรือคำแนะนำ   หรือเอาปัญหามาปรึกษา ว่าควรแก้ไขอย่างไร   หรือเอาผลงานบางอย่าง (success stories) มาเล่า   เพื่อช่วยกันวิเคราะห์ว่า ผลสำเร็จนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร   เป็นการประชุมแบบสบายๆ ใช้เวลาครั้งละครึ่งวัน  ที่สนุกสนานมาก   เพราะว่าเมื่อหมอสมศักดิ์กับผมแนะนำอะไรไป สมมติว่าเราแนะนำไป ๒ ส่วน   ทีมจัดการ R2R ของศิริราชก็จะเอาไปคิดต่อ  และดำเนินการ ๓ – ๔ ส่วน   และเมื่อเอาผลกลับมาเล่าต่อ ก็เกิดการเรียนรู้อย่างมากมาย

 

          ได้ความรู้ทั้งฝ่ายที่ไปให้คำแนะนำ และฝ่ายรับคำแนะนำ   ความสนุกอยู่ที่เราแนะนำส่วนหนึ่ง   เขาไปคิดต่อได้อีกหลายส่วน   โดยที่ประเด็นของการโค้ชและการเรียนรู้นี้ คือวิธีการจัดการเพื่อส่งเสริม R2R ในศิริราช   และผมร่วมมาตั้งแต่ต้น เป็นเวลา ๗ ปีแล้ว

 

          วันนี้ (๒๕ ก.ค. ๕๔) มีการประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์   ลักษณะของการประชุมทำให้ผมนึกออกว่า ที่จริงแล้วผมไปทำหน้าที่เป็นทีมโค้ชในอีกรูปแบบหนึ่ง   เพื่อสร้างนวัตกรรมของการเรียนรู้   หรือสร้างรูปแบบของการเรียนรู้แบบ “การศึกษาทางเลือก” (alternative education)   โดยทีมโค้ชคือกรรมการสภาสถาบันทั้งทีม มี ศ. ระพี สาคริก เป็นประธาน   ผมก็ร่วมมาตั้งแต่ต้น รวม ๕ ปีแล้ว

 

          ความสนุกในชีวิตของโค้ช ได้จากการที่ผู้รับคำแนะนำเขาไม่เชื่อตามเราไปทั้งหมด   เขาเอาไปตีความต่อ แล้วทดลองปฏิบัติ   แล้วจึงเอาผลของการปฏิบัติมา ลปรร. กับโค้ชอีกทีหนึ่ง   เป็นวงจรเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติเรื่อยไปไม่รู้จบ 
 
          มันสนุกตรงที่ว่า สิ่งที่เราแนะนำนั้น เราเองก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้ผล  แต่ก็ยังมีคนเอาไปคิดต่อ  แล้วลองทำดู  แล้วเราได้รู้ผลว่าแนวความคิดของเราพอจะใช้ได้ไหมโดยตัวเราเองไม่ต้องลงมือทำ   ซึ่งที่จริงเราก็พอรู้ว่าถ้าเราลงมือทำเองคงจะไม่ได้ผลดีเท่าไรนัก   เพราะเองมีแต่แนวความคิด ไม่มี tacit knowledge ในเรื่องนั้นโดยตรง   คือเราเอาความคิดจากประสบการณ์ ก ไปแนะนำหรือทำ coaching เรื่อง ข   เราย่อมแนะนำแบบไม่แน่ใจ

 

          แต่คำที่เราแนะ เขาเก่งพอที่จะเลือกเชื่อ และเติมด้วย tacit knowledge ของเขาเอง   เอาไปทดลองทำ   ซึ่งส่วนใหญ่คงจะได้ผลดี เขาจึงยังเชิญเราไปเป็น โค้ช อยู่

 

          ทั้งหมดนี้ เคล็ดลับอยู่ที่ความสัมพันธ์แนวราบ   และบรรยากาศเล่นๆ สนุกๆ แถมซุกซน   เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์หลุดโลก   แล้วปล่อยให้คนทำเขาไปลงสู่โลกแห่งความจริงเอาเอง  

 

          นี่คือสภาพชีวิตที่ผมสนุกสนานอยู่ในช่วงนี้
 
 
 
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.ค. ๕๔